ICELAND – NORWAY – POLAND … ทริป 17 วัน กับธรรมชาติ หิมะ แสงเหนือ เมืองเก่า และความคลาสสิก! [ ตอนที่ 1 ]

: ICELAND – NORWAY – POLAND … ทริป 19 วัน  3 ประเทศ กับธรรมชาติ หิมะ แสงเหนือ เมืองเก่า และมหาสมุทร! :

ตอนที่ 2 : http://www.scratchdaworld.com/?p=10413

เป้าหมายของผมคือแสงเหนือ …

แต่ทริปนี้ทำให้ผมรู้ว่า ถึงแสงเหนือจะฟิน แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่าธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของประเทศ Iceland แต่อย่างใด รวมไปถึงประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเจอจากทั้ง Road trip สั้นๆ ที่ Norway ประเทศอันแสงแพง แล้วก็ประเทศ Poland ที่มีดีเหนือความคาดหมาย

iceland

ในส่วนของรีวิวนี้นั้นจะเน้นกระชับ สนุก มันส์ และเข้าใจง่ายๆ ทั้งการเดินทาง การจองรถ วิธีการ และอื่นๆ อาจจะไม่ได้เจาะลึกลงไปถึงต้นตอ แต่แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอครับ จริงๆ รีวิว Iceland มีเยอะมากกมายย ที่ให้ข้อมูลกันแบบจัดเต็ม รีวิวนี้ขออยู่กับคำว่าพอดี แต่คุณภาพที่มียังเหมือนเดิม ^^

ไปชมกันเลยย !! นี่คือริวิวที่คุณจะฟินกับบรรยากาศไปตลอดั้งแต่ต้นจนจบ!

คำเตือน รูปเยอะมากกก โปรดโหลดรอทิ้งไว้ แล้วไปกินไก่สักน่อง  5555 

________________________________________________

สามารถติดตามข่าวสาร ข้อมูล รีวิวการเดินทางโดนๆได้ที่

สองเท้า – เกาโลก

Fanpage : https://www.facebook.com/scratchdaworld

Instagram : https://www.instagram.com/scratch_da_world/

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ

_________________________________________________

ภาพรวมการเดินทางในครั้งนี้

Norway รวม 4 วัน , Iceland รวม 8 วัน , Poland รวม 5 วัน ซึ่งเที่ยวจริงๆ ไม่ถึครับ รวมเวลานอนสนามบินสามรอบ เวลารอทีมงาน และอื่นๆ

ทริปนี้ผมบินจากไทยไปลง Oslo , Norway ด้วย สายการบิน Qatar Airways จากนั้นก็ไปเที่ยวเมือง Alesund ต่อด้วย Road trip กับเส้นทางระดับโลกอย่าง Atlantic Ocean road แล้วก็กลับมารอสมทบเพื่อนที่ Oslo อีกครั้ง

เมื่อพร้อมหน้าพร้อมตาจึงบินไปลงที่ Iceland ที่เมือง Reykjavik แล้วก็เริ่ม Road trip 7 วันกันที่นั่น  ก่อนจะบินกลับมาต่อเครื่องที่ Oslo อีกครั้ง เพื่อไปยังเมือง Warsaw , Poland  แล้วก็เที่ยวใน Poland อยู่หลายจุด ก่อนจะมี Surprise ปิดท้ายทริปแบบงงๆ เพลียโคตรๆ แต่ฟินนนนน คืออะไร ต้องตามมาครับ !! ^^ asda

_________________________________________________

การเตรียมตัวเวอร์ชั่นกระชับ 

ว่าด้วยเรื่องแสงเหนือ OLI_5430

แสงเหนือคืออะไร ?

แสงเหนือคือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่สามารถพบเห็นได้ทั้งบริเวณซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ครับ โดยแสงเหนือจะใช้ชื่อว่า Aurora Borealis ส่วนแสงใต้จะใช้ชื่อว่า Aurora Australis ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดจากอนุภาคประจุไฟฟ้าที่ถูกปลดปล่อยจากการปะทุของดวง อาทิตย์ (Solar flare) ก่อเป็นพายุสุริยะ (Solar Storm) พุ่งมายังโลก แล้วกระทบกับสนามแม่เหล็กโลก จึงเกิดการเหนี่ยวนำให้อนุภาคเหล่านั้นหลุดรอดผ่านสนามแม่เหล็กเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกทางบริเวณขั้วโลกได้ ซึ่งโดยปกติแล้วสนามแม่เหล็กโลกจะทำการสะท้อนและป้องกันอนุภาคเหล่านี้ไม่ให้ผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลก แต่หากพายุสุริยะมีกำลังแรง ก็สามารถไหลเข้ามาทางขั้วโลกได้ครับ แล้วอนุภาคเหล่านั้น ก็จะทำปฏิกิริยากับก๊าซต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดเป็นแสงสีต่าง ๆ ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดก็คือสีเขียว สีแดง และสีม่วงแดง

ค่า KP Index

การจะล่าาแสงเหนือเราต้องอยู่กับเจ้าค่า KP ตัวนี้แหละครับ เจ้าค่า KP ตัวนี้คือความเข้มข้นของ Solar storm หรือพายุสุริยะดังข้อข้างบนนั่นเอง ยิ่งมาก ก็ยิ่งมีโอกาสเห็นมาก มีตั้งแต่ 0-9 โดยทั่วไปคือมากกว่า 1-2 คือมีโอกาส ถ้า 3 ขึ้นไป ฟ้าเปิด เราอยู่ถูกที่ก็เห็นแน่นอนครับ ระเบิดเลยแหละ มากหรือน้อยก็แล้วแต่อากาศแล้วก็ดวง นอกจากค่า KP แล้ว อย่าลืมเชคสภาพอากาศด้วยล่ะ มันจะมีเวบบอกว่าตรงไหนสภาพอากาศเป้นยังไง เมฆน้อยหรือเยอะ

มีแอพชื่อว่า Aurora ครับ ลองเชคดูเรื่อยๆ ล่วงหน้าสัก 3 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า เพราะ Iceland อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก เริ่มมีตั้งแต่สองทุ่มไปจนถึงตีหนึ่งถึงสาม ต้องมืดด้วยนะครับ ถึงจะชัด ไม่งั้นแสงไฟจากอาการต่างๆ จะรบกวน

เวบด้านล่างจะบอกภาพรวมว่าตรงไหน เวลาไหนเมฆเยอะ เมฆน้อย และค่า KP ใช้ดูประกอบกับ App ได้ครับ จะเป้นในรูปแบบแผนที่ลองเทียบแผนที่ กับสถานที่ต่างๆ ดูว่าอะไรอยู่ตรงไหน

http://en.vedur.is/weather/forecasts/aurora/  

www.aurora-service.eu/aurora-forecast/

ช่วงเวลาที่จะได้เห็นแสงเหนือ

เริ่มมีตั้งแต่ตุลาคม ไปจนถึงต้นเมษายนครับ เวลาประมาณสองทุ่มไปจนถึงตีสองตีสามเลยล่ะ ถ้ามาหน้าร้อนจะไม่เห็นแสงเหนือ แต่คุณจะได้พบกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติแทน ทั้งความเขียว และสายน้ำที่ไหลแรงของน้ำตกต่างๆ ช่วงกลางวันที่ยาวนานกว่าหน้าหนาว ผมไปช่วง Nov นี่ 4 โมงเย็นเริ่มมืดแล้วครับ จะให้ดี เค้าว่าให้ไปช่วงตุลาหรือมีนา เมษา ที่ช่วงเวลากลางวันจะยาวนานกว่าหน้าหนาวและยังได้เห็นแสงเหนือ

เห็นแสงเหนือได้ที่ไหนในโลกบ้าง

ประเทศที่สามารถมีโอกาสเห็นแสงเหนือได้บ่อยที่สุดก็คือ ไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ แคนาดา รัฐอลาสก้า รวมไปถึงตอนเหนือของสแกนดิเนเวียได้แก่ประเทศ นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ และตอนเหนือของรัสเซียครับ

ว่าด้วยเรื่องการเดินทางข้ามประเทศ

1)  จากไทย ไป Oslo ประเทศ Norway 

มีหลากหลายสายการบินครับ ทริปนี้ผมบินไปกับ สายการบิน Qatar Airways จากไทยไป Oslo มีแวะเปลี่ยนเครื่องที่ Doha แปปนึง ก่อนจะไปถึง Oslo ในตอนเช้าตรู่เลย 6 โมงเช้าพร้อมท่องโลกกว้างทันที  ด้วยไฟลท์ QR833 จากไทยไป Doha แล้วต่อด้วย QR 179 จาก Doha ไป Oslo อาหารอิ่ม หลับสบายตลอดทริป

OLI_0745

2)  จาก Oslo ไปกลับ Iceland   

ผมบิน Norwegian Airline ครับ สามารถหาไฟลท์ได้จากเวบ www.skyscanner.com ได้เลย หรือเข้าตรงไปที่ Norwegian Airline ก็ได้เช่นกัน สายการบินนี้มีไวไฟให้เล่นช่วงระหว่างบินไป Iceland ด้วยนะ

3) จาก Oslo ไปกลับ Poland

ผมยังคงใช้ Skyscanner ครับ อันนี้เราไปจองกันหน้างานเลย คือล่วงหน้าไม่กี่วันครับ ราคาเลยไม่ถูกนัก ส่วนใหญ่พวกสายการบินในยุโรปควรจองแต่เนิ่นนๆ แต่เรายอมเพื่อเวลาที่ยืดหยุ่น ขาไปผมบิน Norwegian แต่ขากลับบิน Baltic Airline และมีประเทศ Surprise ครับ จบสวยเลย คือไปรอเปลี่ยนเครื่องตั้งแต่เย็นยันเช้า จึงมีเวลาออกไปเดินเล่นเก็บไปอีกประเทศ เป็นที่ไหนต้องตามมาดู!

การเดินทางภายในประเทศ

ส่วนนี้จะขอแบ่งเป็น 3 part แบบกระชับๆ นะครับ

อ่อ ก่อนไปอย่าลืมทำใบขับขี่สากลไว้ด้วยล่ะ ใช้แค่สำเนาพาสปอร์ต บัตรประชาชน ใบขับขี่ รูปถ่ายสองนิ้วสองรูป เงิน 500 บาท ทำได้ที่กรมขนส่งเลยครับ รอแปปเดียวก็ได้แล้ว

1)  Road trip Norway

ผมเคยมานั่งรถไฟใน Norway มาแล้วรอบนึงเมื่อครั้งก่อนในละแวก Flam , Bergen , Oslo  ครั้งนี้จึงตัดสันใจลองเช่ารถขับกันดูบ้าง หากมากันหลายคน เช่ารถขับจะถูกกว่านั่งรถไฟพอสมควรเลยครับ โดยเราใช้บริษัทรถเช่าที่ชื่อว่า Sixth rent a car  ( www.sixt.global/Norway‎ )  วิธีการเช่านั้นง่ายมากครับ เข้าไปในเวบ เลือกวันเลือกเมืองที่จะไปรับ และเมืองที่จะไปคืน ส่วนผมเลือกไปรับที่ Alesund ซึ่งต้องดูด้วยนะว่าสาขาในเมือง หรือสาขาสนามบิน เราไปรับที่สนามบิน พอเลือกเสร็จก็ชำระเงิน จะได้เมลยืนยันพร้อมหมายเลขการจองมา ราคาแบบถูกๆ ตกวันละ 3-4000 บาท น้ำมันลิตรละราวๆ 7-80 บาท ลองบริหารกันดูนะ เดี๋ยวเส้นทางจะไปพูดในส่วนของรีวิวเลย

วันไปรับก็ไปตามเวลาครับ ผมจองฟอร์ดราคาถูกที่สุดไป แต่ไม่รู้อีท่าไหน พี่แกให้ BMW มาขับ ฟินกันไป ตอนรับเชครอยให้ดีนะ ว่ามีรอยอะไรไหม ทำประกันไปด้วย อันนี้สำคัญ รถพวงมาลัยซ้ายและเลนซ้ายใครไม่ชินคงต้องใช้เวลาซักพัก ตอนไปคืนก็นำรถไปคืน คืนกุญแจ เชคอะไรนิดหน่อย จบครับ มันง่ายแบนนนี้จริงๆ จากนั้นผมก็นั่งรถไฟกลับมายังเมือง OsloOLI_1279

เวบเชครอบรถไฟและราคาทั่ว Norway ยิ่งจองก่อนยิ่งถูกครับ >> https://www.nsb.no/en/frontpage

2)  Road trip  Iceland 

การเดินทางท่องเที่ยวใน Iceland มีเพียงแค่สองวิธีคือขับรถเที่ยว และซื้อทัวร์ในประเทศ ซึ่งสามารถหาซื้อได้หลายเจ้าในเขตเมืองหลวง Reykjavik

แต่แน่นอนครับ วืธีที่ดีที่สุดคือการขับรถ เพราะการจะล่าแสงเหนือและวิวระหว่างทางคือเรื่องสำคัญ การขับรถเราจะหวอดแจ้ะ เอ้ยจอดแวะได้ทุกที่ การขับก็ไม่ได้ยากครับ เพราะในประเทศ Iceland จะเป็นถนนแบบ Ring road รอบเกาะคือมีเส้นหลักอยู่เส้นเดียวคือถนนหมายเลข 1 แต่เราจะใช้สปีดเกินกว่ากำหนดไม่ได้นะครับ ต้องดูป้ายกำหนดความเร็ว และกล้องตรวจจับให้ดี โดนทีนี่หลายตังค์   โดยรถเช่านั้นมีหลายหลายเจ้าและมีหลายแบบ

ตั้งแต่ รถบ้าน ( Motor home ) คือตามชื่อครับ เหมือนบ้านเคลื่อนที่ดีดีนี่เอง ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว

แล้วก็ Camper Van ที่เล้กกว่าและถูกกว่า มีห้องครัวและอ่างล้างจานเล็ก มีเบาะที่ปรับเป็นที่นอนได้ มีตั้งแต่ 2 – 5 คนแล้วแต่ขนาด การอาบน้ำก็ต้องใช้สระอาบน้ำสาธารณะกันไป ( เรื่องการชาร์จไฟเค้ามี Power invertor ให้เช่านะครับ อย่าได้ห่วง )

อีกแบบก็คือ รถ Van มีหลายความจุ แต่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนสองอย่างข้างบน เหมาะกับการหาที่พักตามรายทางนอนเอา นอนในรถไม่ได้ ซึ่งพวกเราใช้แบบนี้ครับ แล้วก็พักพวก Cottage หรือ Guesthouse ตามข้างทางนอนสบายกันไป แต่ก็มีข้อเสียคือเรื่องความยืดหยุ่นเล็กน้อย เพราะต้องวิ่งไปตามรูท อาจจะล่าแสงเหนือกันได้ไม่เต็มข้อเท่าไหร่ แต่ก็ยังได้เห็นโลกกว้างอย่างเต็มที่เช่นเดิม

รถแวนของพวกเรา OLI_2016

หากคนน้อยๆ ก็จะมีรถขนาดเล็กต่างๆ ให้ได้ใช้บิรการกันหลายเจ้าครับ ราคาแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันไปตั้งแต่วันละ 4000 ไปจนถึงหลักหมื่นบาท

โดยบริษัทรถเช่ามีหลายเจ้า ทั้ง Kuku , Green Motion ละอื่นๆ โดยเราเลือก Green Motion เพราะราคาไม่แพง วันไปถึงจะมีเจ้าหน้าที่มาถือป้ายชื่อของคุณ จากนั้นก็จะมีรถพาหน่วยพลขับ ไปเอารถที่บริษัทของเค้าห่างออกไปประมาณ 5 นาที เพื่อดูรถ ขายประกันเพิ่มเติมและอื่นๆ จากนั้นเราก็จะได้รถมาขับกันยาวๆ ครับ ตอนไปคืนก็ไปคืนที่บริษัท แล้วจะมีทีมงานมาส่งที่สนามบินอีกที  ( https://greenmotion.com/car-hire/iceland )

การเติมน้ำมันเราต้องเติมเองนะครับ หลักๆ ที่ใช้กันคือ ปั้ม N1 มีอยู่เป็นระยะๆ สามารถเติมได้ตั้ง 5000 – 10000 ISK วิธีการคร่าวๆ คือเข้าไปซื้อบัตรในมินิมาร์ทของปั้ม แล้วเอาบัตรนั้นมาเติมที่ตู้ ส่วนฮาวทู เดี๋ยวไปถึงก็จะรู้เอง ฮ่าๆ บอกหมดก็ไม่สนุกน่ะสิ :) แต่ถ้าหลังสี่ทุ่มจะไม่มีพนักงานนะครับ อาจจะซื้อเผื่อไว้ก่อนก่อได้ ถ้าคำนวนแล้วต้องวิ่งยาวจริงๆ

ราคาน้ำมันที่ Iceland ลิตรละ ประมาณ  7-80 บาทครับ

เราเช่ากัน 7 วัน 7 คน รวมค่ารถกับค่าน้ำมันตกคนละ 8-9 พันบาท หรือวันละพันกว่าบาท ถือว่าไม่แพงเลยครับ 

3) Train  trip in Poland 

หมดช่วง Road trip ไปพร้อมๆ กับเงินในกระเป่าครับ ค่าครองชีพสองประเทศข้างต้นแพงจริงๆ คราวนี้มา Poland ทั้งของกิน และอื่นๆ กลายเป้นแดนศิวิไลไปเลย ดูราคาถูกไปเสียหมด ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่ได้ถูกมาก 555

การเดินทางระหว่างเมืองใน Poland มีสองวิธีคือรถไฟและรถบัสครับ หลักๆ ผมใช้รถไฟ เพราะมันสะดวกกว่า ถึงจะแพงกว่านิดหน่อยก็ตาม โดยไม่ต้องจองล่วงหน้าครับ ไปซื้อตั๋วที่สถานีรถไฟได้เลย เมืองนึงอาจจะมีหลายสถานี ลองเชคดูให้ดีนะครับ ( สามารถเชครอบรถไฟได้ที่ http://rozklad-pkp.pl/en )

ที่พัก

สำหรับ Norway และ Poland นั้นก็ทั่วๆ ไปครับ ส่วนใหญ่เราพักกันกลางเมืองใกล้จุดท่องเที่ยว และไม่ไกลจากสถานีรถไฟ จองผ่านทั้ง Booking และ Airbnb ส่วนทำเลตรงไหนดี จะไปบอกในรีวิวนะ ^^

ในส่วนของ Iceland

ที่พักนี่จริงๆ ถ้าจะอยากอิสระและมีทุนทรัพย์กับจำนวนทีมงานพอดี ก็แนะนำ Motor homeครับ สะดวกที่สุด แต่ถ้างบกลางๆ และอยากนอนสบายๆ ก็สามารถพักพวก Cottage หรือ Guesthouse ตามรายทางได้ มีมากมายให้เลือกสรรค์ แนะนำว่าให้จองใกล้กับจุดท่องเที่ยวหลักๆ นะครับ โดยเฉพาะคืนไหนที่เล็งว่าจะไปดูแสงเหนือ เช่นแถบ Kirkjufell หรือ Jokulsalon เป็นต้น หลักๆเราจองผ่าน Booking.com ครับ มีที่พักหลากหลายดี ลองดูนะครับ ข้อดีของการ Road trip ที่นี่คือที่พักเราไม่ต้องซีเรียสเหมือนกับการไปเที่ยวในแถบยุโรป เพราะถนนหลักมีเส้นเดียว รถไม่ติด ไปไหนตอนไหนก็ได้ แต่ทำเลดีก็ย่อมดีกว่าแน่นอน

วีซ่าล่ะ

ขอเหมือนขอเชงเก้นทั่วไปครับ เพราะประเทศ Iceland คือประเทศในกลุ่มเช่งเก้นเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องขอ Multiple ก็ได้ หรือถ้าได้ก็ดี อยู่ประเทศไหนนานที่สุดก็ขอที่ประเทศนั้น แน่นอนว่าถ้าเราจะไปล่าแสงเหนือ เราก็คงต้องอยู่ Iceland นานที่สุด และด้วยความที่ Iceland ไม่มีสถานทูตในไทย เราต้องขอผ่านทาง VFS ประเทศเดนมาร์คเท่านั้น  แนะนำนะครับ เรื่องเอกสารถ้าเราไม่มั่นใจ โทรไปถามได้เลยครับ ชัวร์ที่สุด ^^

การขอวีซ่าเชงเก้นครับ >> http://www.scratchdaworld.com/?p=1991

ข้อมูลและเบอร์ติดต่อ VFS เดนมาร์ค >> http://www.vfsglobal-denmark.com/thailand/contactus.html

ค่าเงินที่ใช้

ทั้ง Norway , Iceland , Poland ที่ผมไปนี่ใช้คนละสกุลเงินเลยครับ แลกยูโรไปก่อน แล้วไปแลกเงินที่สนามบินแต่ละที่ จริงๆ เที่ยวในยุโรปอีกวิธีที่สะดวกคือใช้บัตรเครดิตครับ รูดได้ทุกสิ่งแม้แต่ของที่ถูกที่สุดในมินิมาร์ท

Norway ใช้ Nok เรทก็  4 – 4.5 บาท ต่อ 1 Nok  ค่าครองชีพแพงคลี่หดตดหายเลยล่ะ น้ำเปล่าร้อยกว่าบาท ซื้อขวดเดียวพอไว้เติมน้ำ เพราะน้ำก๊อกทั่วประเทศดื่มได้  ขนมปังบ้าน ชิ้นเล็กๆ 90 บาท อาหารถ้ากินดีๆ มื้อนึงก็ 7-800 อัพ มาม่า อาหารซอง พร้อมหน่อยล่ะ 555

Iceland ใช้ ISK เรทราวๆ  0.35 – 0.4 ต่อ 1 ISK จะซื้ออะไรก็คูณเข้าไปครับ ค่าครองชีพถูกกว่า Oslo หน่อยนึง แต่ Assume ว่าเหมือนกันก็ได้ 5555

Poland ใช้ PLN หรือเรียกว่าสวอตตี้  เรทคิดง่ายๆ ก็ 1 PLN เท่ากับ 10-11 บาทครับ โดยประมาณ ใช้เงินยูโรแลกได้ที่สนามบินหรือในเมือง เรทในเมืองดีกว่า หรือจะรูดบัตรก็ได้เช่นกันตามมาตรฐานยุโรป

ทีมงานล่าแสงเหนือ

การไปล่าแสงเหนือนั้น เราควรมีทีมงานครับ ช่วยกันแบ่งเบาภารกิจต่างๆ เช่นการขับรถ เพราะต้องขับตลอดจริงๆ เชฟที่ดูแลเรื่องอาหาร การทำอาหารทานเองถูกที่สุด  หน่วยนาวิเกเต้อหรือหน่วยพยากรณ์แสงเหนือ รวมไปถึงรายงานสภาพอากาศ 555 ช่างภาพ บลาๆ จริงๆ ก็ช่วยๆ กันแหละ ใครถนัดด้านไหนก็ช่วยด้านนั้นเยอะหน่อย ลองดูครับ แนะนำว่าควรจะมี 4-5 คนขึ้นไป นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว ยังช่วยกันบรรเทาเรื่องค่าใช้จ่ายให้ถูกลงไปอีก

ของกินยังไงดี

สำหรับ Norway และ Iceland mี่ค่าครองชีพสูงมาก เรื่องนี้จะช่วยเราประหยัดได้พอสมควร อย่างแรกคือเตรียมอาหารไปจากไทยครับ พวกมาม่า อาหารซอง ปลากระป๋อง แล้วก็ระหว่างทาง ก็หาซื้อข้าวสารจากที่นู่น กับพวกวัตถุดิบมาทำกินกันเองก็ได้เช่นกัน อย่าง Norway มันจะมีพวก Hotdog พิซซ่าชิ้นที่ราคาพอรับได้และอิ่มท้องขายอยู่บ้าง แหล่งของกินค่อนข้างเยอะ

ผมจึงขอเน้นที่ Iceland ที่เป้นธรรมชาติเสียส่วนใหญ่ โดยจะมี Supermarket อยู่สองยี่ห้อหลักคือ Bonus และ Kronan ราคาไม่แพงมากครับ พวกไก่ย่างสำเร็จรูปอร่อย ไม่แพง ลองเดินดูวัตถุดิบจากที่นี่แล้วซื้อตุนไปเลย จะประหยัดได้มาก เพราะพวก Cottage หรือที่พักต่างๆ มี Facilities ในเรื่องอาหารครบครันครับOLI_1944

ส่วน Poland นั้นกินตามร้านได้เลยครับ อาหาร Local อร่อยอยู่นะ ร้านอาหารเวียดนาม จีน ก็มีเยอะ ซูชินี่เพียบบ

การสื่อสารและโลกโซเชี่ยล

ขาดไม่ได้จริงๆ เรื่องนี้ มีหลายวิธีครับ ทั้งโรมมิ่ง ซื้อซิมในประเทศนั้น และอีกวิธีที่ถูก ประหยัด และแชร์กันได้หลายคนคือ Pocket Wifi ซึ่งเราใช้ Pocket Wifi ของ Tripizee ทั้งสามประเทศ  ตกวันละ 300 บาทครับโดยประมาณ พวกผมไปกัน 7 คน เช่าไปหนึ่งอัน แบ่งกันใช้สบายๆ live สดก็เอาอยู่ หารกันตกคนละไม่ถึง 50 บาทต่อวัน !! ข้อดีอีกอย่างคือเวลาเปลี่ยนประเทศคุณไม่ต้องทำอะไร แค่เปิดมันขึ้นมา ก็พร้อมเล่นได้ทันทีครับ มีแทบทั่วยุโรป

รายละเอียดเพิ่มเติม  >> https://www.tripizee.com/th/wifi_router/reservation?cid=11OLI_07270

อุปกรณ์ท้าความหนาว!

การจะไปเจออากาศหนาวระดับติดลบที่ Iceland นั้นไม่ธรรมดาครับ นอกจากหนาวแล้ว ยังมีลมที่ช่วยทวีความจี๊ดของความหนาวให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก ไหนจะฝนและความชื้น เรื่องนี้ก็ต้องเตรียมตัวให้ดีเช่นกัน

ใส่อะไรบ้างงงง …

ส่วนบนนะครับ ผมใส่ ลองจอน 1 ตัว หรือเบสเลเยอร์เป็นชั้นแรก อันนี้สำคัญมากครับ เพราะมันจะอยู่ติดกับเนื้อหนังของเรามากที่สุด ไม่ค่อยแนะนำให้ใช้พวกผ้า Cotton ครับ เนื่องจากดูดซับ อมความชื้น และแห้งช้า ทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงได้ ควรใช้เป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่ออกแบบพิเศษ ( FlashDry ) ดูดซับความชื้นจากผิวหนังได้ดี และแห้งไวกว่า ระดับความอุ่น ลองเลือกใช้ตามสภาพอากาศนะ อย่างถ้าหนาวมาก ลองรุ่น Warm หรือ Expedition ครับ

จากนั้นก็เสื้อสเวทเตอร์แขนยาว 1 ชั้น และ เสื้อแจคเกตกันหนาวแบบสองชั้น ( Duo – layer ) ของ Northface รุ่น Down Triclimate Jacket ซึ่งรุ่นนี้แจคเกทชั้นนอกจะเป็นแบบกันลมกันฝน ผ้าเทคโนโลยีดรายเว้น ( Dryvent )  และทนความหนาวได้ระดับติดลบ ข้างในซ้อนอีกชั้นของแจคเกตจะเป็นขนห่านระดับ 600 ฟิวพาวเวอร์ ( Fill power ) ครับ เก็บความร้อนได้ดีเลยแหละ …3 ชั้นเอาอยู่นะ ถ้าใครกลัว ก็เสริมเสื้อฟลีซข้างในอีกชั้นก็โอแล้ว ถุงมือก็ต้องเป้็นถุงมือที่กันลมได้ครับ

ส่วนล่างก็ กุงเกงใน ( เมิงไม่ต้องบอกก็ได้ ) กางเกงลองจอน และกางเกงยีนส์ เอาอยู่ครับ

ล่างสุดก็ถุงเท้าหนาๆ สักชั้นหรือบางสองชั้น แล้วที่สำคัญเลยคือรองเท้าครับ ต้องเป็นรองเท้าที่ลุยหิมะได้ กันน้ำได้ ทนความหนาวได้ ทริปนี้ผมใช้รองเท้าคุณภาพดีเท่ห์ๆ ของ Northface รุ่น Men’s storm winter waterproof boots ประสิทธิภาพก็ครบตามที่กล่าวมาครับ เอาอยู่สบายOLI_5323

OLI_1423OLI_6808

เอ้าาา ว่าจะกระชับ ยาวเกินไปแล้วว !!

ข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมคือปลัีกไฟแบบยุโรปสองเต้าเสียบนะครับ Universal Adapters ใช้ไดหมด อ่อ ไฟฉายติดมาด้วย ตอนไปล่าแสงเหนือมันจะมืดมาก เราอาจต้องใช้นำทางง เท่านี้ก่อนนเนอะ เรื่องการจัดกระเป๋าก็สไตล์ใครสไตล์มันครับ ^^ เข้าเรื่องเลยละกัน เพราะรีวิวก้ยาวอยู่แล้ว 555

_________________________________________________

Day 1

ปีนี้เป้นปีที่ผมเดินทางโหดมากกก จนความตื่นเต้นแบบเดิมๆ จางหายไปชั่วขณะ กว่ามันจะกลับมา ก็วันเดินทาง คือวันนี้แหละครับ !! ใกล้จะได้เวลาไปสัมผัสกับอีกหนึ่งประสบการณ์ที่อยากจะทำสักครั้งก่อนตาย นั่นคือการล่าแสงเหนือที่ Iceland

ผมมาถึงสนามบินเร็วเช่นเคย อย่างแรกที่ต้องทำคือไปรับ Pocket Wifi ที่จองเอาไว้ของ Tripizee ก่อน ซึ่งผมพูดรายละเอียดไปแล้วในช่วงเตรียมตัวครับ เคาน์เตอร์จะอยู่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิชั้นเดียวกับ Airport link เลย สำหรับชีวิตโซเชี่ยลในสามผระเทศนี้ เราก็ฝากไว้กับ Tripizee นี่แหละครับ 555OLI_0725OLI_0727

ได้ของมาแล้วก็รอเวลาขึ้นเครื่องงง  ทริปนี้ผมบินไปกับสายการบิน Qatar Airways ด้วยไฟลท์ QR833 จากไทยไป Doha แล้วต่อด้วย QR 179 จาก Doha ไปยัง Oslo

เอาล่ะ ได้เวลาแล้วว  เชคอิน โหลดปลาเก๋า แล้วเข้าตอมอกัน !! OLI_0729

แล้วก็ได้เวลาขึ้นเครื่องง วันนี้ไม่ขออะไรมากกก หลับยาวไปถึงโดฮา แล้วหลับยาวต่อไปให้ถึง Oslo ชาร์จพลังให้เต็มที่ เพราะถึงแล้ว ชีวิตการเดินทางจะเริ่มต้นในทันที … อ่อ ดูหนังสักเรื่องบนเครื่องก่อนนอนก็ดี ^^ OLI_7188 OLI_7190

และที่สำคัญเลยคือทานข้าวครับ  Qatar Airways จะมีเมนูมาให้เราดูก่อนว่าอยากกินอะไร มีอาหาร เครื่องดื่มอะไรบ้างง OLI_0737

เมื่อถึงเวลาก็สั่ง … ฟาดให้เรียบ … แล้วก็เข้านอนไปอย่างเงียบๆ

ฝันดีนะ เจอกันพรุ่งนี้ ” Oslo ”  ^^OLI_7194

_________________________________________________

Day 2

สวัสดี Oslo !! ผมเดินทางมาจากไทยคนเดียว แต่ก็มีนัดกับเพื่อนอีกคนที่เลี้ยวมาสมทบที่นี่

แค่ก้าวแรก ก็ได้เจอหิมะ และหลังจากน้อีกไม่กี่วัน แทบทุกก้าวผมก็คงต้องอยู่กับมันนี่แหละ

เพื่อนผมบินมาสมทบในช่วงบ่ายๆ ของวัน จากนั้นเราก็ซื้อตั๋วขึ้นรถไฟจากสามบิน เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมือง Alesund ทันที แต่ชีวีมันก็ไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะไม่มีรถไฟตรงไปถึง Alesund โดยเราต้องไปลงที่เมือง Andalnese กันก่อน แล้วจึงงต่อรถบัสแถวๆ สถานีเข้า Alesund

เอาล่ะ พร้อมมม !! OLI_0771

.” มาถ่ายรูปกับซานตาคลอสมั้ย ใกล้จะคริสมาสแล้ว ” …. ระหว่างรอรถไฟ ก็มีเสียงใจดีจากคุณลุงด้านหลังทักมา พอหันไป เอออว่ะ ลุงแกมีความซานต้าจริงๆ  น่ารักมากครับ มิตรภาพแรกจากเจ้าถิ่น

เมื่อลุงทักมาา แล้วผมจะปล่อยผ่านไปได้ยังไง จัดไปครับ .. ” Once time with Santa in Oslo hahah ” OLI_0779

วิวระหว่างทางประเทศ Norway ไม่ทำให้ผิดหวังเช่นเคย ด้วยสภาพหิมะที่เพิ่งผ่านไป เหล่าต้นไม้จึงถูกแต่งแต้มด้วยหิมะ ท่ามกลางฉากหลังที่เป้นท้องฟ้าสีละมุนๆแบบงุนงง คือเมิงจะฟ้าก็ไม่ฟ้า จะหม่นก็ไม่ใช่ แต่ทำไมโดยรวมแล้วดูดีงี้อะ! OLI_0793 OLI_0801

การท่องเที่ยวในหน้าหนาว มันมีความเศร้าอย่างนึงที่เราต้องเจอเสมอ …

” มืดเร็วมากกกกกก ” !!

นั่งชมวิวงามอยู่ดีๆ ก็มองไม่เห้นอะไร เหมือนกำลังดูหนังอยู่ในโรงตอนกำลังพีคแล้วไฟดับโดนไล่ออกจากโรงอะไรแบบนั้น … กรูหลับแทนก้อด้ายยย

เราเดินทางมาถึงเมือง Alesund ในเวลาประมาณสามทุ่มกว่าๆ ครับ ระยะทาางจาก Oslo มา Alesund นี่ไกลพอสมควรเลยนะ รวมเวลาเดินทางก็ราวๆ  6 ชั่วโมงเห็นจะได้

หลายคนถาม ทำไมไม่บินอะเมิง …. ขาไปอยากชมวิว แต่ขากลับบินแน่นวลลลล 555

มาถึงก็เชคอินเข้าที่พักกันก่อนเลย คืนแรกขอนอนดีๆ ซักคืน เราพักที่ First Hotel Atlantica ครับ อยู่ใจกลางเมือง Alesund และใกล้สถานีรถบัสมาก อะนอนกันต่อ สรุปผ่านไปหนึ่งวัน ยังคงไม่ได้เวียนว่ายแวะไปที่ไหน พรุ่งนี้เริ่มของจริง ! OLI_0829

_________________________________________________

Day 3

Norway เป็นประเทศที่ฝนตกบ่อยที่สุดประเทศนึง โดยเฉพาในฤดูกาลนี้ … แต่ขอขอบคุณที่วันนี้ไม่เป็นเช่นนั้น

ได้เวลาเที่ยวจริงๆ เสียที ประเดิมด้วยอาหารเช้าจากโรงแรม และแน่นอนครับ ด้วยราคาอาหารที่แสนแพงหูดับตับเคลื่อนที่ของประเทศนี้ เราจะกินมื้อเช้าให้แน่นไปจนถึงเย็น !!

ผมกินเหมือนในภาพประมาณสามจาน ต่อด้วยคอนเฟล็กปิดท้าย และน้ำแอปเปิ้ลอีกหลายแก้ว สรุปพุงแตกครับ 555 แต่ก็พักได้ไม่นาน  มีเมือง Alesund รอคอยอยู่ เวลาช่วงกลางวันที่มีอยู่ก้น้อยนิด พร้อมแล้วก็ลุยกันเลยดีกว่า  OLI_0834

เมือง Alesund ?

หลายๆ คนอาจจะไม่รู้จัก แต่เมืองนี้เคยถูกโหวตจากคนในประเทศให้เป็นเมืองที่มีสเน่ห์ที่สุดมาครั้งนึงเลยนะ ก่อนมาผมก็ไม่เคยได้ยิน จนกระทั่งได้เริ่มแพลนนี่แหละ จริงๆ นี่คือเมืองที่ตั้งใจจะให้เป็นจุดพักในวันแรกก่อนจะไปถึงเป้าหมายอื่นๆ ต่อไป

แต่พอได้สัมผัส ผมกล้าพูดว่ามันไม่ควรเป็นแค่ทางผ่านครับ!

Alesund คือเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งเมืองที่เห็นในปัจจุบันอาจจะไม่ใช่เมืองเก่ามาแต่โบราณ  เดิมทีเมืองนี้เป็นบ้านไม้แทบทั้งเมือง  แต่เมื่อปี 1904 ได้เกิดมหันตภัยไฟไหม้ครั้งใหญ่ ทำให้บ้านเรือนในเมืองนี้วอดวายกันไป จากนั้นจึงได้มีการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่แทบทั้งหมด ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Art Nouveau ที่สวยงามหมดจด อย่างที่เห็น

ฟินกันตั้งแต่วันแรกเลย ><OLI_0850 OLI_0877

เมืองมีขนาดไม่ใหญ่ เดินเล่นได้สบายๆ ครับ จริงๆ เมืองนี้มี Aquarium ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเหนืออยู่ด้วยนะ น่าสนใจทีเดียว แต่เวลาพวกผมมีแค่ไม่ถึงครึ่งวัน เราจึงเดินเล่นกันภายในเมืองชิลๆ ถ่ายภาพสวยๆ ไปเรื่อยๆ

บนยอดเขาลิบๆตรงนั้นคือจุดชมวิวที่สำคัญที่สุดของเมือง ห้ามพลาด !! เดี๋ยวจะพาไปดูOLI_0900

แต่ตอนนี้เดินเล่นในเมืองกันก่อนนะ จะสิบโมงละ ยังไม่เห็นเงาของพระอาทิตย์ แกไปหลบอยู่ไหน ออกมาทำงานเดี๋ยวนี้ >< OLI_0905

เวลาผ่านไป ความสว่างยิ่งเพิ่มเข้ามา … แต่สติปัญญาบางคนกลับลดลงไป 555OLI_0926

บ้านไม้สไตล์แสกนดิเนเวียนของแท้และดั้งเดิม ต้องอารมณ์ประมาณนี้ .. มีความวินเทจฟีเจอริ่งกับความคลาสสิก ทั้งผนังไม้ สีสัน บานประตู และโคมไฟ รวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว ( ขนาดนั้นเลยหรอเมิง )OLI_0940

เดินไปเรื่อยๆ อยากหยุดก็หยุด อยากลุยก็ลุย … ไม่นานผมก็เดินมาถึงยังสุดทางของอีกฝั่งที่เป็นริมฝั่งมหาสมุทร กับป้อมประภาคารสีแดงแปร้ด ลอยคอรอต้อนรับเราอยู่OLI_0953

สุดทางก็เดินกลับเข้ามาในเขตเมืองอีกครั้ง แต่ก็ไปอีกทาง เพื่อไม่ให้ซ้ำ และหลีกหนีความจำเจ .. เมืองเล็กมากสเน่ห์เมืองนี้ได้ใจเราไปเรียบร้อยครับ มันดูชิล มันดูไม่รีบร้อน มันดูไม่มีอะไร แต่บางที่ก็เพราะมันไม่มีอะไรนั่นแหละ ถึงได้ถูกใจใครหลายคน ทำให้เราไม่ต้องไปที่นั่น ที่นี่ อยากเดินไปไหนก็เดิน แค่นั้น .. OLI_0958 OLI_0966

ทีมงานชุดที่หนึ่งสักภาพ … เดี๋ยวเตรียมไปสมทบอีกชุดที่ Oslo ครับ ตอนนี้สองคนตะลุย Norway กันก่อนOLI_0980

ฮ้ายยยยย !!  แวะทักทายเจ้าถิ่นเสียหน่อยย OLI_1024

บางช่วงของเมืองจะเป็นอารมณ์ถนนคนเดิน แต่วันที่ผมไปนั้นคือวันอาทิตย์ ทุกสิ่งทุกอย่างเลยเงียบงันอย่างที่เห็น นี่คือสาเหตุที่เราต้องไปรับรถเช่าที่สนามบิน Alesund แทน เพราะวันนี้มันปิด >< OLI_1049 OLI_1081

ตัดภาพไปหลังจากรับรถเรียบร้อยแล้วนะครับ

เช่าฟอร์ดถูกที่สุด แต่ได้ BMW มาขับบบ ดีงามมม จากสนามบิน เราก็ขับรถมุ่งหน้าขึ้นเขาไปยังจุดชมวิวแห่งความพีคประจำเมือง Alesund กันเลย ไม่มา เดี๋ยวหาว่ามาไม่ถึง !!

ระหว่างทางก็มีจุดแวะพักให้ไปชมวิว .. ตอนนี้ฟ้าเริ่มเปิดแล้ว ถูกจังหวะมาก OLI_1121

และ และ และ …

นี่แหละครับ ท่านผู้โชมมม จุดชมวิวมุมสูงของเมือง Alesund !! ดีต่อใจ จนไม่รู้จะพูดยังไง มันสวยจริงๆ นะแกรเอ้ยยย แลดูลงตัว ทั้งความเป็นเมืองท่า บ้านเมืองอันสวยงาม และเกาะแก่งต่างๆ ที่รวมตัวกันอยู่บริเวณนี้ ไม่มีคำบรรยาย เพราะรูปถ่ายได้บรรยายคุณค่าของมันไว้เรียบร้อยOLI_1156 OLI_1164 OLI_1167

เหลือบไปดูนาฬิกา นี่เราใช้เวลากับความชิลมากเกินไปนิดนึง เพราะเวลาก็มีน้อยนิดซะเหลือเกิน เมื่อรู้ตัวจึงรีบบึ่งไปยังที่ต่อไปทันที เป้าหมายของเราคือเมือง Fjord เล็กๆ ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จาก  Unesco

ผ่านระห่างทางอีกครั้ง ที่ยังคงงดงามเช่นเคย …  รูปทุกใบต่อจากนี้ถ่ายจากบนรถ และแน่นอนว่าผมไม่ได้ขับครับ ถ้าขับแล้วถ่าย จะกลายเป็นขับถ่าย เอ้ย !! ถ้าขับแล้วถ่ายนี่คงไปไม่ถึงไหน 555 OLI_1189 OLI_1195 OLI_1218 OLI_1226 OLI_1239

การขับรถแถบนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องเอารถขึ้นเรือเฟอรี่เพื่อข้ามฟาก เพราะบางจุดมันไม่มีแผ่นดินเชื่อมถึงกัน โดยค่าขึ้นเจ้าเฟอรรี่ทั้งคนทั้งรถนี่ตกประมาณ 500 บาทต่อสองคนต่อตัน ถ้าจำไม่ผิดOLI_1258

ก็ดีเหมือนกัน คิดซะว่านั่งเรือชมฟยอร์ด เพราะบนดาดฟ้าเรือจะขึ้นไปชมวิวได้OLI_1260

มาถึงฝั่งก็ขับถ่ายกันต่อ …

คุณอยากมีอิสระภาพทางการเงินมั้ยครับ ?

แค่เพียงคุณมีเวลาาในการเล่นอินเตอร์เนทวันละ 8 ชั่วโมง @#%#$% เดี๋ยวๆๆๆ ไม่ใช่ขายตรงนะค้าบบบ

นี่คือรถที่มากับโชค จองฟอร์ดรถกระป๋องถูกที่สุดในเวบ Sixth rent car แต่ดันได้ BMW กึ่งสปอร์ตมาขับแบบงงๆ และไม่มีใครเถียงครับ ตอนรับรถเราทำเพียงแค่ย้ำราคาอีกครั้ง เมื่อทางนั้นคอนเฟิม โอเคไปก่อนจ้าาา 555 OLI_1279

ถนนนเป็นของเราชั่วคราววว รถน้อยมากแถบนี้ ความดีงามของ Road trip คืออยากจอดมาฟินตรงไหนก็จอด อยากหยุดตรงไหนก็หยุด OLI_1287 OLI_1311

ฟินจนพอใจ แล้วก็ไปกันต่อดีกว่าาา OLI_1322

ไม่นานเราก็มาถึงอีกหนึ่งจุดชมวิวฟยอร์ดอันสำคัญของแถบนี้ จากในภาพ ด้านซ้ายมือเล็กๆ ไกลออกไปคือเมืองแห่ง Fjord หนึ่งในเป้าหมายของเราประจำวันนี้ ที่ชื่อว่า Geiranger

ว่าแต่ Fjord หรือ ฟยอร์ดคืออะไร ? เป็นอะไรกับรถยี่ห้อฟอร์ด หรือ ฟอร์ด สบชัย ไกรยูนเสน หรืออย่างไร ( อันหลังเก่ามั้ยเมิง ) 

Fjord คืออัญมณีเม็ดงามแห่งการท่องเที่ยวหลักของประเทศ Norway เลยแหละครับ

Fjord หรือ ฟยอร์ด คือบริเวณทางภูมิศาสตร์ของช่องทางน้ำที่ยาวและแคบที่ถูกประกบไปด้วยริมฝั่งที่สูงชันอันเกิดจากกิจกรรมของธารน้ำแข็งตั้งแต่อดีต

ฟยอร์ด เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งบนที่ราบหุบเขาที่มีชั้นหินแข็งโดยรอบ โดยที่ราบหุบเขา(Valley) ส่วนมากนั้นมักจะเกิดตั้งแต่ในยุคน้ำแข็งที่ผ่านมา การละลายของธารน้ำแข็งร่วมกับการเด้งตัวกลับของเปลือกโลกเนื่องจากการหายไปของน้ำแข็งและตะกอนจำนวนมาก (ในทางธรณีวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Isostasy) ซึ่งการเด้งตัวกลับของเปลือกโลกเกิดจากการที่น้ำหนักจำนวนมากกดทับบริเวณหนึ่งของเปลือกโลกจนเกิดการยุบตัวและเมื่อตำแหน่งของน้ำหนักย้ายหรือหายไป ตำแหน่งที่ผิวโลกยุบตัวลงก็จะเด้งกลับอย่างช้าๆ โดยการเด้งกลับนี้บางกรณี มีความเร็วยิ่งกว่าระดับที่สูงขึ้นเสียอีก (ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากโลกพ้นจากยุคน้ำแข็ง) โดยส่วนมากใต้พื้นน้ำของ Fjord จะต่ำกว่าพื้นทะเลที่ติดกับมัน

และในภาพที่เห็น นี่แหละครับ ฟยอร์ด …OLI_1336 OLI_1345

ส่วนนี่ไม่ใช่ฟยอร์ด แต่ฟะเรน เพื่อนผมนั่นเองOLI_1352

จากด้านบน เราก็ขับรถวนลงมาด้านล่าง เจอจุดสวยเป็นไม่ได้ แวะถ่ายรูปอีกล่ะเมิง จะถึงที่หมายมั้ยเนี่ยย OLI_1379

แต่ไม่นานเราก็มาถึง เมือง Geiranger ครับ ทันเวลาแสงสุดท้ายพอดิบพอดี

Geirangerfjord หรือ ไกแรนเง่อร์ฟยอร์ด คือ ฟยอร์ดที่ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองสตรานดา (Strand) เมืองในเขตซุนโมเร่อ (Sunnmøre) หนึ่งในส่วนปกครองของเทศมณฑลเมอเร อ็อก ร็อมสดาล (Møre og Romsdal) 1 ใน 19 เขตเทศมณฑลของประเทศนอร์เวย์

Geirangerfjord เป็นฟยอร์ดที่มีความยาวประมาณ 15 กิโลเมตร และยังเป็นหนึ่งในฟยอร์ดที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศครับ  นอกจากนี้ ที่นี่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกร่วมกับนา เรยฟยอร์ด (Nærøyfjord) ของ Unesco ในปี 2005 อีกด้วย ไม่มาได้ยังไงล่ะ

โดยอีกจุดที่มีเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงมากที่สุดของ  คือ “เซเว่น ซิสเตอร์ วอเทอร์ ฟอลล์” (Seven Sisters Waterfall) น้ำตกขนาดใหญ่ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ คือ มีความสูงประมาณ 250 เมตร (820 ฟุต) … แต่ทว่าจุดนี้เราไม่ได้ไปครับ เวลาไม่พอ ฟ้าก็มืดเร็วอีก ส่วนใหญ่เค้าจะมานั่งเรือชมความงามกันไปตามฟยอร์ด ส่วนพวกผมเลือกลงมาเดินเล่นในเมือง Geiranger กันแบบชิลๆ แทนOLI_1406 OLI_1423

ไปชมความงามของ Geiranger ฟยอร์ด และแสงสุดท้ายกัน .. วันที่ผมไปนั้นเงียบมาก พื้นที่แถบนี้จะคึกคักในช่วงฤดูร้อนและช่วงอื่นๆ ที่ไม่ใชาหน้าหนาวแบบนี้

แต่ในอีกมุม มันดูสงบและน่าปล่อยกายพักใจซะเหลือเกิน …OLI_1428 OLI_1431

เมื่อสมควรแก่เวลา จึงขับรถมุ่งหน้าไปยังที่พักที่ห่างออกไปไกลพอสมควร ซึ่งที่นั่นคือการตั้งป้อมเพื่อที่จะให้ใกล้กับจุดไฮไลท์ในวันถัดไปให้มากที่สุด และเช่นเคย เจอมุมสวยๆ เอ้าแวะ !! คือวิวระหว่างทางเป้นฟยอร์ดทั้งนั้น แล้วก้จะมีเมืองเล็กเมืองน้อยอยู่ตามชายฝั่งหลายเมือง .. แอบเสียดายครับ ถ้าเวลากลางวันยาวนานกว่านี้ก็คงจะดี

เพราะไม่ทันไรก็มืดซะแล้ว …. OLI_1437 OLI_1440 OLI_1441

มาถึงที่เมือง Andalnes ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่พัก ที่เราจองผ่าน Airbnb …  จริงๆ เมืองนี้น่าจะเป็นเมืองเล็กๆ ริมฝั่งที่สวยเมืองนึงเลย หากเราได้เห็นมันตอนกลางวันน ในวันที่มีแสง .. ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมีหวังงงง

ที่พักดีงามมากครับ ติดชายฝั่งOLI_1445

เปิดหน้าต่างๆ ออกไปยืนรับลมหนาว รองเท้าก็ไม่ใส่ เย็นจนทะลุเล็บขบไปจนถึงต้นคอ แต่ก็ได้เห็นภาพแบบนี้ คุ้มครับ … กับฟยอร์ด ดวงดาว และเขาหิมะ

ส่วนคืนนี้ ฝันดีนะ ^^ OLI_1460

_________________________________________________

Day 4

นี่คือวันที่ทำให้ผมตัดสินใจ Road trip ในครั้งนี้ !!

แต่ก่อนจะไปฟิน ขอกินก่อนละกัน เจ้าของที่พักได้เตรียมอาหารเช้าให้เราแบบง่าย ๆก่อนออกเดินทางแต่เช้า ที่พักอันแสนดูดีและอบอุ่นแห่งนี้ตกคนละพันบาทเท่านั้น ดีงามม OLI_1465

เช่นเคย … แบกรถขึ้นเรือเฟอรรี่ ค่าเสียหายประมาณเดิม ที่เพิ่มเติมคือ …

ฝนตก ฟ้าเน่าาจ้าา 555 ทำไมต้องมาเป็นวันนี้ด้วยเนี่ยยยยย ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังเดินทางได้ OLI_1468

เราขับต่อมาไม่ไกล ก็มาถึงหนึ่งในไฮไลท์ของทริป ที่อาจจะไม่ใช่สถานที่ แต่ที่นี่คือถนนและเป็นเส้นทางที่ติดอันดับความสวยงามแปลกตาอันดับต้นๆ ของโลก !!

เส้นทาง Atlantic Ocean Road 

ถนน Atlantic ocean road คือถนนที่คดเคี้ยวอันสวยงาม ข้ามทะเลบนความยาว 8 กิโลเมตรด้วยสะพานต่ำๆ ที่ยื่นออกไปในทะเล เชื่อมระหว่างชุมชนชายฝั่งขนาดเล็ก จากเมือง Molde จนไปถึงเมือง Kristiansund โดยถนนเส้นนี้ได้ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในถนนที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยนะครับ นับว่าเป็นเส้นทางที่มีเอกลักษณ์เส้นทางนึงที่ผมเคยเห็น

แรกเริ่มเดิมทีได้มีการวางแผนการก่อสร้างเส้นทางรถไฟเพื่อเป็นการเชื่อมต่อเกาะและเมืองต่างๆที่อยู่ห่างไกลเข้ากับแผ่นดินใหญ่  แต่แล้วแผนการก่อสร้างนี้ก็ได้ถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักชะงักไปซะอย่างนั้น โครงการก่อสร้างถนนที่ใช้งบประมาณ 122 ล้านโครน่าจึงงอกเงยขึ้นมา การวางแผนโครงการก่อสร้างนั้นเริ่มกันมาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1970 และมาเริ่มลงมือก่อสร้างจริงเมื่อปี ค.ศ.1983  โดยถนนเส้นนี้เปิดให้ใช้สัญจรได้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1989 ครับ

เส้นทางที่ผมใช้จากรูปคือเริ่มต้นจากเมือง Andalnes แล้ววิ่งตามถนน 64 ไปเรื่อยๆ จนไปถึงถนนเส้น Atlanti Ocean ก่อนจะไปปิดท้ายความฟินที่เมือง Kristiansund แล้วก็วิ่งย้อนกลับมทางเดิมเพื่อไปคืนรถที่สนามบิน Alesund แล้วก็ไปนอนสนามบินที่เมือง Oslo นี่คือชีวิตประจำวันนี้ Untitled

และตอนนี้ผมก็มาอยู่บนถนนสาย Atlantic ocean road เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ฝนก็ยังคงตกลงมาอย่างมาขาดสาย แต่ก็ไม่ได้หนักจนถึงกับเดินไม่ได้ เราจอดรถถ่ายภาพกันเป็นระยะๆ OLI_1499 OLI_1510

นั่นไง สะพานที่เห็นภาพในอินเตอร์เนทอยู่บ่อยๆ เมื่อมีการจัดอันดับถนนและเส้นทางที่น่าตื่นตาตื่นใจของโลกกลมๆ ใบนี้ OLI_1563

วิวของมันอาจจะไม่ได้สวยปังเหมือนพวกสวิสหรือ Iceland ซึ่งหากมันเหมือนกัน ก็ดูไม่แตกต่าง แต่เพราะมันแตกต่าง จึงมีความน่าสนใจ และดึงดูดใจให้นักเดินทางทั่วโลกอยากจะมาเห็นถนนเส้นนี้สักครั้ง OLI_1580

ไม่ผิดหวังครับ ฟินกันไป !! ^^ OLI_1591

จุดนี้จะเป็นเนินชมวิว ที่มีลานจอดรถให้แวะมาถ่ายภาพกันได้ …. เพราะไฮไลท์ของถนนเส้นนี้คือสะพานตรงนั้นOLI_1600

และสะพานตรงนี้ …

ก่อนมาผมเคยเห็นภาพมุมสูงจากโดรนแล้วมันสวยมากก พอมาแล้วอยากจะซื้อโดรนบินขึ้นไปทันที 555 ละเมอเสร็จ เราก็มุ่งหน้าไปยังเมือง Kristiansund ซึ่งเป้นเมืองงปลายทางของถนนเส้นนี้กันต่อ มาแล้วก็ต้องไปให้สุดครับ OLI_1635

ก่อนจะเข้าเมืองก็มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อเราเจอด่านเก็บค่าผ่านทางเข้าเมืองง .. และต้องโดนค่าหัวคนละ 100 NOK หรือประมาณ เกือบๆ ห้าร้อยบาท !!

อะไรกันฟะเนี่ยยย โดนค่าเรือมาหลายดอกไม่พอ นี่เจอค่าผ่านทางอี้กก พี่เพลียย … แต่มาถึงแล้ว ทำไงได้ จ่ายก็จ่ายสิคร้าบบบบ ไปต่อจ้าา OLI_1664

เราไม่ได้รู้เลยว่า การเข้าเมือง Kristiansund มันจะทำให้เราเสี่ยงชีวิตกับการตกเครื่องบินไปยังกรุงออสโลมาก แต่เสียเงินเข้ามาแล้วไม่มีถอยครับ

เมือง Kristiansund  เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงนัก ส่วนใหญ่จะรู้จักอีกเมืองที่ชื่อคล้ายๆ กันคือ Kristiansand ไม่รู้จะตั้งชื่อเหมือนกันทำไม แต่จะว่าไปก็เหมือน เพชรบูรณ์กับเพชรบุรีที่บ้านเราครับ อย่าสับสนล่ะ

เมืองนี้เป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งริมฝั่งตะวันตกของประเทศนอร์เวย์ ประกอบไปด้วยเกาะติดๆกันอยู่ 4 เกาะเชื่อมต่อกันโดยสะพาน และมีบ้านเรือนอยู่ตามชายฝั่ง จนไปถึงลดหลั่นกันตามเนินเตี้ยๆ ของเกาะโดยรอบ มีประชากรอยู่ไม่ถึงสามหมื่นคนครับ หากพูดถึงในเชิงท่องเที่ยว เมืองนี้คงไม่ได้มีจุดเด่นอะไรมากมาย นอกจากที่เป็นทางไปสู่ Atlantic Ocean road  จริงๆ เมืองนี้เคยถูกเยอรมันทำลายล้างอย่างหนักในปี 1940 สภาพที่เห็นคือถูกสร้างขึ้นมาใหม่

โดยจุดแรกที่เราจะไปคือการไปดูวิวมุมสูงของเมือง ส่วนที่เหลือนั้น แล้วแต่เวลาเอื้ออำนวย จริงๆ ไม่ชอบเลยการที่ต้องเที่ยวแข่งกับเวลาแบบนี้ แต่ถ้าไม่แข่ง เดี๋ยวจะไม่ได้แข่งเลย ตกเครื่อง แพลนพังหมด 5555

จุดชมวิวนี้ชื่อว่า Varden ครับ จอดรถปุ๊ปก็มีบ้านไม้หลากสีสันเรียงรายอยู่ข้างๆ OLI_1688

จากจุดจอดรถเดินขึ้นเนินมานิดหน่อย ก็จะถึงหอคอยยขนาดเล็ก ก่อนมาคิดว่าเล็กแล้ว ของจริงเล็กกว่าที่คิดเสียอีกก แต่ดีที่ไม่มีใคร เตรียมบุกขึ้นไปยึดหอคอยได้ !!OLI_1714

และจากหอคอยมองลงมา สี่ตาของผมกับเพื่อน ก็ได้เห็นเมือง Kristiansund กันแบบพาโนราม่าในหลายมุมมอง ข้อดีอีกอย่างของที่นี่คือขึ้นฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย วิวก็พอได้ครับ OLI_1693 OLI_1698

เวลาผ่านไปไม่รอใคร … สนามบินปลายทางของเราก็อยู่อีกไกล แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ขออีกสักจุดสำคัญของเมืองก็แล้วกัน  เราขับรถลงมาจาก Varden มายังท่าเรือเบื้องล่าง กับจุดที่เรียกว่า

Sundbaten  ซึ่งเป็นท่าเรือหลักประจำเมืองมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่งก่อนที่จะมีสะพานข้ามเกาะอย่างในทุกวันนี้ คนที่นี่ก็จะใช้เรือสัญจรไปมาหาสู่กัน ถือว่าเป้นท่าเรือที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคนี้ก็ว่าได้ ทุกวันนี้ก็ยังมีเรือแล่นไปมาอยู่ อีกมุมชิลๆของเมือง แต่เราชิลมากไม่ได้ เอ้า ถ่ายๆๆๆ !! OLI_1723

อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองนี้คือรูปปั้นผู้หญิงคนนึง ..

” มึงง ป้าคนนี้เป็นใครวะ ” เพื่อนผมถาม

ถึงเราจะควงแขนกันในวันฝนพรำ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวดองกันเป็นพิเศษ 555 รูปปั้นนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Clipfish woman หรือสาวขายปลา ไม่สิ ดูจากอายุแล้ว ขอเรียกว่าคุณป้าขายปลายแล้วกัน โดยรูปปั้นนี้อุทิศให้กลุ่มเพศหญิงขายปลาที่ทำงานหนัก และส่งออกปลาไปยังที่ต่างๆ ในอดีต ส่งผลให้เมืองนี้มีความมั่งคั่งและร่ำรวยขึ้นมา และใครๆ ที่มาเยี่ยมชมเมืองนี้ ก็มักจะไม่พลาดที่จะมาชักภาพกับป้าคนนี้ ..

ผมก็เช่นกัน … ขอซบบบบบ 555 OLI_1748

บรรยากาศริมอ่าวววสุดจะชิล  หากมีเวลาเดินทอดน่องชมเมือง คงได้ความเพลิดเพลินติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอนOLI_1727

บรรยากาศชิลๆ แบบไม่หวือหวา ธรรมดา เรียบๆ  แต่ดูดี … ในความเป็นแสกนนั้น มันให้อารมณ์คนละแบบกับทางยุโรปตะวันตก คือบ้านเมืองไม่ได้แบบอลัง หรือมีสถาปัตยกรรมมที่โดดเด่นอะไรมากมาย ทุกอย่างดูสวยงามแบบสบายๆ ผสมไปกับธรรมชาติอย่างตัว แล้ววก็ ……….

ห๊ะ ต้องไปแล้วหรอ !! ไปครับ กลับสนามบินด่วนนน !!! OLI_1732

แต่ …. ไหนก็ผ่านแล้ว ขออีกสักมุมแล้ว กับ Atlantic ocean road เป็นการส่งท้ายก่อนลาจากกกOLI_1778 OLI_1788 OLI_1797

สักใบ .. ให้รู้ว่ามาถึงแล้ววเฟ้ยยย !! OLI_1835

จากนั้นเราก็รีบบึ่งกลับไปสนามบิน Alesund ทันที เรียกว่าทันแบบมีเวลาหายใจเล็กน้อย ก่อนจะไปยังกรุง Oslo อีกครั้ง และคืนนี้สนามบิน Oslo คือที่นอนของผมครับ …

ไม่ได้ถ่ายภาพช่วงนอนสนามบินไว้ แอบเสียดายยย 555 เอาล่ะ พรุ่งนี้มีทีมงานมาสมทบอีกชุด เพื่อที่จะไปล่าแสงเหนือที่ Iceland กันน !! OLI_1864

_________________________________________________

Day 5 

การนอนสนามบินคืนแรกที่ Oslo .. เหมือนไม่ได้นอน

ผมเลือกนอนกันที่ร้านกาแฟตรงทางออก ซึ่งร้านนี้จะเปิดถึงห้าทุ่ม และเมื่อปิด ก็ไม่ได้หมายถึงพื้นที่ของร้านจะปิดด้วย ใครๆ ก็มานอน มาชาร์จไฟ มาแวะพักได้ เราเข้าไปตั้งป้อมกันตั้งแต่หัวค่ำ ด้วยน้ำสมแก้วละ 200 บาท แล้วนั่งยาวครับ คนไม่ค่อยเยอะอยู่แล้ว

ตอนนอนนี่ พื้นที่ว่าหลับยากอยู่ละ เจอคนสติไม่ดีเจ้าถิ่นมานอนเมาอยู่ใกล้ๆ อีก คืออาการหนักมากครับ กรนดัง ลูกมาปัสสาวะตรงที่นอน แล้วก็นอนมันตรงนั้น  .. กว่าจะได้นอนก็เกือบเช้า และผ่านไปไม่นนาน แม่บ้านของร้านก็มากวาดพื้น เก็บโต๊ะ เสียงดังจนผมต้องฝืนตื่นเข้ามา

เครๆ ไปล้างหน้าแปรงฟันเลยก็ได้

เวลาผ่านไป ทีมงานอีก 5 คนก็มาสมทบ … ไม่นานนักสายการบิน Norwegian Airline ก็ได้พานักเดินทางชาวไทยชายฉกรรจ์ 7 คนมุ่งหน้าสู่ประเทศ Iceland …

ผมมี Map สถานทีท่องเที่ยวใน Iceland ที่น่าจะเป้นประโยชน์มาให้ดูเป็นแนวทางครับ ที่เที่ยวแต่ละที่ใช้ GPS หาเอาได้เลย มีหมดครบทุกจุด บางแห่งอาจจะต้องเดินหน่อย ใกล้บ้าง ไกลบ้างก็ว่าไป เราไม่ได้ไปหมดนี่หรอกนะ เพราะเวลาจำกัด ส่วนไปที่ไหนบ้างนั้นน … ตามมาครับ! ^^ best-attractions-by-the-ring-road-of-iceland-3

กว่าเราจะมาถึงสนามบินก็เกือบๆ บ่ายสอง และไม่ทันไร ความ Ice ก็มาต้อนรับทันที หิมะตกกกกคร้าบ  อย่างงหนาวววว มาถึงปั๊ปก็ได้พบกับเจ้าหน้าที่บริษัท Green motion ทันที จากนั้นก็ต้องไปเอารถที่บริษัทของเค้าซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน … OLI_1917

เมื่อรถพร้อม คนอาจจะยังไม่ค่อยพร้อม ง่วงชะมัด !! แต่ไม่ว่าจะยังไง เราก็ต้องล้อหมุนทันที สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตุนเสบียง … จากสนามบินมาไม่นาน ก็เจอ supermarket ชื่อดังนามว่า Bonus ข้างในมีทุกสิ่งให้เลือกสรรค์ครับ เอาให้อยู่ได้หลายๆ วันเลยก็ดีนะ เพราะบางจุดหาของกินค่อนข้างยากOLI_1944

เส้นทางในวันนี้ เราจะไปพักแถวๆ Kirkjufell ซึ่งเป็นจุดไฮไลท์แห่งความพีคจุดหนึ่งของประเทศ Iceland …

จากสนามบินขับมาตามเส้น Ring road เรื่อย ตาม GPS มาประมาณเกือบๆ 4 ชั่วโมง เราก็มาถึงที่พัก เป้นบ้านพักสบายๆ ครับ ชื่อว่า Grund í Grundarfirdi ซึ่งอยู่ห่างจาก Kirkjufell เพียงแค่ 5 กิโลเท่านั้น และสาเหตุที่เรามาพักกันที่นี่ เพราะคืนนี้เราจะไปลุ้นแสงเหนือกัน !! มีความตื่นเต้น วันแรกก็พีคแล้วว หากแสงเหนือมาแบบเต็มข้อ มันคงดีไม่น้อย ลุ้นครับ

บนโต๊ะนั้นคือเสบียงต่างๆ ที่เราซื้อมาจาก Bonus ขอแนะนำไก่สำเร็จรูปแบบกล่อง อร่อยย รสดีกลมกล่อมแบบไม่ต้องปรุง ชีวิตกระเพระาน้อยๆ ของพวกเราผ่านไปด้วยดี ก็เจ้าไก่นี่แหละ OLI_1971 OLI_1973

แต่สรุปว่า … เราได้พักผ่อนกันเล็กน้อย เพราะร่างกายแต่ละคนก็กรำศึกหนักจากการเดินทางมาเยอะ … และเนื่องจากดูพยากรณ์แล้วโอกาสริบหรี่มาก ค่า KP ไม่ถึง 2 แถมยังมีเมฆอีก !!  จึงตัดสินใออกไปรอแสงแรกเลยละกัน แสงเหนือคงต้องรอไปก่อนน เฮ้อออ ><

_________________________________________________

Day 6 

เช้าวันอึมครึม ในตอนตี 4 กว่าๆ เราก็ขับรถมากันที่ Kirkjufell  ซึงถือว่าเป็นหนึ่งในแลนมาร์คแถวหน้าของ Iceland ใครมาประเทศนี้ แต่ไม่ได้มาที่นี่ จะไม่ถูกอนุญาติให้กลับไป เพราะถือว่าคุณยังไม่ถึง!

ภูเขาคีร์กจูเฟล (Kirkjufell) คือภูเขาที่มีความสูงประมาณ 463 เมตร และมีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ที่ถูกลายร้อมไปด้วยทะเลสาบขนาดย่อม ใกล้ๆ กันยังมีน้ำตกและมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปอีกหลายมุม

ในส่วนของแสงแรกประจำวัน .. เราคงไม่ได้เห็นหน้าพระอาทิตย์แน่นอนเมื่อดูจากสภาพอากาศ แต่อย่างน้อยก้ยังดีที่ฝนไม่ตก อากาศในวันนี้หนาวจับใจ แต่พวกเราทุกคนก็สู้ นี่คือรถของพวกเราตลอดทริป OLI_2016

Iceland วันแรกบางอย่างอาจจะไม่เป็นใจ ทั้งแสงเหนือที่ไม่ได้เห็น ทั้งแสงอาทิตย์ที่ไม่ได้เจอ แต่ผมเชื่อครับว่าประเทศนี้จะไม่ทำให้เราผิดหวัง ในอีก 6 วันหลังจากนี้ …OLI_2027

มุมมหาชน และคนมาหามุม !!

หากมาหน้าร้อน สีขาวจะถูกแทนที่ด้วยสีเขียว แสงแดดจะทิ่มตากันแต่หัววัน และอยู่เป้นเพื่อนกันจนมืดค่ำ แต่นั่นก็ทำให้เสียอรรถรสของชื่อประเทศ ” Ice “ land ไป นอกจากแสงเหนือแล้ว อีกสาเหตุที่เราเลือก Iceland ในหน้าหนาวก็เพราะเราอยากเห็น Iceland ในวันที่มันแข็งสมชื่อ! ( อะไรแข็งเมิง พูดให้เคลียๆ ) .. หมายถึงเป็นน้ำแข็ง และอุณหภูมิแตะจุดเยือกแข็งอะไรแบบนั้น >< OLI_2038 OLI_2044

Kirkjufell สะท้อนน้ำสักใบ … OLI_2192

บริเวณนั้นคือจุดจอดรถที่ Kirkjufell สำหรับคนที่จะลงมาเดินเล่นและไปดูน้ำตกครับ ส่วนน้ำตกก็อยู่ทางขวามือริบๆ ตรงนั้น OLI_2198

แล้วก็ขอถ่ายกันครบแก๊งสักแชะ …. อยู่กันตั้งแต่ยังไม่ตี 5 จนเกือบ 11 โมงเช้าาา !! นานไปหน่อยยยยนะ 555

รอแสงแรก ฟินกับบรรยากาศจนลืมดูเวลาเลยครับ วิวมันสุดจริงๆ นี่แค่เริ่มต้นน เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เตรียมมุ่งหน้าไปยังที่ต่อไปดีกว่าา OLI_2235

สิ่งหนึ่งที่หลายๆ รีวิวไม่ค่อยให้ได้เห็นนัก คือธรรมชาติระหว่างทาง ที่โคตรจะอลังการของประเทศนี้ ให้ตายเถอะครับ มันสวยยยยจับใจ จนต้องเหลียวมองในทุกๆ สองนาที ผ่านหน้าต่างที่กั้นอยู่ ถึงจะอยากเปิดหน้าต่างออกไปดู แล้วสูดอากาศเข้าปอดสักแค่ไหน แต่ก็เกรงใจความหนาวเหน็บ และลมแรงๆ ที่อยู่ภายนอกของรถ

ชอทนี้ คือตัวแทนของคำว่า ” Ice ” land ได้ดีที่สุด

ขาวผุดผ่องเป้นยองใยไปทั้งแผ่นดิน ส่วนคนในรถก็ฟินกันไปทุกคนทั้งคันน !!  อีก 6 วัน เราจะได้เห็นวิวแบบนี้กันทุกวันและทั้งวัน OLI_2308 OLI_2314

Iceland จะมีป้ายบอกทางเป็นช่วงๆ นะครับ เช่นเดียวกับป้ายกำหนดความเร็ว รวมไปถึงกล้องจับความเร็ว ดังนั้นการขับขี่ก็ระวังกันด้วยล่าาาา ><  ส่วนความงดงาามของวิว ก็ดูกันให้ตาแฉะ จนอยากกินน้ำแข็งใสราดน้ำแดงเลยครับ! OLI_2322 OLI_2335 OLI_2350

สิ่งที่เห็น … ยังกะหลุดมาออกมาจากหนังแฟนตาซี

สิ่งที่เป็น … เหมือนนั่งอยู่ในช่องแข็งง ><

สิ่งที่กำลังรู้สึก … เมื่อไหร่จะถึงที่ถัดไป ฟ้าาจะมืดแล้วววว !! OLI_2383

ไม่นานนัก ระบบ GPS ก็นำทางเรามาถึงสถานที่ที่นึง … ความขาวโพลนยังไม่คงไม่จากไป

แต่เรารีบเดินไปกันดีกว่าาาา เวลากลางวันช่างน้อยนิด ตอนนี้บ่ายสองนิดๆ อีกสองชั่วโมงท้องฟ้าก็จะมืดมิด การเที่ยวในหน้าหนาวว และมีเวลาไม่มากนี่ มันต้อแข่งกับเวลาจริงๆ เอาซี่

ที่นี่ชื่อว่าา ฺBruarfoss  .. หลายๆ คนยกให้ที่นี่เป็นสถานที่ลับ ส่วนเพราะออะไรนั้นน เดี๋ยวจะพาไปดู ^^ OLI_2572

ทางเข้านั้นสมบุกสมบันมาก ต้องลุยพุ่มไม้ ฝ่าหิมะที่สูงมาเกือบหน้าแข้ง ย่ำน้ำที่เย็นฉ่ำซ้ำไปซ้ำมาจนกางเกงแฉะ ป้ายบอกทางก็ไม่มี ต้องเดาต้องคลำต้องฟังเสียงสายน้ำ แล้วเดินไปตามทางที่ได้ยินน … นี่แหละครับ สาเหตุที่เค้าบอกว่าที่นี่คือที่ลับ ><OLI_2590

ความสวยงามบางครั้งไม่ได้ได้มาง่ายๆ .. แต่บางครั้งมันก็มาให้เห็นแบบง่ายๆ เช่นที่นี่ .. OLI_2602

เจอป้ายยย Bruarfoss แปลว่าถึงแล้วสินะ >< OLI_2627

และถึงมันจะเป็นที่ลับ .. แต่ความลับไม่มีในโลก เพราะโลกนี้มีแต่ความร้ากก ( แหวะ! )

ขอต้อนรับสู่น้ำตกสีฟ้าซึ่งเกิดจากธารน้ำแข็งอันงดงามนามว่า Bruarfoss ครับ !!

สวยงามโดนใจทุกคน ไม่เสียแรงที่เดินมาาาาเลยจริงๆ OLI_2639OLI_2623

บริเวณน้ำตก ยังมีสะพานให้เดินข้ามไปอีกฝั่ง หรือจะถ่ายภาพกันบนนนั้นก็ได้ตามอัธยาศัย ไม่มีใครว่าาา ^^ OLI_2630

” ยังมีเวลาเว่ยย เราไปอีกหนึ่งความพีคเลยดีกว่าา  ด่วนนๆๆ ” เพื่อนผมเรียกทุกคนเพื่อไปยังสถานีสุดท้ายของวัน ซึ่งเป็นที่ที่มีความอลังการออยู่

จากน้ำตกสีฟ้าาาา …. เราก็ขับรถมาต่อยัง Gullfoss ครับ หนึ่งในน้ำตกที่สำคัญของประเทศ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ในบริเวณ Golden circle

Golden Circle คือเส้นทางท่องเที่ยวยอดฮิตของประเทศ เส้นทางวงแหวนทองคำนี้อยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์ ประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติ Thingvellir (ซิงเควลลีร์), น้ำพุร้อน Geysir (กีเซอร์) และน้ำตก Gullfoss (กูลฟอส)  ซึ่งก็คือที่นี่นั่นเอง แต่ที่แรกเราไม่ได้ไปกัน เพราะเวลาไม่พอ แล้วดูไม่ค่อยมีอะไรมากที่สุดในกลุ่มนี้

มาถึงแล้วก็ถ่ายรูปหมู เอ้ยย รูปหมู่เป็นที่ระลึกกันเสียหน่อยOLI_2698

ถ่ายเสร็จก็ถ่ายภาพหวิวว … เอ้ยภาพพพวิวกันบ้างงง !! ฮ่าาาา

นี่คือน้ำตก Gullfoss ครับ เดินทางมาไม่ยาก ไม่ต้องเดินไปหาขุมทรัพย์อะไรมากมาย เพียงแค่จอดรถแปะ แล้วเดินากแตะ (ทีนแหกพอดี) มาไม่กี่ก้าว ก็จะเห็นน้ำตกนี้ไหลแรงๆ อยู่ที่ด้านหน้าทันที …

พื้นที่สีขาวตรงนั้น หากคุณมาในหน้าร้อน มันจะกลายเป็นสีเขียวขจี น่าจะดูดีทีเดียว แต่เอาจริงๆ แค่นี้ก็ฟินแล้วนะ มีความอลังการ คือมันใหญ่กว่าที่เห็นในรูปหลายเท่าเลยครับ OLI_2702

และแสงสุดท้ายของวันนี้อยู่ที่นี่ ในตอน 4 โมงเย็นนนนนน ด้วยความที่มันเป็นประเทศที่ธรรมชาติจ๋าามากกก ไม่มีแสงสีหรือแสงไฟอะไรให้เตร็ดเตร่ดู ฟ้ามืดนกฮูกร้องเมื่อไหร่ ก็เข้าไปพักผ่อนชาจพลังได้เลย OLI_2706 OLI_2714

คืออออหน้า และท่วงท่าเมิงนี่ฟินเกินไปนะ 555 OLI_2745

แต่ก็อย่างว่า .. ไม่ให้ฟินได้ไง ดูวิวบนนี้สิ ^^  เดี๋ยวๆ แล้วเมิงชี้ไปบนฟ้าทำไม! OLI_2771

ให้ตายเถอะครับ ความมืดมาเยือนเร็วมาก ผ่านพ้นแสงสุดท้ายไปแล้ว ตอนนี้เข้าสู่ช่วงทไวไลท์ กับอากาศที่หนาวไปถึงขั้วหัวใจ ตับไตแข็งไปหมด และตอนนี้ผมก็มาอยู่ด้านหน้าอีกหนึ่งสถานที่สำคัญของ Golden Circle ..

” Geysir ”   คือน้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน เฉลี่ยแล้วจะพุ่งขึ้นมาทุก ๆ 10-15 นาที สูงราว ๆ 22 เมตร จากอดีตเคยสูงถึง 60 เมตร ก่อนน้ำจะพุ่งเราจะได้ยินเสียงน้ำเดือดก่อน

เจ้าน้ำพุร้อน Geysir นี้มักจะตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณภูเขาไฟที่ยังสามารถระเบิดได้อยู่และได้รับผลจากแม็กมาในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย โดยทั่วไปแล้วที่ความลึกประมาณ 2.2 กิโลเมตร  จะเป็นบริเวณที่ผิวน้ำพบกับหินร้อน และด้วยเหตุนี้เองทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น ภายใต้ความดันใต้พื้นผิวโลกจนทำให้เกิดปรากฏการณ์ไกเซอร์ที่ปลดปล่อยกระแสน้ำรุนแร ร่วมกับไอน้ำออกมาได้ ….

ขณะนี้ฟ้ามืด เรายืนตากลมหนาว ที่มันยิ่งหนาวขึ้นทุกนาที่ ผ่านไปแล้ว 25 นาที .. ก็ยังไม่มีวี่แววว เงียบกริบบบบ OLI_2790

สักพักก็มีคนเดินออกมาจากมุมไกลๆ อีกแห่ง เลยลองเข้าไปสอบถามม สรุปว่า ….

ยืนอยู่ผิดจุดตั้งนานนนนนนจ้าา 5555

ด้วยความที่มันมืด เลยไปยืนรออะไรกันก็ไม่รู้ เลยเดินเข้าไปอีกหน่อย ไม่นานนัก เจ้าน้ำพุร้อนก็พวยพุ่งออกมาาาา สองรอบไร่เรี่ยกันเลย แต่เราตั้งกล้องถ่ายในตอนมืด ภาพเลยออกมาดูเหมือนละอองน้ำแบบนี้ จริงๆ มันเป็นสายน้ำครับ เปียกด้วยยย ฮ่าๆ

จากนั้นเราก็กลับไปพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวในวันถัดไป มีอะรไดีๆ รออยู่อีกเพียบบ! OLI_2800

_________________________________________________

Day 7

คืนอันแสนอบอุ่นในบ้านพักได้ผ่านผ้นไป เช้าวันใหม่แห่งความฟินและความหนาวเหน็บได้กลับมาอีกครั้ง

รถแวนคันเดิมได้พาพวกเรามายังสถานที่แรกของวัน

ที่นี่คือน้ำตก Seljalandsfoss Waterfall  ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งของประเทศ น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ริมถนนวงปหวนสาย 1 ระหว่างเมืองเซลฟอส (Selfoss) กับเมืองสโกกาฟอสส (Skogafoss)  มีความสูงราว 60 เมตรเห็นจะได้

เมื่อมองจากระยะไกล ทำไมมันช่างดูเบาบางขนาดนั้นนน >< OLI_2974

แต่พอเข้ามาใกล้ๆ ..

เอออก็ใช้ได้อยู่แฮะ สวยงามตามท้องเรื่องง ทางเดินก็ลื่นมากกก เดินย่องเป็นขโมยขึ้นบ้านเลยครับ ขึ้นไปไวเดี๋ยวหัวทิ่มจะยิ้มไม่ออกเอาา  เลยขอท้าความลื่น ด้วยการยืนขาเดียวสักสองวิ ฮ่าๆ OLI_2984

เราสามารถเดินเข้าไปด้านหลังน้ำตก เพื่อวิวและมุมสวยๆ ได้นะ แต่บนนี้ยิ่งลื่นกว่าข้าล่างเสียอีก ผมเดินไปได้ครึ่งทาง เห็นฝรั่งและนักท่องเที่ยวล้มกันระเนระนาด บางคนก็ไปต่อ บางคนก็เดินกลับมาเหมือนถูกธรรมชาติโหวตออก  ผมเลยขอหยุดดีก่า อุปกรณ์เราเยอะ ทั้งขาตั้ง เลนส์ กระเป๋ากล้อง ตกลงไปจะได้ไม่คุ้มเสีย

เพราะแค่ตรงนี้ … ก็สวยแล้ว ^^ OLI_3026

จากน้ำตก …. เราขับมุ่งหน้าไปต่อ เวลาทุกนาทีมีค่ายิ่งกว่าทองคำในช่วงหน้าหนาวกลางวันสั้นจุ๊ดจู๋แบบนี้

สถานที่ต่อไปคือ Plane crash … หรือซากเครื่องบินแลนมาร์คของประเทศ 

แต่ก่อนจะถึง เราต้องจอดรถไว้ด้านนอก และเดินเท้าเข้าไปยังด้านในสุดทางที่ปลายทะเล กว่าจะถึงจุดที่เป็นซากเครื่องบิน และไม่ใช่เดินใกล้ๆ แต่เป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร .. ไม่ใช่ไปกลับ แต่เป็นขาละ 4 โล !! อ่ะ กลับไปผอมเพรียวจ่ะงานนี้ 555

อย่างไรก็ตาม การเดินทางท่ามกลางวิวสวยๆ และอากาศหนาวๆ ก็ถือว่าเวลาผ่านไปเร็ว ระยะทางที่ไกล ก็กลับดูใกล้กว่าที่มันเป็น … OLI_3081

4 ชายชราประจำทริป เดินนำหน้าไปตรงนู้นนน OLI_3128

ปล่อยให้ 4 วัยรุ่น 18+ เดินตามไปอย่างชิลๆ …. เอ๊ะเดี๋ยวนะ เรามากัน 7 คน แล้วอีกคนนี่ใครฟะเนี่ยยย >< OLI_3158OLI_3145

เดินไปถ่ายภาพไปก็มาถึงซากเครื่องบินในตำนานน

ยอมรับว่าความรู้สึกเหมือนเดิน 2 โลเอง ยังถกกันเลยครับว่ามัน 4 กิโลจริงหรอ ทำไมรู้สึกว่าใกล้กว่านั้น

และนี่ครับ ซากเครื่องบิน ที่เราดั้นด้ลมาหา

จุดนี้คือซากเครื่องบินยอดฮิตของประเทศมีความแนวโคตรๆ วิวรอบข้างก็สวยยย ถึงแม้จะต้องเดินร่วมไปกลับรวมๆ หลายกิโลแต่ก็คุ้ม.

ซากเครื่องบินนี้เกิดจากเครื่องบิน Navy DC ของอเมริกาบินอยู่ดีๆ ก็น้ำมันหมด ตกลงมาที่ชายหาดสีดำ Sólheimasandur เมื่อปี 1973 แต่โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร ทุกวันนี้ซากเครื่องบินดังกล่าวจึงเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศไป

สวยงามครับ มีความแนวและความอาร์ทผสมกัน รวมกับธรรมชาติโดยรอบด้วยแล้วมันเลยลงตัว พื้นที่สีขาวโพลนตรงนั้นคือหิมะที่กำลังปกคลุมชายหาดสีดำอยู่ ถัดออกไปไม่ไกล คือท้องทะเลที่กว้างไกลออกไปแบบไม่เห้นจุดสิ้นสุด OLI_3185 OLI_3191 OLI_3199

โคตรอาร์ทอ่าาาา ชอบบบบ OLI_3225

ภายในห้องโดยสาร ที่ไม่มีผู้โดยสาร และไม่มีอะไรทั้งนั้นนน ถ้ามีก็ตัวใครตัวมันละครับ 555 OLI_3255

สามารถปีนขึ้นไปบนเครื่องบินได้ โดยไม่มีดราม่าใดๆ ใน pantip แน่นอน ครับ 😀 OLI_3294

ฟินถ่ายภาพกันอยู่นาน โดยไม่รู้ชะตากรรมเลยว่าขากลับเรากำลังจะเจอกับอะไร …

เดินกลับอยู่ดีๆ ก็ดูไม่น่ามีอะไร แต่สักพักเราก็ได้สัมผัสกับพายุหิมะ ที่แรงโคตรๆ !! เกิดมาเพิ่งเคยเดินฝ่าพายุหิมะแรงขนาดนี้เป็นครั้งแรก ตัวแทบปลิว หิมะเป็นเกล็ดวิ่งผลัดร้อยคูณร้อยเข้ามาต่อยแย็บซ้ายทีขวาทีที่หน้าตลอดเวลา

เราทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการก้มหน้าแล้วเดินเงียบๆ ฝ่าฟันพายุออกไปตามทาง OLI_3329

หมดสภาพกันไปตามๆ กัน … แรงแค่ไหนถามใจดู >< OLI_3330

เฮือกกกก กว่าจะมาถึงที่รถ ร่างแทบแหลกก ขาล้าไปหมด

แต่ถ้าแสงยังไม่หมด เราก็จะไม่มีวันหยุด … ไปต่อครับ! OLI_3341

และสถานที่สุดท้ายของวันนี้ได้แก่ …

น้ำตก Skogafoss ที่มีความสูงถึง 61 เมตร ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่ชั้นสูงที่่สุดในไอซ์เเลนด์เลยก็ว่าได้ สวยงามและอลังการจริงๆ ขนาดหน้าหนาว น้ำที่นี่ยังแรงถึงเพียงนี้ ดีงามครับ OLI_3365 OLI_3367

ทีมงานที่ระลึกสักกภาพ …OLI_3415

ข้างๆ น้ำตกสามารถขึ้นบันไดไปยังมุมสูงของน่้ำตก และเราก็ไม่พลาดเช่นกันนน กับแสงสุดท้ายประจำวันจากน้ำตก Skogafoss … วันดีๆ กำลังจะผ่านไปอีกวัน ถึงจะล้ามาจากพายุหิมะแค่ไหน แต่มาเจออะไรแบบนี้ ความเพลียทั้งหมด ก็พังทลายไปในพริบตา OLI_3424

และนี่คือที่พักของเราในสองคืนที่ผ่านมา  Golden Circle cottage พรุ่งนี้จะย้ายไปพักกันอีกที่ละ OLI_3473

ก็เลยรวมทีมเป็นที่ระลึกกันสักใบ … วันนี้พักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้เตรียมลุยยยย !!

และรีวิวตอนนี้ ขอจบไว้ตรงนี้ครับ อีกไม่นานเกินรอ จะมาต่อตอนจบบบ กับภารกินล่าแสงเหนือ ธรรมชาติอันเหลือเชื่อ ก่อนจะปิดท้ายสุดฟินที่ Poland และประเทศแถมอีกนึง ที่ไหนยังไงต้องติดตามมม ^^

ขอบคุณที่รับชมครับ :) OLI_3452

 

Leave A Reply

Navigate