” Europe ” กับ Balkan และ 2 เส้นทางต้องห้ามพลาดปี 2017 & การขอวีซ่า ” Schengen ” [ Feat. TIPINSURE ]

วันนี้ผมมีเรืองราวดีๆ มาฝากถึงสองเรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวไปยังภาคพื้นยุโรป  ซึ่งหากเทียบระยะทางแล้วถือว่าไกลมาก และการจะต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่ไกลแบบนี้ทั้งที จะให้ไปแค่ 5 ถึง 7 วัน หรือ แค่ประเทศเดียวกระไร ไหนๆ ก็ไปตั้งไกล ลางานทั้งที ต้องมีสัก 10 วันขึ้นไปถึงจะดี ไปทั้งที เอาให้คุ้มครับ ไม่ใช่ว่าจะได้มาบ่อยๆ บางคนอาจจะได้มาแค่ครั้งเดียวในชีวิตก้เป็นได้

โดยครั้งนี้ผมมีเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความดีงาม เป็นเอกลักษณ์และไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงมาฝาก แน่นอนครับไปทั้งทีเราควรจะให้เวลาหลายวันหน่อย ลำพังบินไปกลับก็สองวันกว่าๆแล้ว ดังนั้นเส้นทางที่ผมแนะนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 8 – 12 ++ วันนะครับ ถึงจะเรียกว่าฟินจนได้ที่ ซึ่งจริงๆ แล้วมีอีกหลากหลายเส้นทาง แต่วันนี้ขอมาแนะนำสองเส้นทาง สองสไตล์กันก่อน

จากนั้นจะปิดท้ายด้วยเรื่องราวการขอวีซ่า Schengenที่ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ทั้งขั้นตอน เอกสารต่างๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประกันการเดินทางที่นอกจากจะช่วยเรื่องวีซ่าแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย ครั้งนี้ผมมีประกันการเดินทางจาก TIPINSURE มาแนะนำครับ ราคาดี คุณภาพครับ สำหรับคนเดินทาง

แต่ก่อนจะไปพูดเรื่องวีซ่า เรามาเข้าเรื่องเส้นทางต้องห้ามพลาดกันก่อน โดยสองเส้นทางแรกนั้น ต้องขอวีซ่า Shengen เป็น Multiple เท่านั้นนะครับ

——————————————————————————–

1)  Greece – Macedonia – Albania 

เส้นทางแรกที่อยากจะแนะนำคือรูทนี้ครับ จากประสบการณ์ตรง มันคือความแปลกใหม่ ซึ่งแตกต่างจากยุโรปหลายๆ สถานที่ที่เคยได้สัมผัม จงลืมความศิวิไลส์ของปารีส ลืมธรรมชาติเว่อวังที่สวิส พับความคลาสสิกของประเทศอิตาลีใส่กระเป๋าไว้เช่าคราว แล้วก้าวเท้าออกเดินทางสู่เส้นทางนี้ มีความหลากหลายทั้งธรรมชาติ ประวัตศาสตร์ วิถีชีวิต และเมืองต่างๆ ที่น่าสนใจ และถ้าใครได้ไป ก็ต้องประทับใจไม่รู้ลืม

รูทนี้ควรมีอย่างน้อยๆ 10 วันขึ้นไปครับ ถ้าจะให้พีคต้องสักสองสัปดาห์ และหากมีเวลามากกว่านี้ อาจจะไล่ไปถึงโครเอเชียได้เลยครับ Screen Shot 2017-03-04 at 1.30.27 PM

โดยสามประเทศนี้ จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือประเทศ Greece ครับ เพราะเราสามารถบินจาไทยมาลงที่เมือง Athen เมืองหลวงของประเทศ Greece ได้  แต่การได้เดินทางในภูมิภาคนี้ไม่ได้ง่านดายเหมือนพวกกลุ่มประเทศยุโรปที่เรารู้จักกันดี เพราะนอกจากกรีซแล้ว อีกสองประเทศไม่มีรถไฟ การคมนาคมอะไรยังไม่สะดวกนัก การเดินทางเมืองต่อเมือง ต้องไปที่สถานีรถบัสเท่านั้น คนพูดอังกฤษได้น้อย และสถานีรถบัสหลายๆที่ก็ไม่มีภาษาอังกฤษ! ต้องใช้วิชานักเดินทางเท่านั้นครับ ทั้งภาพถ่าย ให้คนในโรงแรมเขียนชื่อสถานที่ที่เราจะลงภาษาท้องถิ่นให้ ภาษามือ ภาษาคีเวิร์ด หรืออื่นๆ ….

เอาล่ะ จะแพลนยังไงดี ลองมาดูกันครับ  ( จะไม่พูดถึงบินภายในซึ่งสามารถทำได้เช่นกันครับ ลองปรับกันดู )

– เนื่องด้วยภูมิภาคนี้บินไปลง Athen ที่ประเทศ Greece  จะสะดวกที่สุด ดังนั้นเราควรเดินทางเป็นวงกลม โดยวันมาถึง แนะนำว่าให้หาไฟลท์ที่เชื่อมต่อไปเกาะ Santorini ได้เลย จะได้ไม่ต้องเข้าออกสนามบินบ่อยๆ ( หากใครเวลาเยอะ จะไป Mikonos สามารถนั่งเรือจาก Athen แล้วต่อเรือไป Santorini ได้ครับ )  สำหรับ Santorini ส่วนตัวขอแนะนำค้างสักสองคืน เพราะวันแรกคงไปถึงค่ำๆ เย็นๆแล้ว

jpg087005 jpg087113

– จากนั้นก้บินกลับมาที่ Athens และเที่ยว Athens สักหนึ่งวันเต็มหรือวันครึ่ง  แน่นอนว่ามีจุดน่าสนใจหลายจุด แต่ Highlight ก็หนีไม่พ้น Acropolis และโบราณสถานต่างๆ jpg087797

– ใครชอบโบราณสถาน ต้องห้ามพลาดไปเยือนที่ Delphi ครับ ที่นี่เป็นมรดกโลกด้วยนะ อยู่ห่างจากกรุง Athens มานิดหน่อย โดยเมืองนี้ ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีความสูง 700 เมตร เป็นที่ตั้งของวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเทพอพอลโลที่สร้างขึ้นเมื่อ 510 ปีก่อนคริสตกาล ถือว่านานมากก และยังเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักิดสิทธิ์อื่นๆรวมทั้งโรงละครหินที่จุคนได้ 5,000 คน เรียกว่าเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ครับDelphi

– อีกสถานที่นึงที่ผมชอบมากๆ และขอบอกว่าคุณไม่ควรพลาดเช่นกัน กับอีกหนึ่งมรดกโลกที่มีชื่อว่า Meteora  อยู่ถัดจาก Delphi ขึ้นมาทางเหนือ ที่นี่คืออารามโบราณ หรือสำนักสงฆ์ลอยฟ้า ที่มีการสร้างกันบนที่สูงในอดีต เพราะมีความเชื่อที่ว่าจะได้ใกล้ชิดกับสวรรค์ … ขอแนะนำควรมารอดูแสงแรกของวันที่นี่ พีคมาก หากวันไหนมีหมอกลงนี่งดงามราวกับภาพชวนฝันก็ไม่ปานjpg088994 jpg089126

– จากนั้นก็ได้เวลาข้ามประเทศครับ  เนื่องจากเท่าที่ผมเคยหาดู การจะข้ามไปยังประเทศ Macedonia เราจะต้องนั่งรถไฟจาก Meteora ไปที่เมือง Thessaloniki แล้วไปนั่งรถบัสจากที่นั่นเข้าไปยังเมือง Skopje เมืองหลวงของประเทศ Macedonia  ซึ่งทำให้เราต้องเข้าไปเดินเล่นในเมืองนี้ไปโดยปริยาย 555 ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากนัก

เมือง Thessalonikijpg090407

– จาก Thessaloniki ข้ามเมืองที่เมือง Skopje ( อ่านว่า สกอเปียร์ )  เมืองหลวงของประเทศ Macedonia จะใช้เวลาประมาณเกือบ 5 ชั่วโมง  อีกเมืองที่น่าเที่ยวครับ มีความดิบ และมีกลิ่นอายของความเป็นออตโตมันอยู่พอสมควร    เมืองคลาสสิก เที่ยวง่าย และสวยงามในอีกรูปแบบที่ต่างไปจากยุโรปที่เราเคยรู้จักjpg090860 jpg090887

–  และไฮไลท์ของประเทศนี้คือเมืองมรดกโลกที่มีชื่อว่า เมือง Ohrid  นั่งจากเมืองหลวงมาไม่นานก็ถึง มีรถบัสวิ่งตรงมาได้เลย เป็นเมืองที่อยู่ติดทะเลสาบ  และในอดีตยังได้ชื่อว่าเป็น Jerusalem แห่งบอลข่าน เพราะมีโบสถ์ถึง 365 แห่ง แต่ทุกวันนี้ก็เหลือไม่ถึงแล้วครับ บรรยากาศดีมาก เดินง่าย ถ่ายรูปสวย มีวิถีชีวิตน่ารักๆ ให้ได้ดู ชอบ ควรค่าแก่การมาเยือน

jpg092318

jpg093416

จาก Ohrid ก็ได้เวลาข้ามไปสู่ประเทศ Albania และมุ่งหน้าเข้าสู่เมือง Berat อีกหนึ่งมรดกโลก ที่แปลกตาชะมัด! มีแต่กว่าจะมาถึง ผมเปลี่ยนรถบัสหลายตลบมาก วันนั้นสุดๆครับ อย่าถามว่าไปยังไง ไม่ได้จด ไปลุยเอาหน้างานอย่างเดียว เพราะแถบนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะไป ทุกอย่างไปลุยเอาดาบหน้าทั้งนั้น 555

Berat เป็นหนึ่งในเมืองของแอลแบเนียที่มีความสำคัญมากในยุคจักรวรรดิออตโตมัน เป็นศูนย์กลางทางด้านศิลปะหัตถกรรม เพราะมีความเชี่ยวชาญในด้านการแกะสลักไม้ต่างๆ สิ่งที่ทำให้เมืองนี้มีความพิเศษก็คือ บ้านสไตล์บอลข่านที่บ้านจะสร้างอยู่บนเนินสูงไล่ขึ้นไปบนเนินเขา อีกอย่างคือมีหน้าต่างเยอะมาก จนได้ชื่อว่าเมืองพันหน้าต่าง

– หลังจากนี้จะมีสองทางเลือกคือขึ้นเหนือไปเที่ยวเมือง Tirana เมืองหลวงของประเทศ Albania แล้วบินกลับ หรือจะลงใต้ต่อไปเที่ยวยังเมือง Gjirokaster แล้วค่อยๆ ลัดเลาะกลับเข้ามายังประเทศ Greece เพื่อไปขึ้นเครื่องกลับที่เมือง Athens ระหว่างทางก้มีอะไรให้แวะได้ตลอดครับ  จริงๆ การขับรถเที่ยวเป็นอะไรที่คล่องตัวที่สุดในภูมิภาคนี้jpg094598 jpg094724

2)  Slovenia – Croatia – Bosnia – Montenegro 

และเส้นทางนี้ คือหนึ่งเส้นทางที่คนเดินทางควรไปเยือนสักครั้งในชีวืต เพราะมีความคลาสสิกไม่เหมือนที่ไหน แถมยังสวยโดนใจ ใครๆ ก็ชอบ แนะนำจากใจครับ กับ Slovenia – Croatia – Bosnia และ Montenegro  

ซึ่งก็แน่นอนครับ รูทนี้ควรมี 10 วันขึ้นเช่นกัน ไม่งั้นจะไม่สุด การเดินทางท่องเที่ยวในแถบยุโรป ส่วนตัวผมคิดว่าอย่างน้อยๆต้องมี 10 วันครับ หลายคนอาจจะติดปี

Screen Shot 2017-03-07 at 11.34.21 PM

และในส่วนของจุดเริ่มต้นนั้น ผมแนะนำให้เริ่มจากเยอรมันตอนใต้ หรือที่ออสเตรียครับ เพราะมีสายการบิน ที่บินตรงจากไทยไปยังประเทศดังกล่าวได้ทั้ง TG ที่ไปลง Munich หรือ Austrian Airlines ไปลง Vienna จากนั้นก็เที่ยวลากยาวลงมาข้างล่างครับ ขากลับอาจจะบิน Domestic จาก Montenegro ไปลงที่ Vienna หรือ Munich ก็ได้เช่นกัน ใครบ้าระห่ำ เวลาเยอะ ก็ลากยาวลงมาให้ถึงประเทศ Greece เลยครับ

นี่คือเส้นทางที่สวยมาก ไม่เหมือนแห่งไหนในยุโรปเช่นกัน และมีมรดกโลกรวมกันประมาณ 9-10 แห่ง ถ้ามีเวลามากพอ ก็เก็บได้หมด แล้วคุณจะหลงรักแถบนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

เอาล่ะ ในส่วนนี้ผมขอเริ่มจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียนะครับ แล้วก็จะไม่พูดถึงฝั่ง East Europe ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้กันนะ 

–  เมื่อลงเครื่องแล้วเราจะลงใต้ทันที จะไปนอนที่เมืองมรดกโลก Graz หรือ Klagenfurt ก็ได้ จากนั้นอีกวันก็เตรียมมุ่งหน้าเข้าสู่ทะเลสาบ Bled  หรือ ” Lake Bled ” แห่งประเทศ Slovenia ”  โดยเมือง Bled เป็นเมืองแห่งปราสาท(โบสถ์) กลางทะเลสาปสุดแสนโรแมนติก ท่ามกลางหุบเขาจูเลียนแอลป์ ประเทศสโลวีเนีย  ที่ใครๆ มาเที่ยวสโลวีเนีย ต้องไม่พลาดไปเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้ โรแมนติคมาก ดูจากโลเกชั่นแล้ว ถ้าใครคุกเข่าขอแฟนแต่งงานที่นี่ รับรองว่าพีคมาก

jpg108888 jpg109203

– ระหว่างทางลงมายังประเทศโครเอเชีย ยังมีจุดที่ให้สามารถแวะเที่ยวได้นั่นคือ ถ้ำโพสทอยน่า (Postojna Cave) ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในถ้ำที่สวยที่สุดในยุโรป

– แน่นอนครับ .. จะไม่แวะเมืองหลวงของประเทศสโลวีเนียอย่างเมือง Ljubjana ก็กระไร นี่คือเมืองหลวงที่ขนาดไม่ใหญ่ และมีสเน่ห์แบบไม่ธรรมดา ทั้งแม้น้ำที่ไหลผ่าน สะพานประจำเมือง โบสถ์สีชมพูสุดคลาสสิก หรือจุดชมวิวที่ Castle ที่ให้เราสามารถมองเห็นเมืองนี้จากมุมสูงได้หลายมุม

jpg106567 jpg107137 jpg107557

– ข้ามฟากต่อมายังประเทศ Croatia โดยจุดแรกที่เราต้องผ่านไม่ว่ายังไงก็ตามคือเมืองหลวงของประเทศ ที่เมือง Zagreb ครับ  เพราะรถไฟจากเมือง Ljubjana จะข้ามประเทศมาลงที่เมืองนี้เป็นหลัก ซึ่งหากไม่ใช่สายชิลมาก วันเดียวน่าจะเพียงพอกับจุดหลักๆ ของเมืองทั้งฝั่ง Upper และ Lower Town ที่อยู่ติดๆ กัน โบสถ์ St.Mark อันโด่งดัง

jpg103711

– จาก Zagreb สามารถนั่งรถบัสเพื่อไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติ Plitvitce ได้ ไม่ควรพลาดครับ นี่คือมรดกโลกทางธรรมชาติที่มีความสวยงามไม่เหมือนที่ไหนในโลก รับประกันครับ ควรให้เวลาที่นี่หนึ่งวันเต็มๆ ไปเลย ไม่งั้นไม่พอจริงๆ

jpg105118 jpg105217

– ลงใต้ต่อมายังเมือง Split อีกหนึ่งเมืองมรดกโลกริมทะเลอาเดรียติค  หนึ่งในไฮไลท์คือพระราชวังดิโอคลีเธี่ยน (DIOCLETIAN PALACE) สถานที่ประทับของจักรพรรดิดิโอคลีเธี่ยน แห่งเมืองเวนีส ที่แผ่ขยายอาณาเขตจากเวนีสสู่เมืองสปลิทในยุคโรมันโบราณ และได้สร้างเอาไว้ ปัจจุบันยังมีสภาพดีอยู่เลยครับ หากเทียบกับหลายๆ โบราณสถานในยุคดรมันhttps-::roo.ie:wp-content

– จาก split ถ้าเราจะไป Dubrovnik จะต้องผ่านประเทศ Bosnia ก่อนครับ ถ้างงว่าทำไมต้องผ่าน ลองเปิดแผนที่ดู จะพบว่ามันจะมีพรมแดนของประเทศ Bosnia ที่โผล่เข้ามาหายใจผ่ากลางปประเทศโครเอเชีย ซึ่งการจะไป Dubrovnik ยังไงก็ต้องผ่าน และเมื่อไหนๆ ก็ต้องผ่าน แถมประเทศ Bosnia ยังมีมรดกโลกแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล แล้วจะปล่อยผ่านไปได้ยังไง! นั่นคือเมือง Mostar ที่มีสะพานมรดกโลก Mostar เป็นแลนด์มาร์คอยู่ ไม่ควรพลาดเช่นกัน jpg101572 jpg102109

– และแล้วก็ได้เวลาไปสัมผัสกับเมืองในดวงใจของใครหลายคน ” เมือง dubrovnik ไข่มุขแห่งทะเลอาเดรียติค อีกหนึ่งเมืองมรดกโลก แห่งประเทศ Croatia ” นี่คือเมืองเก่าที่มีเสน่ห์มาก ห้ามพลาดที่จะเดินรอบกำแพงเมืองเป็นวงกลง ตกเย็นก็ต้องไปดูวิวพาโนราม่าของเมืองที่จุดชมวิวบนยอดเขา โอ้ยฟินนนน!

jpg099182 jpg100258 jpg100627

– ยังครับยัง มาถึงขนาดนี้ จะกลับง่ายๆไม่ได้ เราต้องไปให้ถึงอีกหนึ่งเมืองมรดกโลกจากประเทศ Montenegro นั่นคือเมือง Kotor โดยเมืองนี้มันมีส่วนผสมของ Hallstatt แห่ง Austria กับ Dubrovnik อยู่เหมือนกัน อย่างแรกเลยอาคารบ้านเรือนในเขตเมืองเก่านี้มีความละม้ายคล้ายกับ Dubrovnik ขนาดย่อม ทั้งการปลูกสร้าง รูปลักษณ์ หลังคาสีส้ม และมีกำแพงโอบล้อม ในหลายๆ มุม หากคุณขยันเดินก็จะได้เห็นหมู่บ้านขนาดย่อมที่ยื่นเป็นแง่งออกมากลางผืนน้ำและมีโบสถ์ยอดแหลมตั้งเด่นขึ้นมา พอมองดูด้วยตา ภาพแรกที่แวบเข้ามา คือ Hallstatt ชัดๆ

การจะเที่ยวในเมืองนี้ ไม่ใช่แค่เดินเล่นในเมืองเก่าและจบนะครับ ความน่าสนใจบองมันคือการลัดเลาะไปตามริมฝั่ง โดยเฉพาะอย่างในยามเช้าที่มีหมอกลอยฟุ้งทั่วผืนน้ำเป็นอะไรที่พีคจริงๆ เราจะพาไปครับ จากนั้นก็เป็นอันจบรูท หรือถ้าเวลาเหลือก็ไปต่อครับ!

——————————————————————————–

การขอวีซ่า Schengen [ Feat. ประกันการเดินทาง TIPINSURE ]

เมื่อเราพูดถึงสถานที่แล้ว …

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเดินทางและทำเรื่องเข้าไปยังสถานที่ดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มยุโรปนี้ แน่นอนว่ามันต้องมีเรื่องของการขอวีซ่า เข้ามาข้องเกี่ยว

หลายๆ คนยังไม่ได้ลอง ก็มองว่ายากซะแล้ว ในการจะเข้าประเทศเหล่านี้ ซึ่งนอกจากเรื่องปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งค่าครองชีพแสนแพงหรือเรื่องเวลา  และอีกเรื่องก็เนื่องจากจะต้องทำการขอวีซ่า ที่มีชื่อซ่าๆ ว่า ” เชงเก้น ( Schengen ) แต่จริงๆ แล้ว เชื่อผมเถอะ หากเอกสารและข้อมูลคุณพร้อม มันง่ายมากและแทบจะไม่มีอะไรต้องกังวลเลย บางที3-5 วันทำการ ก็ได้รับเล่มคืนแล้ว และเส้นทางดังกล่าวนี้ ขอย้ำว่าต้องเป็นวีซ่าเชงเก้นแบบ Multiple เท่านั้นนะครับ แบบ single จะไม่ได้ครับ 

มารู้จักวีซ่าเชงเก้นกันก่อน

วีซ่าเชงเก้น (Schengen) เป็นวีซ่าสำหรับกลุ่มประเทศในโซนยุโรปที่สามารเดินตัวปลิวข้ามพรมแดนไปมาระหว่างกันได้ถึง 26 ประเทศโดยส่วนมากจะไม่มีด่านตรวจใดๆ มาทำให้วุ่นวาย คืออาจจะมีบ้างตามสถานการณ์ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการตกลงเชงเก้น (Schengen Agreement) ครับ

26 ประเทศที่ว่าได้แก่ …schengen-visa-map

** แต่หากคุณถือวีซ่าเชงเก้น แบบ Multiple ก็จะสามารถเข้าประเทศ Croatia รวมไปถึงประเทศในแถบบอลข่านได้ ไม่ว่าจะเป็น Macedonia , Bosnia , Albania หรือ Serbia **

ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มต้องทำเรื่องแยกตะหากนะจ้าา

และเจ้าเชงเก้นนี้ ถูกแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ …

1.วีซ่าแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน (ประเภท “A”) พลเมืองจากประเทศนอกเขตเชงเก็นบางประเทศที่ต้องการเดินทางโดยเครื่องบินไปยังประเทศที่สาม และต้องการแวะเปลี่ยนเครื่ิองที่สนามบินในเขตเชงเก็นจะต้องขอวีซ่าแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน

2.วีซ่าเดินทางผ่าน (ประเภท “B”) วีซ่าประเภทนี้จะออกให้กับบุคคลซึ่งเดินทางผ่านประเทศเชงเก็นประเทศใดประเทศหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งประเทศก่อนจะเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม วีซ่าประเภทนี้จะออกให้สำหรับการเดินทางผ่าน1 ครั้ง 2 ครั้งหรือมากกว่านั้นในกรณีพิเศษ ทั้งนี้ ระยะเวลาในการเดินทางผ่านแต่ละครั้งจะต้องไม่เกิน 5 วัน

3.วีซ่าพำนักระยะสั้น (ประเภท “C”) วีซ่าประเภทนี้จะออกให้กับการเดินทาง 1 ครั้ง 2 ครั้งหรือหลายครั้ง โดยมีระยะเวลาที่อนุญาตให้พำนักแตกต่างกันออกไป แต่ไม่เกิน 3 เดือนในช่วงเวลา 6 เดือน

4.วีซ่าเข้าได้แค่ประเทศที่ขอ (ประเภท “D”) วีซ่าประเภทนี้ ใช้เข้าได้เฉพาะประเทศที่คุณขอไปเท่านั้น เช่นขอที่สถานฑูตเบลเยี่ยม วีซ่านักเรียน สถานทูตจะออกวิซ่า type D ให้ คือต้องเข้าเฉพาะเบลเยี่ยม และห้ามออกไปประเทศอื่น จนกว่าจะไปทำเรื่องขอ ID นักเรียนที่เบลเยี่ยมซะก่อน (คือมาถึงที่เบลเยี่ยมแล้ว ให้รีบไปทำเรื่องเลย) พอได้ ID นี้แล้วถึงสามารถเดินทางไปประเทศในกลุ่มเชงเก้นประเทศอื่นได้

ทั้งนี้ พลเมืองจากประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกประเทศเชงเก็นจะต้องใช้วีซ่าทั้งสามประเภทเหมือนกัน  (Cr.ขอบคุณข้อมูลจาก http://eeas.europa.eu/ และ https://www.facebook.com/mct.visa/posts/725498057521258)

มาดูขั้นตอนกันเลยย ! ( เนื้อหาหลักๆ ของรีวิวนี้ จะเป็นการขอแบบปกติ และภาพรวมของเชงเก้น )

สำหรับการขอวีซ่าเชงเก้นในแต่ละประเทศนั้นจะมีกฎระเบียบเบื้องต้นใกล้เคียงกัน อาจจะมีเรื่องของการนัดหมาย การพิจารณา หรือเอกสารเพิ่มเติมต่างกันนิดหน่อย แต่ก็อาจจะมีบางประเทศที่แตกต่างออกไป เช่น หลายๆ ประเทศจะให้เราดำเนินการผ่านคนกลาง เช่น อิตาลี ออสเตรีย สเปน และอื่นๆ ผ่านทาง VFS Global , ฝรั่งเศสจะผ่านทาง TLS หรือบางประเทศทาสถานทูตดำเนินการเอง นั่นทำให้ระบบบางอย่างจะต่างกันไป เช่นเรื่องนัดหมาย หรือเวลา

ทั้งนี้ ในรีวิวนี้จะดูภาพรวมในส่วนที่สำคัญที่สุดกัน นั่นคือ ” เอกสารประกอบคำร้อง ” ถ้าพี่พร้อม พี่เป๊ะ ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ในทุกๆ ประเทศครับ คอนเฟิร์ม! เรื่องอื่นสบายๆ เพราะนี่คือส่วนสำคัญที่สุด

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า เราจะไปยื่นที่สถานทูตของประเทศอะไร หลักจะดูจากประเทศที่อยู่นานที่สุดหรือประเทศที่เราเข้าเป้นประเทศแรก ก็เลือกเอาครับ ส่วนตัวผมจะใช้ประเทศที่อยู่นานที่สุด แล้วไปยื่นที่นั่น  แต่หากใครมีประเทศที่อยู่นานที่สุดเท่ากัน ก็ให้เลือกประเทศที่เราเข้าก่อนครับ

สำหรับเอกสารในการยื่นขอวีซ่าเขงเก้น ทั้งแบบ Single Entry (เข้าออกครั้งเดียว) หรือ Multiple Entry (เข้าออกหลายครั้ง) จะไม่ต่างกัน

1) แบบฟอร์มคำร้องในการยื่นขอวีซ่า

อันนี้ต้องระวังถ้าไม่อยากเสียเวลา บางที่อาจจะให้เราไปโหลดจากเวบ แล้วปริ้นแล้วมาเขียนเอา หรือบางที่ก็อาจจะให้เรากรอกออนไลน์เข้าระบบ ดังนั้นต้องเช็คให้ดีครับ แล้วตอนกรอกนี่ต้องเขียนให้เคลียร์ ถ้าจำเป็นต้องขีดฆ่า ก็อย่าลืมเซ็นกำกับด้วยนะจ้ะ เอาให้เป๊ะ !

ตัวอย่างวิธีการ search หา ฟอร์ม : เข้า Google แล้วพิมพ์ ” Visa(วีซ่า)  form ชื่อประเทศ  download “ อาจจะพิมพ์ต่อท้ายเป็นปี คศ ไปด้วยก็ได้ครับ เพราะบางที่อาจเปลี่ยนฟอร์มระหว่างปี ยังไงก็จะโหลดลองดูต้นทางให้ดีครับ ว่าอัพเดทรึยัง

ยกตัวอย่างผม Search ตามด้านบน หาฟอร์มวีซ่าอิตาลี ก็ได้มาตามลิ้งด้านล่าง

http://www.vfsglobal.com/italy/thailand/thai/

2) หนังสือเดินทาง ( Passport )

ขาดไม่ได้ ใครลืมอนุญาติให้ตีตัวเองแรงๆ หนึ่งทีได้เลย และที่สำคัญเอาชัวร์คือต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับกันไปจนถึงวันที่ออกจากประเทศเชงเก้นเลย ( อย่าลืมทำ Copy ไว้ด้วย หลายๆใบ )

3) สำเนาบัตรประชาชนทะเบียนบ้าน

อันนี้เผื่อเอาไว้ ส่วนมากโดนตีคืนหมด แต่เผื่อไว้ก็ไม่เสียหาย จะได้ไม่เสียใจ

4) รูปถ่ายสีขนาด 2 นิ้ว

เข้าร้านถ่ายรูปที่ดูโปรๆ บอกเค้าว่า ” ผม/หนู/ดิฉัน จะไปขอวีซ่าเชงเก้น ! ส่วนมากร้านพวกนี้จะรู้

แต่ๆ รู้ไว้หน่อยก็ไม่เสียหาย ว่าควรจะเป็นรูปสุภาพ หน้าตรง พื้นหลังขาว ไม่สวมหมวก ไม่ใส่แว่น ไม่แว๊น ไม่สก๊อย คือสุภาพอะ 55 บางที่ถึงกับกำหนดเป็น ซม. เช่นของฝรั่งเศสดังนั้นเช็คให้ดี และควรจะถ่ายไม่เกิน 6 เดือน แต่ถ้าลืมแล้วไม่มีใครเตือน แถวๆ ที่ขอวีซ่ามีให้เลือกเสมออ

5) ประกันการเดินทาง

เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องซื้อ แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากเอามาใช้มากที่สุด .. สำคัญมากครับ โดยตอนซื้อต้องระบุประเทศให้ครอบคลุมทั้งหมด รวมไปถึงระยะเวลาตั้งแต่วันบินไป – กลับ หรือจะเผื่อไหล ก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องมีวงเงินประกันที่คุ้มครองทั้งค่าพยาบาล หรือประกันอื่นๆ ไม่น้อยไปกว่า 1,500,000 บาท หรือ 30,000 ยูโร หรือบางที่อาจจะขอมากกว่านี้ แต่โดยประมาณก็เท่านี้แหละครับ เช็คกับทางประกันได้ ว่าต้องขอแบบไหน .. โดยเราสามารถเช็คได้ครับว่ามีประกันเจ้าไหนบ้าง ที่ทางสถานทูตรับรอง

ซึ่งประกันการเดินทางทุกวันนี้ มีอะไรมากกว่านั้น และราคาแสนถูก! 

วันนี้ผมมีประกันการเดินทางของเจ้านึงมาแนะนำนั่นคือ ” ประกันการเดินทางจาก TIPINSURE “ ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ ตามการคุ้มครองและราคาที่เรียกว่าจ่ายไม่เท่าไหร่ก็ไปยื่นวีซ่าเชงเก้นได้แล้ว แถมยังคุ้มครองเราอีกหลายอย่าง ทั้ง คุ้มครองชีวิต อุบัติเหตุและสุขภาพ , คุ้มครองทรัพย์สิน , คุ้มครองความไม่สะดวกที่อาจจะเกิดขึ้นในการเดินทางต่างๆ เช่น ไฟลท์ดีเลย์ ของหาย และอื่นๆ ตามเงื่อนไขในแต่ละรูปแบบของกรมธรรม์

สำหรับการขอวีซ่าเชงเก้นนั้น ทาง TIPINSURE ก็มีการขอในรูปแบบที่เรียกว่า Visa plan ซึ่งสามารถใช้ขอวีซ่าได้ทั่วโลก โดยเฉพาะเชงเก้น ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ สำหรับเอกสารประกัน แถมยังคุ้มครองมากกว่าที่คิด เช่นเรื่องกระเป๋า , ทรัพย์สินเสียหาย , การยกเลิกการเดินทาง หรือไฟลท์ดีเลย์  ราคาเริ่มต้น 4 วันเพียง 213 บาท (วีซ่าไม่ผ่านคืนเงินด้วยนะ!)Screen Shot 2017-03-20 at 12.55.54 AM

TIPINSURE  เป็นเว็บไซต์ประกันภัยออนไลน์ของทิพยประกันภัย ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่ภาครัฐถือหุ้นใหญ่อยู่ ดังนั้น ปลอดภัย มั่นใจ เกิดอะไร ไม่มีลูกเล่นครับ เคลมได้แน่นอน โดยมี Hotline ประสานงานกับ รพ. ตลอด 24 ชม. จึงไม่ต้องกังวลว่าจะคุยกับแพทย์ไม่รู้เรื่อง อันนี้คือดีงาม

เอาล่ะครับ .. สำหรับวิธีการจอง ก็เข้าไปที่เวบ https://goo.gl/TVYCDU จากนั้นก็เลือกไปเลยว่าขอวีซ่าของกลุ่มเชงเก้น ต้องระบุวันเดินทางที่แน่นอนด้วยนะครับ ว่าวันไหนถึงวันไหน ไม่ควรน้อยกว่าระยะเวลาที่เราอยู่ในเชงเก้น จริงๆ ควรระบุตั้งแต่วันเดินทางจนวันถึงบ้านครับ  อย่างเคสนี้ผมใส่ไป 9 วันScreen Shot 2017-03-20 at 12.56.32 AM

พอเลือกได้แล้ว ก็จะเข้ามาที่หน้านี้ครับ ว่าเราอยากได้แบบไหน จะมีอยู่สามแบบที่ให้การคุ้มครองที่ต่างกันไป และของผม 9 วัน ราคาอยู่ที่ 399 บาท ถือว่าถูกเลยแหละ แถมยังคุ้มครองครอบคลุมหลายอย่าง แต่แน่นอนครับ ยิ่งจ่ายกลุ่มที่ราคาสูงขึ้น เราก็จะได้รับการคุ้มครองมากขึ้นตามลำดับ ลองชั่งใจกันดู เมื่อเรียบร้อย ก็เข้าไปชำระเงินด้วยบัตรเครดิตได้เลย เป็นอันจบครับ! ง่ายมั้ยล่ะ Screen Shot 2017-03-20 at 12.57.08 AM

6) ตั๋วเครื่องบิน

ก่อนหน้านั้นยังไม่จำเป็นต้องจองจริงๆ ซึ่งบริษัททัวร์ที่ขายตั๋วเครื่องบิน สามารถออกตั๋วเป็นเอกสารมาให้ก่อน แล้วก็นำไปยื่นได้ แต่หลังๆ มานี้ ทาง VFS เค้ามักจะให้ใช้ตั๋วจริง ที่ออกโดยสายการบินนะครับ ยังไงตรงนี้ลองติดต่อสอบถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจครับ

7) แผนการเดินทาง

แผนการเดินทางนี้ ไม่ต้องไปแบบ full option จัดเต็มนะครับ เอาแบบคร่าวๆ สรุปไปก็ได้ โดยสิ่งที่จำเป็นต้องมีคือ วันที่ , ประเทศ , เมือง , และจากเมืองนี้ไปเมืองนี้ หรือจากประเทศนี้ข้ามไปประเทศนี้ เราเดินทางยังไง โดยรถไฟ รถบัส เครื่องบิน ก้ว่าไปให้ชัดเจน หากมีตั๋วที่จองแล้วก้อย่าลืมแนบ หากยังไม่มีก็ต้องระบุไปว่า จะไปซื้อหน้างาน (เช็คก่อนนะครับ บางที่จำเป็นต้องมีตั๋วเลย) และอีกเรื่องที่สำคัญคือ เราจะไปค้างคืนที่ไหน เมืองไหน มีชื่อโรงแรมให้พร้อม

และที่สำคัญ เราต้องตอบคำถามในเรื่องการเดินทางแต่ละจุดให้ได้ ว่าไปไหนยังไง เผื่อเค้าถามครับ

8) หลักฐานการจองที่พัก

แนะนำว่าควรจะจองที่พัก ที่เราสามารถยกเลิกได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เผื่อกรณีฉุกเฉิน หรือเราอยากเปลี่ยนแพลนกระทันหันหน้างาน เช่นเดียวกับผม 555 และอื่กเรื่องคือกรณีวีซ่าคุณไม่ผ่าน จะได้ไม่เสียเงินฟรีๆ หากคืนไหนไม่ได้นอนที่พัก เพราะต้องค้างบนรถไฟ หรือเรือ หรือรถบัส ก้ให้ระบุไปด้วย ลองดูจากที่ผมทำด้านบน อย่างคืนที่ไป Stockholm ผมก็จะระบุไปว่า ” on Ferry ”  คืนไหนบ้าง แล้วไปไหน อะไรแบบนี้ … ที่สำคัญเลยคือ ที่พักห้ามมีคำว่า ” walk in ” เป็นอันขาด คือถึงแม้ตุณจะไม่ชัวร์ ก้ต้องจองโรงแรมไปให้ครบวันครับ

โดยเอกสารนั้น ปกติพอเราจอง เราจะได้เมลคอนเฟร์มอยู่แล้ว ก็แค่ปริ้นหน้าเมล ที่มีชื่อเรา ที่อยู่ที่พัก เบอร์ติดต่อ วันที่พัก และ Booking reference รวมไปถึงข้อมูลอื่นๆ ที่จำเป็นให้เรียบร้อยครับ

หมายเหตุ : กรณีจะไปค้างบ้านเพื่อนหรือญาติ อันนี้ชีวิตจะวุ่นวายหน่อย เพราะต้องขอวีซ่าเยียมไป และต้องมีจดหมายเชิญจากบุคคลที่เราจะไปพักด้วยทั้งตัวจริงและสำเนาโดยละเอียด รวมไปถึงเอกสารต่างๆ ที่ทางสถานทูตอาจจะขอแตกต่างกันบ้าง แนะนำว่าหากเป็นประเภทนี้ ควรเช็คกับสถานทูตโดยละเอียดครับ

9) เอกสารรับรองการทำงาน

ในกรณีที่เราเป็นมนุษย์เงินเดือน ตรงนี้ต้องให้ทางบริษัทออกจดหมายรับรองให้ โดยต้องระบุ ตำแหน่ง วันที่เริ่มงาน เงินเดือน ช่วงเวลาที่อนุมัติให้ลา และต้องครอบคลุมวันที่เราจะเดินทาง จนกระทั่งวันที่กลับมา .. พร้อมลายเซ็น และประทับตาบริษัท ซึ่งจดหมายควรจะเป็นภาษาอังกฤษครับ … ทางฝ่ายบุคคลเค้าจะรู้อยู่แล้ว ว่าใช้แบบไหน ^^

หากใครยังเป็นนักศึกษาก็คล้ายๆ กัน ต้องไปขอใบรับรองจากสถานศึกษา ว่าเรายังเป้นนักศึกษา ปีนี้ คณะนี้ ลาได้เท่านี้ ไม่หนีเป็นโรบินฮู้ดดดนะจ้ะ

และถ้าเราเป้นเจ้าของก็ต้องมีหนังสือจดทะเบียนที่เป้นชื่อเรามาเป็นหลักฐาน โดยทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ข้อนี้ถือว่าสำคัญและห้ามพลาด เพราะมันจะเป็นการการันตีว่า ทุกคนจะกลับคืนสู่เหย้า กลับสู่ผืนแผ่นดินไทยเป้นที่แน่นอน

10) เอกสารรับรองทางการเงิน

เรื่องเงินนั้นยังคงสำคัญเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับประเทศที่ค่าครองชีพแพงอย่างยุโรป ที่เค้าก็ต้องการการันตีว่าคนจะเข้าไปประเทศในกลุ่มเชงเก้น จะมีเงินใช้แบบพอดี ไม่ไปขอตังค์คนพื้นที่ใช้ ( เกี่ยวมั้ย! ) 55 โดยหลักๆ ควรจะมีสองอย่างครับ คือ

10.1) Statement ย้อนหลัง 6 เดือน 

หรือสำเนาบัญชีเงินฝากเข้าออกย้อนหลังไป 6 เดือน อาจจะปริ้นจากอินเตอร์เนทได้ แต่ผมแนะนำว่าให้ขอทาง Bank ดีกว่าครับ เดินเข้าไปบอกเลยว่า ชั้นขอ statement ย้อนหลัง 6 เดือน จะไปขอวีซ่า โดยควรจะมียอดหมุนเวียนตลอด คืออย่ามีแต่ยอดถอน ให้มียอดเข้าบ้าง เงินเดือนกับ statement ก็ควรจะสัมพัน์กัน คือถ้ารู้ว่าจะไปเมื่อไหร่ แนะนำว่าควรเริ่มบริหาร Statement ให้มันดูดีครับ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยได้เดินทาง หรือขอเชงเก้นเป็นครั้งแรก

ยอดเงินสุดท้ายควรจะมีมากที่สุด ที่เราสามารถทำได้ ต่ำๆ ก็ควรจะเป็นจำนวนเงิน 8000 – 12,000 บาทต่อวัน คูณจำนวนที่เราจะอยู่ในเชงเก้น มากกว่านั้นยิ่งดี เช่นจะไป 8 วัน ก็น่าจะมีสัก 70,000 เป็นอย่างน้อย

10.2) จดหมายรับรองทางการเงินจากธนาคาร

เป็นจดหมายรับรองจากทางแบงค์ครับ ว่าเราเปิดบัญชีกับที่นี่ มียอดเงินหมุนเวียนประมาณนนี้ และยอดเงินสุดท้ายประมาณนี้ ก็ไปขอพร้อมๆ กับขอ statement ก็ได้ครับ โดยใช้ประโยคเดิม ” จะไปขอวีซ่าเชงเก้นครับ/ค่ะ ”

หมายเหตุสำคัญ : จะไปขอที่ไหน ควรศึกษากฎระเบียบเพิ่มเติมก่อนครับ แนะนำว่าถ้าไม่ชัวร์ ” โทร ” ไปถามเลย ว่าแค่นี้พอมั้ย ต้องการอะไรอีกมั้ย 

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนจะยื่นเรื่อง

  • วันและเวลาในการยื่นขอวีซ่า  :   สำคัญมาก เช็คเวลาของแต่ละที่ให้ดี รวมไปถึงวันด้วยครับ แต่ส่วนมากก็จะไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ที่ต่างคือจะเป็นระบบว่า Walk in ได้เลย หรือ ต้องทำการนัดหมายก่อน
  • ระเบียบการขอล่วงหน้า : ทุกที่จะขอล่วงหน้าได้ไม่เกินสามเดือนนะครับ นับจากวันที่เราก้าวขาเข้าประเทศในกลุ่มเชงเก้นวันแรก จงดูให้ดี ผมพลาดมาแล้ว ไปเร็วเกินสัปดาห์นึง เตรียมเอกสารเก้อเลย 555
  • สถานที่ยื่นขอวีซ่า : เช็คให้ดีว่าประเทศที่เรายื่นนั้น ต้องผ่านตัวกลาง หรือไปยื่นที่สถานทูตโดยตรง แล้วไอที่ที่เราต้องไปยื่นเนี่ย มันอยู่ส่วนไหน เช่น จะไปยื่น Italy ต้องผ่าน VFS สถานที่ อยู่ สีลม Complex ชั้น 15 บลาๆ แล้วก็ไปแต่เช้าก็ดีครับ จะได้ไม่ต้องรอนาน
  • เวลาที่ใช้พิจารณา : อันนี้ขึ้นอยู่กับประเทศ และสถานทูตเลย เฉลี่ยแล้วจะไม่เกิน 15 วันทำการ บางเคส 3 วัน 5 วันก็ได้แล้ว แต่เผื่อเวลาไว้เป็นดีที่สุด ให้คิดซะว่า 16 วันแน่นอนไว้ก่อน ^^
  • ค่าธรรมเนียม : อาจจะมีเหลื่อมล้ำกันบ้าง แต่เฉลี่ยจะอยู่ที่ราวๆ 60 ยูโร ต้องเช็คด้วยว่าจ่ายเป้นเงินยูโร หรือบาท บางที่ต้องจ่ายยูโรเท่านั้นก้มี แต่อิตาลี บาทครับ ( ผมยื่นอิตาลี )
  • จำนวนวันที่ได้ : โดยส่วนมากถ้าไม่ได้แบบ Multiple ก็จะได้เท่าจำนวนวันที่ขอ หรือแล้วแต่สถานทูตพิจารณาครับ
  • กรณีจำเป็นต้องด่วน : หากใครต้องการด่วนกว่าปกติ ลองแนบจดหมายตะหากไปด้วยครับ ว่าอยากได้ด่วนเมื่อไหร่ เพราะอะไร เช่นไฟลท์ด่วน ก็ต้องระบุให้ชัดไปเลย
  • การขอแบบ Multiple : หากจะขอแบบ Multiple ก็ต้องระบุว่าเพราะอะไร สาเหตุที่ขอแบบนี้เช่นจะเข้าอังกฤษก่อน แล้วต้องกลับมายุโรปอีก หรือมีแพลนจะไปโครเอเชียหรือประเทศแถบบอลข่าน ยังไงนอกจากระบุแล้ว แนะนำว่าทำจดหมายแยกอีกอันครับ เป๊ะเข้าไว้ หรือถ้าเราอยู่แถบนี้เยอะ ก้ควรทำแพลนจองโรงแรมขึ้นมาหลอกๆ ว่าให้เราอยู่ประเทศที่เราไปขอวีซ่าเยอะๆ เช่นจริงๆ แวะออสเตรียแค่อสองวัน แต่อาจจองโรงแรมและแพลนให้อยู่ประมาณ 7 วัน เข้าที่อื่นประเทศละ 3 วันอะไรแบบนี้ แล้วพอได้วีซ่าค่อยไปยกเลิกโรงแรมที่จองครับ อีกเรื่องเค้าจะดูประวัติเราด้วยอีกทาง บางคนขอบ่อย เดี๋ยวเค้าก็ให้มาเอง  5555 **ที่สำคัญอีกอย่าง ตอนกรอก อย่าลืมเลือกในฟอร์มว่าเป็น Multiple ด้วยนะจ้ะ

เตรียมเอกสารให้พร้อม กรอกให้แน่น ข้อมุลเป๊ะ แล้วนอนตะเบ๊ะตีพุงเล่นรอข่าวดีไม่นาน ก็ได้ไปยุโรปกันแล้ว ! และขอย้ำอีกครั้ง เรื่องไหนไม่ชัวร์ โปรดโทรถามครับ เบอร์โทรจะมีให้ในเวบอยู่แล้ว โดยเฉพาะ VFS ฝั่งยุโรป เช่นอิตาลี ผมโทรไปเวลาทำการ ก็รับสายตลอด เรื่องไหนเค้าตอบไม่ได้ เค้าก็จะแนะนำให้เราโทรไปถามสถานทูตเองได้เลย

โชคดีครับทุกคน ^^

Leave A Reply

Navigate