” เชียงใหม่ ” ไม่มีวันเบื่อ! …พาขึ้นดอย แล้วไปเยี่ยมชม 2 โครงการหลวง ปิดท้ายด้วย 5 ร้านเด็ด !! [ สองเท้า-เกาโลก ]

เราขอท้าคนไทยทุกคนที่มีหัวใจเดินทาง ให้ออกไปเที่ยวข้ามภาคกันเหอะ !!! นี่คือโปรเจคดีๆ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอท้าคนที่สนใจคลิกเข้าไปดูพร้อมเลือกคำท้าต่างๆ ได้ตามลิ้งครับ

>> http://www.xn--22ce9ca0cff4b5fec3a5lweki.com/singlepage

และหากถ้าไปท้าชาวบ้าน แล้วตัวเองไม่ทำก็กระไร ครั้งนี้ผมไม่ได้ไปแค่ใกล้ๆ แต่จากบ้านเกิดที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ขอลี้ไปให้ไกลถึงภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ ข้ามไปหลายภาคเลยครับ 555OLI_8205

เอาล่ะ ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่นั้น แน่นอนว่าหลายๆ คนคงไปมากันหลายที่แล้ว บางคนก็ไปจังหวัดนี้เป้นว่าเล่น บางคนอยู่เล่นๆ ก็บินไปเดินเล่นซะอย่างนั้น น้อยคนนักที่จะไม่รักเชียงใหม่ ไม่ใช่แค่คนไทย แต่รวมไปถึงชาวต่างชาติแทบทุกคนที่เคยมาเยือน ..

วันนี้ผมขอพาทุกคนออกเดินทางไปตามรอยพระบาทของสมเด็จรัชกาลที่ 9 กันครับ  โดยจากคำท้าต่างๆ ผมได้เลือกหมวดที่ 9 ที่จะขอตามรอยพระบาท ในกลุ่มย่อยที่ 7 …. โดยมีเป้าหมายคือ

” ตามหา ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่พ่อสร้าง ”  ในจังหวัดเชียงใหม่ 

สถานที่ผมจะไปนั้นคือ โครงการหลวงแม่โถ – ดอย 360 องศา – โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำบ้านยางในพระราชดำริ และส่วนสำคัญอื่นๆ ในพื้นที่ รวมไปถึงร้านดีๆ อีก 5 ร้าน 

นี่คือที่่มาของรีวิวสนุกๆ และมีสาระฉบับนี้ นอกจากตามรอยพระบาทแล้ว ผมจะพาไปชมหนึ่งดอยที่เพิ่งเปิดไม่นาน กับ 5 ร้านเด็ดสไตล์ Street food ที่มาเชียงใหม่แล้วไม่ควรพลาด !!

พร้อมให้สนุก และตามรอยกันได้เลยย

________________________________________________

สามารถติดตามข่าวสาร ข้อมูล รีวิวการเดินทางโดนๆได้ที่

สองเท้า – เกาโลก

Fanpage : https://www.facebook.com/scratchdaworld

Instagram : https://www.instagram.com/scratch_da_world/

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ

_________________________________________________

อุปกรณ์

กล้อง Nikon D800E

เลนส์ของ Nikon ทั้งหมดครับ
– เลนส์ Fix 58 , F1.4
– เลนส์ Wide 16-35 , F4
– เลนส์ Tele 70-200 , F2.8

________________________________________________

เมื่อพร้อมแล้วก็เก็บปลาเก๋า แล้วตามมาพร้อมๆกันเลยครับ!

1 ดอย

แน่นอนว่ากว่าจะถึงดอย .. มันย่อมมีเรืองราวอะไรรอคอยอีกมากมาย

การเดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้ของผมเริ่มต้นที่ ” หัวลำโพง ”   กับรถไฟใหม่แกะกล่อง ขบวนที่ 9 ด่วนพิเศษไม่งอก ! โดยรถจะออกจากหัวลำโพงประมาณ 18.10 และมีคิวจะไปถึงเชียงใหม่ในตอน 7 โมงกว่าๆ สนนราคาชั้นสองเตียงบนอยู่ที่  791 บาท

สามารถเชครอบและดูราคาได้ที่ http://www.railway.co.th/checktime/checktime.asp

สรุปนะ คือดีกว่าที่คิดดดดด ตั้งแต่จอมอนิเตอร์แต่ละโบกี้ เข้ามาด้านในสภาพนี่น้องๆ รถไฟยุโรปเลยนะ
มีจอบอกว่าตอนนี้อยุ่สถานีไหน สถานีหน้าอะไร  สถานีที่แล้วที่ไหน ถึงสถานีต่อไปกี่โมง มีความไฮเทค ห้องน้ำสะอาดดด มีที่ฉีดดดตรูด อันนี้ชนะทุกประเทศ ไม่เคยเหนที่ไหนมี ประตูเชื่อมแต่ละขบวนระบบสัมผัส ถือว่าสะดวกสบายมาก ทุกที่มีปลั้กให้ด้วย ความพีคคือมีประกาศเปนภาษาฝรั่งเศสทีฟังดูทะแม่งๆ แต่ก่อมีความพยายามดี ขอชม

อย่างไรก็ตาม .. มันก็สูญเสียสเน่ห์ของบางอย่างไป ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีใครหาบของมาขาย  ไม่มีความคลาสสิกอีกต่อไป เออสรุปก้อดีอะ สนนนราคา เกือบ 800 บาทชั้นสอง วิ่งยาวๆ 14 ชั่วโมงง …

ถึงรถไฟดีขึ้น แต่ความเร็วยังคงต้องรอกันต่อไป 555OLI_7228

ก็ขอบคุณที่ไม่ดีเลย์อะไรมากนัก ผมมาถึงอาเขตในช่วง 7 โมงครึ่ง จากนั้นก็พักผ่อนในตัวเมืองเดินเล่นชิลๆ โดยเป้าหมายของผมคือการไปให้ถึง โครงการหลวงแม่โถ ในเย็นวันนี้ …

สำหรับการเดินทางไปยัง โครงการหลวงแม่โถ สามารถทำได้โดย …

อย่างแรกขับรถไป .. จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (สายเชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน) ประมาณ 88 กิโลเมตร ถึงอำเภอฮอดให้เลี้ยวขวา ไปตามถนนฮอด-แม่สะเรียง (ถนนหมายเลข 108) อีก 55 กิโลเมตรจากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกบ้านกองลอย มุ่งหน้าไปบ้านแม่โถตาม ทางหลวงหมายเลข 1270 สายกองลอย-แม่โถ (ถนนลูกรัง)ระยะทาง 16 กิโลเมตร เส้นทางถึงโครงการหลวงสามารถใช้รถยนต์ได้ ทุกประเภท แต่เส้นทางเข้าสู่ อุทยานแห่งชาติ แม่โถ ในช่วงหน้าฝน รถที่สามารถเข้าไปได้ คือ รถกระบะและจักรยานยนต์เท่านั้น

อย่างที่สองก็นั่งรถขนส่งเชียงใหม่ – แม่สะเรียง สามารถขึ้นได้ที่อาเขต แล้วให้ไปลงตรงแยกบ้านกองลอยครับ จากนั้นก็โทรให้ทางเจ้าหน้าที่ที่อุทยานมารับเราที่ทางแยกได้

แนะนำนะครับว่าใครจะเข้าไปเยี่ยมชม ควรติดต่อทางโครงการไว้ก่อน ติดต่อได้ที่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ ตำบลบ่อสลี อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ 088-434-4902 

ส่วนผมนั้นเลือกวิธีที่สอง เพราะไปคนเดียวครับ เช่ารถไปแลดูจะไม่ค่อยคุ้มก็นั่งรถตู้เชียงใหม่ – แม่สะเรียงไป ราคาร้อยกว่าบาท แจ้งคนขับให้เรียบร้อยว่าลงตรงแยกบ้านกองลอย พอใกล้ถึงก็โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ไว้ครับ

รอไม่นานทางโครงการก็ส่งน้องคนนึงที่ชื่อว่า แมน ขับรถมารับผมในช่วงเย็นๆ ใกล้ค่ำ จากด้านหน้าเส้นทางเข้าไปจะเป็นทางขึ้นเขาเบาๆ ครับ บรรยากาศดีมากกก

มาถึงวันนี้ก็ไม่มีอะไร นั่งพักผ่อน รอเวลาเข้านอน …. สโลไลฟ์ไปอีก ฮ่าๆ นี่คือห้องนอนของทางโครงการหลวงแม่โถOLI_8168

เอาล่ะครับ ก่อนจะไปเยี่ยมชมโครงการหลวง เช้าวันนี้มีไฮไลท์ !!

เราจะไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกันที่ดอย 360 องศา ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่เพิ่งบุกเบิกไม่นานของละแวกนี้ การจะไปต้องใช้โฟร์วีลเท่านั้นนะครับ อย่างของผมก็จะใช้รถของโครงการเข้าไป นำโดยน้องแมนคนเดิม … ต้องแข่งกับเวลา เพราะกลั่วไม่ทันพระอาทิต์ขึ้น

ใช้เวลาสักพักเลย จากโครงการจนมาถึงจุดจอดรถตรงนี้ … ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว จะทันแสงแรกมั้ยเนี่ยยย >< OLI_8170

จากจุดจอดรถต้องเดินเท้าไปอีก 2.3 กิโลเมตร

ไอ 800 เมตรแรกไม่เท่าไหร่ แต่ 1.5 กิโลเมตรหลังนี่โหดใช้ได้ครับ เป็นทางชันขึ้นเขาตลอดแนวประมาณ 45 องศา ปีนดิน ป่ายหญ้าขึ้นไป โดยมีเจ้าแมนเดินนำทาง

เดินไป พักไป แต่พักนานไม่ได้ เพราะแสงแรกไม่เคยรอใครOLI_8176

ระหว่างที่กำลังหอบ …

ผมก็หันไปดูข้างหลังงงง …..

พระอาทิตย์สีส้มกำลังค่อยๆ โผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมา ผมปาดเหงื่อที่กำลังเข้าตา แล้วค่อยๆ ยืนมองมันอยู่นิ่งๆ ประมาณสองนาที บางทีช่วงเวลาดีๆ ก็ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ OLI_8179

เพ้อมากไม่ได้ … เดินต่อ !!

” ใกล้ถึงแล้วครับพี่ ” แมนผู้เดินนำลิ่วๆ หันหลังมาบอก

โอ้วว น้ำตาจะไหลลลลล ใกล้จะถึงแล้ววเว่ยยย บนนั้นแหละครับ จุดชมวิว 360 องศา คืออาจจะไม่ได้เดินไกลอะไรมากนัก แต่ผมค่อนข้างเพลียพอสมควรจากหลายๆ ทริปที่ผ่านมา OLI_8188

และนี่คือรางวัลของความพยายาม …. แสงแรกของวัน สวยงามตามที่มันควรจะเป็น

นั่งพัก แล้วซึมซับกับภาพที่อยู่ตรงหน้าให้นานที่สุด ณ.จุดๆนี้คือ … ฟินมากกกก !!OLI_8194

และหันมองไปอีกทาง ก็มีเจ้าแมนยืนอยู่ข้างๆ ธงชาติไทยบนยอดดอย …

จุดชมวิวบนดอย 360 นี่ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดที่สวยใช้ได้เลยนะ เห็นวิวทิวเขาสลับทับซ้อนกันไปมาอยู่หลายจุด ความสุขของธรรมชาติสร้างสรรค์ ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ

” นี่หากวันไหนอากาศดี พี่จะเห็นยอดดอยอินทนนท์เลยนะคร ” แมนหันมาบอก

” แกเห้นจนบ่อยล่ะสิ สวยยมั้ยย วันนี้จะเห้นรึเปล่า ” ผมถามแมน

” อ๋อ ตั้งแต่ผมขึ้นมา ยังไม่เคยเห็นเลยครับ ” แมนหันมาตอบด้วยหน้ายิ้ม … และผมก็ยิ้มตามพลางคิดในใจ โอเคร เราก็คงไม่ได้เห็นแหละ ดูจากสีหน้าเจ้าแมน 555

แมนเล่าว่าา ดอยแห่งนี้ถูกพบโดยคนพื้นที่ และก็เริ่มมีคนขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นจุดท่องเที่ยวไป จริงๆ การจะขึ้นมาที่ดอยนี้ ต้องให้ทางโครงการหลวงติดต่อชาวบ้านในพื้นที่ให้พาขึ้นมา แต่วันที่ผมไปชาวบ้านไม่ว่าง เจ้าแมนก็เลยพามาแทน โดนปลุกแต่เช้ามืดเลย OLI_8196

การที่เราได้เห็นภาพธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา มันทำให้รู้ว่า ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรมชาติจริงๆ และในเมื่อธรรมชาติดีกับเราขนาดนี้ เราก็ยิ่งต้องดีกับธรรมชาติให้มากเช่นกัน OLI_8207

ขอบคุณที่แต่งแต้มเติมเต็มความสวยงามให้กับโลกมนุษย์ ….OLI_8208

แสงแรกของวัน ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ไม่ว่าจะวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหนOLI_8212

เสียดายเหมือนกัน หากมาในช่วงปลายฝนต้นหนาว ก็คงจะได้เห็นหมอกลอยปกคลุมมากกว่านี้ …อย่างไรก็ดี แค่นี้ก็สวยโดนใจแล้วครับท่านผู้ชม ^^ OLI_8220

เมื่อถึงเวลา ก็ได้เวลาเดินลง … OLI_8237

ผ่านธรรมชาติระหว่างทางอีกครั้ง ขาลงเป้นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็ว OLI_8239

เรากลับมาที่จุดจอดรถ ….  OLI_8247

และตรงจุดจอดรถนี้ ก็ยังเป็นจุดกลางเต้นสำหรับผู้ที่สนใจ มารอแสงเช้าและแสงเย็น แบบไม่ต้องไปกลับให้เสียเวลาครับ หากใครมีเวลาแนะนำนะ เค้าบอกว่าแถบนี้ดาวสวยมากกกก OLI_8243

จากจุดจอดรถ แมนขับรถกลับลงมา โดยมาจอดที่จุดถ่ายภาพอีกจุดที่ชื่อว่า ทุ่งสะวันนา ..

อีกมุมสวยๆ ของดอยแห่งนี้ครับ OLI_8273

บริเวณนี้นั้นหากมาในหน้าฝนหรือปลายฝนต้นหนาวเค้าจะปลูกกระหล่ำปีเต็มไปหมด วิวจะคล้ายๆ ภูทับเบิกครับ  แต่ทุกวันนี้เก็บไปหมดแล้ว แต่โดยรวมวิวก็ยังสวยงามอยู่ดี OLI_8280

แมน กับรถโครงการหลวง OLI_8293

ดอย 360 องศา สวยงามในหลายมุมมอง ไม่ผิดหวังครับ ใครมาเยี่ยมชมโครงการหลวงแม่โถ ก็ไม่ควรพลาดที่จะขึ้นดอยแห่งนี้ OLI_8296

อีกสักใบ ก่อนจะกลับลงไปที่โครงการ … OLI_8334

ขอพูดถึง ” โครงการหลวงแม่โถ “ สักหน่อยครับ

เดิมทีนั้นพื้นที่ในบริเวณนี้ที่ประกอบไปด้วย ชาวม้งและกะเหรี่ยงซึ่งเป็นชาวเขาสองเผ่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่บ้านแม่โถ ตำบลบ่อสลี อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ยึดอาชีพปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอยเป็นหลัก โดยขาดความรู้และความเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อม ต้องต่อสู้กับความลำบากยากจนเรื่อยมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าบนที่สูงถูกทำลาย สภาพดินเสื่อมจากการปลูกพืชแบบระบบหมุนเวียน พื้นที่ปลูกของชาวเขาที่ผ่านมา สร้างปัญหาให้แก่ป่าไม้และระบบการไหลเวียนของน้ำ พื้นดินถูกกัดเซาะทำลาย รวมทั้งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จึงทรงมีพระราชดำริเรื่องงานส่งเสริมและการพัฒนาต้นน้ำ ด้านการดำรงชีวิตให้แก่ชาวเขาตามสภาพความเป็นอยู่ในพื้นที่

และทรงจัดตั้งโครงการหลวงพัฒนาต้นน้ำหน่วยที่ 6 ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2518 เพื่อเน้นการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ลดการทำลายต้นน้ำ การจ้างงาน ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำและระบบการไหลเวียนของน้ำ ในเวลาเดียวกันต้องคำนึงถึงปัญหาทางเศรษฐกิจในชุมชนของชาวเขา เปลี่ยนการปลูกฝิ่น ส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับภูมิประเทศในพื้นที่ที่จัดใหม่ เข้ามาดูแลให้บริการด้านความรู้ การศึกษา สุขอนามัย การบริโภค และเส้นทางคมนาคมอย่างกว้างขวาง สอนเทคนิควิธีทางการเกษตรและระบบชลประทานขนาดย่อม

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2539 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมูลนิธิโครงการหลวง จึงได้เปลี่ยนชื่อจากโครงการหลวงพัฒนาต้นน้ำมาเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถมาจนถึงปัจจุบัน 

ลักษณะภูมิประเทศทั่วไป เป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน ทอดยาวตามแนวเหนือใต้ อยู่ในแนวเดียวกัน กับเทือกเขาอินทนนท์ ที่มีความสูงตั้งแต่ 400-1699 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มียอดที่สูงที่สุดคือยอดดอยกิ่วไร้ม้ง อยู่ในพื้นที่บ้านปางหินฝน อ.แม่แจ่ม โดยมีความสูง 1699 เมตร ส่วนที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่โถ ตั้งอยู่ที่ความสูงประมาณ 1200 เมตร

หลังลงจากดอย 360 .. ทางโครงการก็ได้เตรียมอาหารเช้าแบบเรียบง่ายไว้ให้ OLI_8335

ผักสดจากไร่ หาได้ที่นี่ … จริงๆ เมื่อคืนได้ทานผักสดด้วยครับ แต่เวรกรรมที่ผมหิวจนลืมถ่ายภาพพมาาา 555 อันนี้เป็นอาหารเช้าแบบเรียบง่าย อร่อยแบบพอเพียงตามพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 OLI_8341

ส่วนนี้เป้นบริเวณที่พักของทางโครงการ มีห้องรองรับได้เพียงวันละประมาณ 30 คน ดังนั้นใครจะมาควรโทรติดต่อหรือจองเข้ามาก่อนนะครับ OLI_8347

วิวจะเป้นแนวเขาสลับกันไปมาอย่างสวยงามและโคตรชิล! OLI_8354

เอาล่ะ เวลายังอีกหลายอีกเยอะเลย ไปดูโครงการหลวงแม่โถกันบ้างงง ท่านนี้คือพี่ที่จะมาดูแลผมต่อจากเจ้าแมน ชื่อว่าพี่ชาติ … และสถานที่แรกที่เราจะไปกันคือบริเวณที่ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจกับโครงการหลวงแม่โถ ในการสร้างสิ่งดีๆ สู่สังคมในเชิงเกษตร และยังช่วยสร้างรายได้และความเป็นอยู่แบบพอเพียงแต่มีความสุขในแบบคนพื้นที่อีกด้วยOLI_8363

หากใครชอบอยู่กับธรรมชาติ … นี่คืออีกสถานที่นึง ที่มีความเป็นธรรมชาติสูง และยังมีอะไรมากกว่าธรรมชาติให้เราได้เรียนรู้ ได้ดู ได้เห็นอีกหลายอย่าง OLI_8365

ถึงที่หมายแรกแล้วครับ .. นี่คือแปลงผักของเกษตรกรในพื้นที่ของโครงการหลวงแม่โถ

โดยมีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมดประมาณ 85.49 ตารางกิโลเมตร หรือ 53,433.59 ไร่ ครอบคลุม 4 หมู่บ้าน ในอำเภอฮอดและอำเภอแม่แจ่ม กับจำนวนประชากรราวๆ  792 ครัวเรือน ซึ่งในภาพรวมนั้นจะมีพืช ผักผลไม้อยู่หลายชนิด

ส่วนแปลงที่ผมมาเยือนนี้จะเน้นไปที่ผักจำพวกสลัดต่างๆ ทั้ง  เบบี้ฮ่องเต้ คอสสลัด เรดโครอล โอ๊คลีฟแดง ผักโขมแดง ฟิเลต์ ผักชี และอื่นๆ โดยผักหลายๆชนิดก็ได้ส่งไปหลายๆที่ ทั้งเข้ากรุง หรือกระจายอยู่ในเชียงใหม่และจังหวัดข้างเคียง ลูกค้าหลักๆ ในกทม มีหลายเจ้าครับ Sizzler เองก็เป็นหนึ่งในนั้น

โดยในแต่ละพื้นที่เพาะปลูกเหล่านี้ จะจำกัดจำนวนที่ครอบครัวละ 4 โรงเรือน โดยมีรายได้เฉลี่ยครอบครัวละ 20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหากอยู่แบบพอเพียงในพื้นที่แถบนี้ ถือว่าสบายๆ เลยครับ ไม่มีความกดดัน ใช้ชีวิตมีความสุขในแบบที่เป็น ยิ้มได้ในทุกวัน หลายๆคนอาจจะมีความสุขกว่าคนเมืองเงินเดือนหลักแสนเสียอีก …. OLI_8366

จุดที่ผมมาเยือน จะแบ่งเป็น 4 Zone คือ zone A-B-C-D แต่ละ Zone จะมีหลายครอบครัว โดยมีทางโครงการหลวงแม่โถให้คำแนะนำในขั้นตอนต่างๆ ที่ถูกต้องและเหมาะสม

เข้ามาถึง ก็ได้รับความน่ารักเข้ามาต้อนรับอย่างอบอุ่นทันที ^^ OLI_8367

ในแปลงนี้มีหลายโรงเรือนมากครับ เดินเล่นไป ชมผักไป กับความสดใสของสีเขียวสดๆ จากผักเหล่านี้ไป ก็ชิลดีเหมือนกัน ผมอาจจะไม่ได้มความรู้ด้านเกษตรมากนัก แต่พอได้เห็นส่วนหนึ่งของโครงการในพระราชดำริแห่งนี้ เห็นรอยยิ้มของชาวบ้าน เห็นความตั้งใจของทุกคน ก็รู้สึกดีใจไปด้วย ..OLI_8374

รู้สึกเจ้าเขียวช่อนี้คือ คอสสลัด … OLI_8375

บางโรงเรือนก็จะปลูกกันถึงสองพันธุ์ในหนึ่งโรง อย่างเช่นโรงนี้เป็นต้น OLI_8378OLI_8381

เขียวไปทั้งแผ่นดิน … มีกินกันทั้งชุมชน ^^ OLI_8399

ความน่ารักที่เพียงได้ฟัง ก็ทำให้ผมยิ้มตาม … นั่นคือความสามัคคีของทุกคน

เมื่อแปลงไหนถึงวันเก็บเกี่ยว เก็บผล … ชาวบ้านจากหลายๆ ครอบครัวที่แม้ไม่ได้เป็นเจ้าของ ก็จะมาร่วมมือ ร่วมใจช่วยกันเก็บผลผลิตด้วยรอยยิ้ม เก็บไป เม้าไป หัวเราะไป ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีความเกลีดชัง ทุกคนมีแต่ความจริงใจให้กัน ..

นี่คือความสุขที่เรียบง่ายอย่างแท้จริง บางทีชีวิตเราก็คงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ แต่ก็อย่างว่าครับ ร้อยคน พันความคิด หมื่นมุมมองชีวิต คิดต่างกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ..

แต่ผมเชื่อว่าคนที่นี่มีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน … OLI_8400

คืออยากให้คนข้างๆ มีความสุข ..

และภาพตรงหน้าที่ผมกำลังเห็น … มันเป็นแบบนั้นจริงๆ OLI_8415

ทุกคนร่วมใจกันสร้างความสุขให้กับสังคม และคนรอบตัว หากคนเดียว สองมือ สองเท้า ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะเสร็จ อาจจะสองถึงสามวัน หรือสัปดาห์นึง …. OLI_8423

แต่หากมากันแทบจะทั้งหมู่บ้าน ช่วยกันไม่นานก็เสร็จ

ไม่มีใครมาแบบขอไปที ทุกคนที่มาคือมาด้วยความตั้งใจจริงๆครับ หากคุณได้มาเห็น แล้วคุณจะรักคนรอบตัวคุณมากขึ้น … ถึงผมจะมีเวลาไม่นาน แต่ก็รับรู้ได้ถึงความสัมพันธุ์อันดี ของคนในพื้นที่โครงการหลวงแม่โถOLI_8426

จากนั้นพี่ชาติพาไปผมชมบ้านที่มีการทำการเกษตรตัวอย่างต่อไป ซึ่งในพื้นที่โครงการหลวงแม่โถนี้ .. ครอบครัวนี้คือหนึ่งเดียวที่ทำได้สมบูรณ์แบบและเป็นไปตามพระราชดำริขององค์รัชกาลที่ 9 มากที่สุด

ยังไงน่ะเหรอ .. เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังOLI_8429

ที่นี่คือบ้านและสถานที่ทำงานของชาวเขาครอบครัวนึง ซึ่งถ้าจะให้พูดจริงๆ ต้องบอกว่าที่นี่คือชีวิตของพวกเค้า ..

ครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ และลูกอีกสองคน ที่ดูซนแต่ปะปนไปด้วยความน่ารักน่าเอ็นดู โดยคนนำผมเซอร์เวย์สถานที่แห่งนี้คือภรรยา ที่ดูใจดีมากๆ ยิ้มตลอดเวลา 555

พี่เค้าเล่าให้ผมฟังว่า นี่คือโรงเรือนของครอบครัวตน ดูแลกันมาช้านาน ปลูกหลายอย่าง รวมไปถึงยังมีการเลี้ยงสัตว์อีกด้วย ทั้งค้าขาย และบริโภคไปในตัว ทุกอย่างอยู่กันเป็นวัฏจักร ในรูปแบบที่พอเพียง ในขนาดและปริมาณที่พอดี และไม่มีคนอื่นเข้ามาดูแลครับ ดูแลกันเอง พ่อแม่ลูก

ตื่นเช้ามาตั้งแต่ตี 4  รดน้ำพืชผัก ให้อาหารสัตว์ ทำนุ่นนี่นั่น ช่วงบ่ายๆ ก็เสร็จงาน มีเวลาว่างดูแลลูกๆ และทำอะไรที่ตนอยากทำ พรุ่งนี้คือเรื่องของพรุ่งนี้ อาจมีแพลนบ้าง แต่ให้ความสำคัญกับชีวิตปัจจุบันมากที่สุด รวมไปถึงความสุขของลูกๆ และคนข้างๆ มีเงินเหลือใช้สบายๆ  รายรับเดือนนึงหลายหมื่นอยู่ครับ เพรราะทำหลายอย่างจริงๆ

นี่คือแปลงเกษตรตัวอย่างของโครงการหลวงแม่โถ พี่สาวเล่าต่อว่า ใครมาดูงานที่โครงการนี้ ก็จะถูกเชิญมาที่นี่ บางคนก็มาฝึกงานเป็นเดือนๆ เลยก็มี ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ เจ้าหน้าที่จากภูฐานก็เคยมา

และจุดแรกที่ผมได้ชมคือ แปลงองุ่นดำ ซึ่งก็ทั้งทำไว้ทานเอง แล้วก็เอาไปขายมาเป็นรายได้ของครอบครัว OLI_8430OLI_8433

ถัดมาจะเป็นส่วนของพวกดอกไม้ และพืชประดับต่างๆ มีหลายอย่างไปจนถึงต้นตะบองเพชรOLI_8436OLI_8439

และไม่นานนัก พี่ผู้ชายผู้เป็นสามีก็ขนผักกลับมาเยอะเลย ซึ่งเป็นส่วนของผักที่ใช้ไม่ได้และไม่ได้ใช้ จากโครงการหลวง ส่วนนหนึ่งก็จะนำมาให้ชาวบ้านไว้ใช้ทำประโยชน์ในด้านอื่นๆ แทน เช่นครอบครัวนี้ก็จะใช้ไว้เลี้ยงสัตว์เป็นหลักOLI_8441

และนี่ครับ สัตว์ชนิดแรกของที่นี่ … ไก่

เลี้ยงไว้หลายตัว ทั้งขายและบริโภคเอง และไม่ใช่แค่เลี้ยงไก่ไปวันๆ เพราะเมื่อไก่ได้วางไข่แล้วว …… OLI_8442

ก็จะถูกนำมาเข้ากรรมวิธีในการให้ไข่ออกเป็นไก่ … ว่าแต่ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ?

555 ต่อครับๆ กำลังมีสาระ

พอไข่ฟักออกมาเป็นลูกเจี๊ยบ ก็จะต้องอยู่ในเครื่องนี้ก่อน เมื่อพร้อมแล้วจึงออกสู่โลกภายนอกตามลำดับไข่ ><  ซึ่งทั้งไข่และลูกเจี๊ยบนั้น ก็อาจจะไปขายบ้าง เก็บไว้เองบ้าง แล้วแต่ความเหมาะสมของฤดูกาล OLI_8447

ต่อมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ร้อง อู๊ดๆ

หมูนั่นเองครับ … มีอยู่ 7-8 เล้าที่กั้นห้องด้วยปูน และอิฐ

เริ่มที่บรรดาเจ้าตัวเล็กน่ารักกันก่อน แลดูซนชะมัดยากกก OLI_8453

ถัดมาก็เป็นพ่อพันธ์ แม่พันธ์ เมื่อถึงฤดูผสมพันธ์ ก็จะฟีเจอริ่งกัน ออกมาเป็นเจ้าตัวเล็ก แล้วก็ค่อยๆ เติบใหญ่สลับกันไปเป็นวงจรชีวิต และเช่นกันครับ บ้างก็เลี้ยงไว้เอง บ้างก็นำไปขาย สนนราคาอยู่ที่ตัวละ 3-5 พัน

ตอนเด็กมันดูน่ารัก แต่โดมาแล้วสงบนิ่งงงเลย ><

และอึของเจ้าหมูนี่ไม่ได้ถูกนำไปทิ้งให้สูญเปล่า  เพราะพี่สาวคนเก่งเล่าว่าเค้าได้ปล่อยให้มันหมักจนเป็นปุ๋ยอยู่ในนี้ จากนั้นก็จะเอามาใส่ให้กับพืชที่ปลูกไว้ เรียกว่าครบวงจรในตัวของมันเองเลยครับ นับถือแนวความคิดจริงๆ

โดยความคิดเหล่านี้ได้ถูกปลูกฝังโดยโครงการหลวงแม่โถอยู่เป็นระยะ ตามแนวทางการเกษตรแบบยั่งยืนและพอเพียง OLI_8458

ที่นี่ยังมีบ่อเลี้ยงปลาด้วยนะ อะไรจะครบขนาดนั้น ใกล้ๆ กันยังมีพื้นที่ที่กำลังจะปลูกกาแฟอีก เรียกว่าใช้พื้นที่แต่ละจุดให้เต็มควาามสามารถที่สุด ไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่างแล้วไร้ประโยชน์เลยจริงๆ

พี่สาวเล่าต่อว่าา อีกไม่นานด้านบนจะมีเปิดร้านกาแฟ !!

ผมถึงกับ หืมมมมมม ร้านกาแฟด้วยหรือนี่ !! เยี่ยมครับ  ภูมิปัญญาชาวบ้านที่คิดต่างอย่างสร้างสรรค์ คื่อที่นี่ก้มีนักท่องเที่ยวและคนที่สนใจแวะมาดูงานกันอยู่แล้ว พอมีพื้นที่เหลือ มีต้นกาแฟที่กำลังปลูก พี่เค้าเลยบอก ” รออะไรล่ะ ลุยยสิค้าา !! ” จริงๆ เค้าไม่ได้พูดแบบนี้เป๊ะๆ แต่ความหมายประมาณนี้ ผมเลยสรุปให้เข้าใจสั้นๆ บ ฮ่าๆ

” แล้วทำกันไม่เหนื่อยหรอครับพี่ ไม่จ้างลูกมือสักคนสองคนล่ะ ” ผมถามกลับไป เพราะดูแล้วงานพี่เค้าล้นมือจริงๆ

” ก็คิดอยู่ค่ะ แต่ตอนนี้ยังไหว ก็ทำกันไปก่อน ทำเอง ขายเอง ใช้เอง มีความสุขดีค่ะ แต่อนาคนก็ไม่แน่ ” พี่สาวตอบกลับมา

ก็จริงส่วนนึง ถ้ายังไหว เราจะไปจ้างใครทำไม … แต่ถ้าเปิดร้านกาแฟเมื่อไหร่ ผมว่าน่าจะมีลูกจ้างสักคนแน่นอน

ขอลาที่นี่ไปด้วยเล่าหมูครับ 5555 OLI_8459

ถัดจากนั้น ก็ขอไปชุ่มฉ่ำกับน้ำตกสวยสงบของที่นี่กันบ้าง

” น้ำตกแม่แอบ ”  

บางทีก็อยากจะตีมือตัวเอง รู้ว่าจะไปน้ำตก แต่ดันลืมหยิบขาตั้งกล้องออกมาาาา ><

ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังได้มาา !! ไปครับ ตามพี่สุชาติไปโลดดดดด จากจุดจอดรถต้องเดินเท้ากันเล็กน้อย เบาๆ เรียบริมน้ำไป สดชื่นมากกกก ได้ยินเสียงน้ำไหลตลอดเวลา ได้กลิ่นของธรรมชาติตลอดเส้นทาง OLI_8465

ถึงแล้ว อีกที่ที่อยู่ห่างจากโครงการหลวงไม่ถึงห้ากิโล … หากมีขาตั้งมาถ่าย คงดีกว่านี้ โดยรวมแล้วสวยครับ ถ้าหน้าน้ำหลาก มันคงจะเยอะกว่าที่เห็นแน่นอน OLI_8469OLI_8476

เสร็จจจากน้ำตก .. ก็ได้เวลาเข้าเมืองเชียงใหมล่ เพื่อไปยังโครงการหลวงอีกแห่งนึง ซึ่งมีความน่าสนใจไม่น้อย

เจ้าแมนเป็นผู้มาส่งผมที่แยกหมู่บ้านกองลอย

โดยผมจะไปพักผ่อนในเชียงใหม่เป็นหลักครับ อีกวันจะ Day trip ไปยังที่หมายยยย

จากแยกบ้านกองลอย กลับไปเชียงใหม่นั้น ไม่ยากเลย ทั้งรอรถตู้จากแม่สะเรียงยิงตรงเข้าเชียงใหม่ ( ให้ทางโครงการโทรเชคเวลาให้ได้ ) หรือจะรอรถสองแถวสีเหลือ – น้ำเงิน ไปลงที่ฮอด แล้วต่อรถตู้เข้าเชียงใหม่ก็ได้เช่นกันครับ มีรถวิ่งเรื่อยๆ  แต่ไม่ควรเกินบ่ายสองหรือสามนะ จะหารถยาก

ทิ้งท้ายโครงการหลวงแม่โถ ด้วยภาพวิวสวยๆ ตรงนี้ … พืนที่ที่เห็น หากเป็นฤดูเพาะปลูก คุณจะได้เห็นนาขั้นบันได และความเขียงของธรรมชาตือย่างสวยงามเลยแหละ ฤดูกาลที่แนะนำให้มาคือช่วงปลายเดือน 10 ถึง ต้นเดือน 11 ครับ

ลาก่อนแม่โถ … หากมีโอกาสเราคงได้พบกันใหม่OLI_8490

และรถตู้มีไม่นั่ง

ขออิ่มกับธรรมชาติให้สุด !! ไหนๆ ก็กินลมมาสองวันแล้ว ขอต่ออีกหน่อย ด้วยรถบัสฉิ่งฉับทัวร์ รั่วไปตามทาง !! 555 ลมในหน้าหนาวมันสบายจริงๆ หลับแบบไม่ต้องกลัวเลยป้าย เพราะสุดสายคือประตูช้างเผือกพอดี OLI_8494

และหลังจากพักผ่อนเต็มที่ ,, ก็ได้เวลาไปเยี่ยมชมโครงการหลวงแห่งที่สองของทริปนี้ ที่นี่คือ ..

โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านยาง และพิพิธพันธ์โครงการหลวงที่ฝาง 

จากตัวเมืองเชียงใหม่ ผมเช่ารถมุ่งหน้าสู่อำเภอฝาง โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 107 ระยะทางถือว่าไม่ใกล้เท่าไรนัก ประมาณ 150 กว่ากิโลเมตร สะดวกสุดครับ หากจะมาแบบ one day trip พอถึงแยกอ่างขาง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 9 กิโลเมตรก็ถึง

หรือวิชาที่ง่ายที่สุดคือ หยิบมือถือขึ้นมา แล้วเสิชว่า “ โรงไฟฟ้าบ้านยาง “ ก็จบ

แต่วันนี้ยังไม่จบและเพิ่งเริ่มต้น … ในที่สุดช่วงเที่ยงๆ ผมก็มาถึงด้านหน้าทางเข้าโรงไฟฟ้าบ้านยางแล้ว เข้าไปดูกันดีกว่าาา OLI_8552

ความเป็นมา ก่อนจะมาเป็น โรงไฟฟ้าพลังน้ำบ้านยาง 

ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ขององค์รัชกาลที่ 9 ที่อยากจะฟื้นฟูสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในชนบทหรือพื้นที่ทุรกันดารต่างๆ ทั่วประเทศให้อยู่ดีกินดี และทุกครั้งที่พระองค์สเด็จไปยังเมือเชียงใหม่ ก็มักจะสเด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมชาวเขาในถิ่นทุรกันดาร เพื่อทรงวางรากฐานอาชีพ และแนวทางการพัฒนาแบบยั่งยืนตามรอยมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเกิดจากพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ โดยพระราชทานแนวทางไว้คือ  ลดขั้นตอน ลวดเร็ว ช่วยเขาให้ช่วยตัวเองได้ ปิดทองหลังพระ และแบ่งงานออกเป็น 3 ลักษณะงานด้วยกัน คือ งานการวิจัย พัฒนา  และการตลาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็รอยู่ของประชากร และเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้น

นี่คือที่มาเบื้องต้นครับ

จากนั้นเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จเยือนหมู่บ้านยาง ที่อำเภอฝาง ในปี 2515 ได้ทรงสังเกตุเห็นลำธารในหมู่บ้านมีน้ำอุดมสมบูรณ์ไหลผ่านตลอดปี และในเวลานั้นยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงหมู่บ้าน จึงทรงมีพระราชดำริให้นำทรัพยากรน้ำมาใช้และพัฒนาให้เกิดประโยชน์ในการฝลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อยกระดับคุณภาพชิวิต และส่งเสริมด้านเกษตกร การจัดตั้งสถานีอนามัย ศูนย์โภชนาการเด็ก โรงสีข้าวพลังน้ำ ระบบการประปา และการจัดสร้างโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป

กฟผ จึงสนองพระราชประสงค์ โดยทำการสำรวจทรัพยากรในพื้นที่ เพื่อศึกษาและออกแบบก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำต้นแบบให้ขยายผลไปยังพื้นที่ที่มีลำน้ำขนาดเล็กทั่วประเทศไทย และได้พบว่าลำน้ำที่นี่ สามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จึงเริ่มการสร้างโรงงานไฟฟ้าแห่งนี้ขึ้นมา OLI_8554

และในปี 2516 องค์รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จมาทอดพระเนตรความคืบหน้าของโครงการ  ซึ่งก็เป็นไปด้วยดี หลังจากนั้น กฟผ จึงดำเนินการต่อโดยการสร้างเครื่องกังหันน้ำแบบฟรานซิส ซึ่งมีกำลัง 20 แรงม้า ที่แรงดันน้ำ 7 กิโลกรัมต่อ ตารางเซนติเมตร แล้วก็สร้างฝายรับน้ำที่อยู่สูงจากโรงไฟฟ้า 70 เมตร แล้วจึงเริ่มสร้างแท่นวางเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นลำดับต่อไป

จนกระทั่งปี 2517 พระองค์ก็ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำบ้านยางอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็เริ่มมีการผลิตกระแสไฟฟ้าจ่ายให้แก่โรงงานหลวงอาหารแปรรูปที่ 1 ( ฝาง ) , ถนนสาธารณะ รวมไปถึงบ้านเรือนในหมู่บ้านยาง เมื่อเริ่มมีผู้ใช้มากขึ้น จึงมีการสั่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 56 กิโลวัตต์จากเยอรมันมาเพิ่มเติมอีกหนึ่งเครื่อง และปี 2518 ก็ได้ีการสั่งเพิ่มอีกหนึ่งเครื่อง เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จนกระทั่งทุกวันนี้

จริงๆ แต่เดิมยังไม่มีอาคารสวยๆ อย่างที่เห็นนะครับ โดยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2555 ทาง กฟผ จึงได้สร้างพิพิธพันธ์โรงงานไฟฟ้าพลังน้ำบ้านยาง โดยการสร้างอาคารครอบสถานที่แห่งนี้ให้สวยงามอย่างที่เห็น และเปิดเป็นพิพิธพันธ์ เพื่ออนุรักษ์โครงการในพระราชดำริโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กแห่งแรกของประเทศไทย ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องกระบวนการผลิตไฟฟ้าแด่คนรุ่นหลังสืบต่อไป

เราเข้าไปดูด้านในกันดีกว่า …

ภายในไม่ใหญ่ครับ มีออฟฟิส ห้องน้ำ แล้วก็พื้นที่ใช้สอยอีกหน่อย แล้วก็โซนเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า  … OLI_8557

เข้ามาจะเจอมุมนี้ กับภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่โรงไฟฟ้าบ้านยาง OLI_8559OLI_8561

และนี่คือเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งสามอันครับ …

เห็นแล้วก็ดีใจแทนคนในพื้นที่จริงๆ

จริงๆ ประชาชนในชุมชนบ้านยางนี้ นอกจากจะเป็นชาวเขาและคนไทยแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นคนจีนเชื้อสายยูนนานที่มาตั้งรกรากที่นี่ตั้งแต่อดีตมาช้านาน … บ้านเรือนละแวกนี้ หากสังเกตุดีๆ จะเป็นมีภาษาจีนแทบทุกบ้าน

ผมมีบทสัมภาษณ์ชาวจีนเชื้อสายยูนนานในชุมชนบ้านยางมาฝากครับ อ่านกันนะ ..

” ประมาณปี 2506 กำลังทหารและครอบครัวชาวจีนกว่า 5,000 คน ที่รู้จักกันในนามกองพล 93 ได้หนีภัยสงครามภายในประเทศ มาอาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย

ซือสง แซ่แส อดีตทหารกองพล 93 เปิดใจทั้งน้ำตาว่า ช่วงนั้นหนีเอาชีวิตรอดมาจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ต้องสู้รบกับทหารเมียนมาตลอดทาง จนเคลื่อนมาถึงแนวชายแดนอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ แต่ก็มีการปะทะกับทหารไทยเรื่อยมา จนวันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงห่วงว่าจะเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงพบกับผู้นำกองพล 93 เพื่อทอดพระเนตรความเป็นอยู่ และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กำลังทหารและครอบครัวกองพล 93 อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยได้ ในฐานะผู้อพยพ แต่ต้องเคารพกฎหมายวางอาวุธ และช่วยกันดูแลพื้นที่ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่มีพระเมตตาไม่ขับไล่พวกตนเหมือนประเทศอื่น จากวันนั้นกองพล 93 ได้อาศัยอยู่ที่ชุมชนบ้านยางและพื้นที่ใกล้เคียงเรื่อยมา

นอกจากให้อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยแล้ว ยังมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพันธุ์พืช และผลไม้เมืองหนาวให้ผู้อพยพได้ปลูกเพื่อบริโภค และสร้างอาชีพ

ไพรัตน์ คำดี หนึ่งในลูกหลานผู้อพยพกองพล 93 ที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านยาง เผยว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงห่วงใยราษฎร ทุกคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยอย่างเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา และยังได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเยี่ยมผู้อพยพอีกหลายครั้ง พร้อมได้พระราชทานสิ่งต่าง ๆ ให้กับชุมชนบ้านยางมากมาย ทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ สถานีอนามัย โรงเรียน โรงงานแปรรูปผักและผลไม้ เพื่อรับซื้อวัตถุดิบจากผู้อพยพ รวมทั้งได้พระราชทานสัญชาติไทยให้กับลูกหลานผู้อพยพได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ปัจจุบัน ชุมชนบ้านยางยังรักษาเอกลักษณ์ความเรียบง่าย ตามวิถีดั้งเดิมของชาวไทยเชื้อสายจีน โดยมีหลักยึดเหนี่ยวเดียวกันคือตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ให้ชีวิตใหม่กับผู้อพยพกองพล 93 ”  …… OLI_8564

ถัดมาจากโรงไฟฟ้าไม่ไกล เดินเท้าไปอีกนิด ก็จะเห็น สถานีอนามัยพระราชทาน ตั้งอยู่ริมถนน ..

ซึ่งสถานีอนามัยแห่งนี้ก็สร้างขึ้นเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ รวยมไปถึงพนักงานทุกคนอย่างเป็นกันเอง สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2515 ครับ OLI_8588

ฝั่งตรงข้ามจะเป็น พิพิธพันธ์โรงงานหลวงที่ 1 ( ฝาง ) 

นี่คือพื้นที่การเรียนรู้แนวพระราชดำริขององค์รัชกาลที่ 9 ในการพัฒนาประเทศอย่างรอบด้านและยั่งยืน ในรูปแบบพิพิธพันธ์พื้นที่ที่มีชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วยหลายอาคาร ภายในจะจัดแสดงอยู่ 3 หัวข้อหลัก คือ โครงการหลวง โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) และบริษัทดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เดี๋ยวจะพาไปชิม เอ้ยไปชม

ตรงส่วนนี้คืออาคารนิทรรศการครับ เปิด 8.30 – 16.30 เข้าชมฟรี!

ในอดีต หลังจากก่อตั้งโรงงานมา 30 กว่าปี ในเดือนตุลาคม ปี 2549 ได้เกิดพิบัติภัยน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชนในตำบลแม่งอน ตำบลแม่ข่า อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงโรงงานหลวงฯ เป็นอย่างมาก

จากความเสียหายในครั้งนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรความเสียหาย บริเวณบ้านยางและโรงงานหลวงฯ และมีพระราชกระแสรับสั่งให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ดำเนินการฟื้นฟูและพัฒนาโรงงานหลวงฯ ให้เป็น “พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง)” แห่งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านอุตสาหกรรมการเกษตรแปรรูป เพื่อเกื้อหนุนและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาชุมชนโดยรอบ เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงแนวพระราชดำริในการพัฒนา และเพื่อความคงอยู่อย่างยั่งยืนของโรงงานหลวงฯ

ภายในอาคารในนี้จะแสดงเหตุการณ์ต่างๆ ขององค์รัชกาลที่ 9 รวมไปถึงสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน ควบคู่ไปกับการประหยัดพลังงาน ทิทรรศการการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตต่างๆ OLI_8591OLI_8592

เข้ามาจะเจอพื้นที่ส่วนกลางเป้นลานโล่งแบบนี้ครับ เจ้าหน้าที่บอกวา่า สาเหตุที่สร้างแบบนี้ ก็เพื่อสะท้อนความอยู่ของบ้านชาวจีนยูนนานในอดีต ซึ่งเป็นเสมือนกลุ่มประชากรหลักของชุมชนบ้านยาง เพราะบ้านสไตล์จีนยูนนานมักจะมีส่วนกลางที่เปิดโล่ง OLI_8598

ห้องแรกที่ได้ชมจะเป็นห้องแสดงวัตถุโบราณต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาบริจากไว้ให้คนรุ่นหลังได้มาเห็นความเป้นอยู่ของชุมชนนี้ในอดีต OLI_8602

อีกห้องนึงก็จะมีรูปถ่ายและเรื่องราว รวมไปถึงพระราชกรณียกิจขององค์รัชกาลที่ 9 ให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาเรียนรู้สืบต่อกันไป .. น่าสนใจจริงๆ ครับ มีหลายเรื่องราว ตั้งแต่ดOLI_8606OLI_8611

รถยนตร์คันแรกที่ได้รับพระราชทาน เมื่อครั้งก่อตั้งโครงการหลวงที่ 1 … คลาสสิกและมีคุณค่าจริงๆ OLI_8615

เดินชมเรื่อยๆ จนมาถึงห้องสุดท้ายคือจุดจำหน่ายของที่ระลึกและสินค้าจากดอยคำ มีหลายอย่างให้เลือกสรรค์ครับ OLI_8594

ฝั่งตรงข้ามคือ โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) 

นี่คือต้นแบบโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตรแปรรูป ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นพี่น้องกับชุมชน อีกทั้งด้านในยังมีร้านอาหารราคามิตรภาพ แต่มีคุณภาพให้บริการอีกด้วย น่าเสียดายครับ จุดนี้หิวมาก แต่ช่วงเวลาที่ผมไปเยี่ยมชม ร้านอาหารไปแล้ว อดกินเลยยย ><

เวลาทำการโรงงานหลวง : 8 – 17.00 แต่ร้านอาหารจะปิดประมาณบ่ายสามนะครับ  เข้าชมฟรีเช่นกัน แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่จากพิพิธพันธ์พาเดินไปชม OLI_8629

แต่เราจะเข้าไปข้างในเลยไม่ได้นะ จะเดินชมผ่านทางช่องหน้าต่าง ได้จากรอบนอกกำแพงไปตามทางเดินเท่านั้น .. ว่าแต่ทำไมผนังมันถึงเป็นลายๆ นูนๆ นะ เห็นมาหลายครั้งละOLI_8630

และก็ถึงบางอ้อ …

เจ้าหน้าที่บอกว่าา ผนังเหล่านี้ก็ถูกออกแบบมาในสไตล์ยูนนานเช่นกัน เพราะบ้านของชาวยูนนานจะสร้างด้วยดิน ผนังจึงไม่เรียบคล้ายๆ แบบนี้ … รู้สึกดีกับความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคนออกแบบจัง

โดยแต่ละจุด ก็จะบอกว่าตรงนี้คือห้องอะไร ตรงนั้นคือห้องอะไร พร้อมคำบรรยายขั้นตอนต่างๆ ไว้เป็นความรู้อีกด้วย OLI_8631

บางห้องก็เห้นไม่ค่อยชัด แต่บางห้องก็ชัดๆเลย อย่างห้องนี้เป็นต้น OLI_8635

พื้นที่ภายในโรงงาน …. OLI_8637

เราเดินมาจนสุดทาง จนมาถึงบ้านดินสไตล์จีนยูนนาน ที่ปัจจุบันนี้หาดูได้ยากในบ้านเราครับ

บ้านนี้สร้างจากดินล้วนๆ ซึ่งข้อดีคือจะช่วยให้อากาศเย็นสบายในหน้าร้อน และให้ความอบอุ่นในหน้าหนาว พอเข้ามาก็เย็นจริงๆ OLI_8640

รอบนอกของตัวบ้าน OLI_8642

มาดูด้านในกันบ้าง OLI_8644

ชมเสร็จ ผมก็เดินไปตามทาง เพื่อไปยังอีกสถานที่ที่ไม่ไกลกัน … วิวแถบนี้ มองดูดีๆ ก็สวยนะเนี่ยยย OLI_8649

และตรงนั้นคือ ศาลเจ้าแม่กวนอิม

ตั้งอยู่บนเนินเขา ซึ่งเป็นแผ่นดินที่องค์รัชกาบที่ 9 ทรงพระราชทานให้เมื่อปี 2525 แต่ก่อนนั้นบริเวณด้านบนคือลานจอดเฮลิคอปเตอร์ส่วนพระองค์เวลาเสด็จมาทอดพระเนตรโครงการหรือเยี่ยมเยีนราษฎร

โดยในวันสำคัญ เช่นตรุษจีน กินเจ ชาวบ้านยางจะขึ้นมาทำพิธีกันแน่นขนัด อีกทั้งที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงของหมู่บ้านที่ดีที่สุดอีกด้วย … ในรูปเหมือนจะสูง แต่เดินไปนิดเดียวก็ถึงOLI_8653OLI_8657OLI_8662

5 ร้านเด็ด ต้องห้ามพลาด !! 

1)  ก๊วยเตี๋ยวอัญชัญ  ( นิมมานซอย 7 , เปิด 8.00 – 16.00 ) 

ตั้งอยู่ที่นิมมานซอย 7 เกือบสุดซอย ถ้าเดินทางเข้ามาจากถนนนิมมานเหมินทร์ทะลุไปเกือบถึงเส้นศิริมังคลาจารย์ครับ เรียกว่าพอมาถึง ก็รู้สึกว่าร้านนี้มีของดีแน่ๆ คนเยอะเลย  จุดเด่นของร้านนี้การใช้สีธรรมชาติจากดอกอัญชัญมาเป็นส่วนประกอบหลักของทั้งเส้น และข้าว  บรรยากาศสบายๆ ไม่มีแอร์ แต่ก็ไม่ร้อนอะไร OLI_8500

และด้วยความที่ยังต้องไปชิมอีกหลายร้าน แถมไปคนเดียว ก็เลยสั่งก๊วยเตี๋ยวอัญชัญหมูกรอบ หมูนุ่มาาลอง และขอบอกว่าเส้นนุ่มมกาครับ มีรสชาตินิดๆ อร่อยเลยแหละ บวกกกับหมูกรอบที่กรอบจริง หั่นมาชิ้นกำลังดี แล้วก็น้ำจิ้มแจ่วมาเป็นเครื่องเคียงอีกอย่าง ขาน้ำจิ้มอย่างผมเลยถูกใจเป็นพิเศษ 555

จานนี้ 50 บาท จากที่ได้ลอง คาดว่าอร่อยอีกหลายอย่างนะ ทางร้านยังมีอีกหลายเมนูให้มาลองกัน OLI_8508

สำหรับสาวกคั่วไก่ รับรองว่าเทใจให้ร้านนี้แน่นอน

2) คั่วไก่นิมมาน  ( ร้านอยู่นิมมานซอย 17 ข้างร้านไอศกรีม I-berry , เปิด 9.00 – 21.00 ) 

และที่ผมเลือกร้านนี้ แน่นอนครับ ผมคือมนุษย์ผู้ชอบกินก๊วยเตี๋ยวคั่วไก่มากก จึงไม่พลาดร้านดังร้านนี้ ไปถึงยังไม่เที่ยยงดีเลย คนเต็มร้านแล้ว ทั้งไทย จีน หรือแม้แต่ฝรั่ง  พอเข้าไปก็เลยสั่งหมัดเด็ดของร้าน คือคั่วไก่อบไข่กระทะร้อนมาลอง สนนราคา  70 บาท .. อาหารค่อนข้างช้า คงเพราะคิวยาว แต่พอมาเสิร์ฟร้อนๆ นี่ กลิ่นหอมสะบัดบ๊อบใส่จมูกกันเลยทีเดียว อร่อยอย่างที่ร่ำลือครับ  ร้านนี้ยังมีอีกหลายเมนูทั้ง หมูจุ่ม อาหารเหนือ เมนูข้าว เมนูต้ม เมนยำ และของทานเล่น ข้าวสอย หมูเต๊ะ ขนมหวานน ให้มาลองกัน

บรรยากาศที่ร้านจะมีอยู่ 2 โซนนะครับ คือด้านใน (แอร์เย็นฉ่ำ) และด้านนอกเป็น Open Air OLI_8511

หากใครดูรีวิวนี้ตอนดึกต้องขออภัยจริงๆ ครับ หิวแน่นวลลลล ฮ่าๆๆๆ .. นี่แหละคั่วไก่ไข่อบกระทะร้อน OLI_8515 OLI_8518

ร้านต่อมา ยังคงอยู่ที่นิมมาน นี่อาจจะไม่ใช่เบอร์ 1 ของข้าวซอยในเชียงใหม่ แต่ก็เป็นร้านดังที่ใครต่อใครต่างมาลอง

3) ข้าวซอยนิมมาน ( ตั้งอยู่ นิมมาน ซ.7 เปิด 11.00 – 21.00 ) 

ข้าวซอยนิมมาน  มีเมนูหลากหลายทั้งข้าวซอยไส้อั่ว ข้าวซอยทะเล ข้าวซอยไข่เจียว รสชาติกำลังดีไม่จืดและไม่จัดเกินไป ราคาตั้งแต่ 55 บาทไปจนถึงหลักร้อย แล้วแต่เมนู OLI_8523

ผมสั่งข้าวซอยเนื้อเปื่อยมาสนนราคา 80 บาทจัดว่าอร่อยครับ ที่ไม่ชอบใจคือมะนาวมีให้มาครึ่งซีก และไม่มีน้ำส้มสายชูให้ใส่ คือชอบกินเปรี้ยวไง 555 เลยต้องสั่งมะนาวเพิ่มอีกลูกละ 5 บาท >< แต่ก็ยอมมOLI_8525

อีกอย่างที่ได้ลองคือ น้ำพริกเห็ด .. จานนี้เฉยๆ ครับ ไม่ค่อยเจ้มจ้นเท่าไหร่ OLI_8531

ใครล่ะ จะไม่รู้จักโรตีชื่อดังร้านนี้

4) ร้านกู โรตี ชาชัก ฟิวชั่น ( หน้านิมมานซอย 3 , เปิด 10.30 – 22.30 )  

มีโรตีแนวๆ หลายอย่าง และรสชาติดีงามจริงๆ ราคาอาจจะไม่ได้ถูกเหมือนอาบังรดเข็น แต่รสชาติจัดว่าอร่อยเลยครับ OLI_8534

ชาของร้านน อันนี้ฟรีนะ หอมมมมมมาก OLI_8536

และด้วยความที่พุงจะแตก แต่ก็ยังจะแ … ก ไม่หยุด เลยสั่งมากินไหวแค่อย่างเดียวคือโรตีทิชชู่เนย อันนี้หนึ่งใน Best seller ของทางร้าน ที่ชอบคือเค้าจะให้เราใส่นมข้นหวานเอง … อิ่อร่อยกันไป OLI_8539

และในยามเช้าอากาศดเย็นๆ แบบนี้ งานโจ๊กร้อนๆ ต้องมา

5) โจ๊กสมเพชร ( ราชภาคินัย เชียงใหม่ (อยู่ติดถนนฝั่งในคูเมือง เลยทางเลี้ยวเข้าคูเมืองมานิดหน่อย) , เปิด 24 ชั่วโมง! ) 

บรรยากาศของร้านโปร่งๆ นั่งสบายๆ มีเมนูหลากหลายที่ไม่ได้มีแค่โจ๊ก เพระมีทั้งข้าวไก่อบ ข้าวไก่ทอดราดซอสกระเพรากรอบ ข้าวปลาอบ บะหมี่ไก่อบ บะหมี่หมูอบ สลัดไก่อบ สลัดหมูอบ ราดหน้าหมู ราดหน้าไก่ ราดหน้าทะเล หมี่กรอบ ผัดซีอี๊ว และก็พวกติ่มซำ ต่างๆอีกหลายเมนู

แน่นอนครับ มาร้านนี้อย่างแรกก็ต้องโจ๊กรสดีชามนี้ OLI_8546

เมื่อไม่อิ่ม ก็จัด ข้าวหมูอบ มาลองอีกซักจาน น้ำราดจะอารมณ์เหมือนน้ำของราดหน้าครับ มีน้ำจิ้มมาให้ อร่อยใช้ได้ OLI_8547

ฟินกับสถานที่ ครบทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ ที่พ่อสร้าง และเรื่องราวๆ ดีที่ผมอยากบอกต่อจริงๆ กับโครงการหลวงสองแห่งที่พาไป

และยังได้ทานของกินอร่อยๆ จากจังหวัดเชียงใหม่หลายอย่าง  ยังไงขอฝากรีวิวนี้ไว้ด้วยครับ ถ้าชอบก็ฝากบอกต่อกันด้วยน้าา

ขอบคุณทุกคนที่รับชมครับ ^^

________________________________________________

สามารถติดตามข่าวสาร ข้อมูล รีวิวการเดินทางโดนๆได้ที่

สองเท้า – เกาโลก

Fanpage : https://www.facebook.com/scratchdaworld

Instagram : https://www.instagram.com/scratch_da_world/

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ

_________________________________________________

Leave A Reply

Navigate