ทริป Croatia – Slovenia – Montenegro – Bosnia – Austria กับ 11 วัน 8 มรดกโลก! [ เดินทาง 31 Aug – 10 Sep 17 ]

หากจะมีสักเส้นทางนึง ที่มีความสวยงามไม่เหมือนที่ไหนในยุโรปสายแมสที่เราคุ้นเคย และมีเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง การเดินทางอาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนยุโรปตะวันตก  แต่ในด้านความสวยงามต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ที่สำคัญเส้นทางยุโรปแถบนี้ มีมรดกโลกที่สวยงามแปลกตาเยอะมากกกก  และทริปนี้เราจะพาคุณไปสัมผัส …

” Croatia – Slovenia – Montenegro – Bosnia – Austria ”  กับทริป 11 วัน 8 มรดกโลก !! 

นี่คือเส้นทางที่ทุกๆ วันคือความฟิน  และมีอะไรให้ตื่นเต้นเสมอ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากเครื่อง ไปจนถึงวันสุดท้ายก่อนบินกลับ บนความมหัศจรรย์ของบรรยากาศแห่งกากรเดินทางตลอดระยะเวลา 11 วัน

โดยเราจะเริ่มต้นจาก Austria ซึ่งใครที่เคยไปรูททางฝั่งยุโรปตะวันออกมาแล้ว ไม่ต้องห่วงครับ ไม่มีซ้ำ เพราะเราจะวนลงล่าง มาทางเมืองมรดกโลก Graz – Klagenfurt จากนั้นก็จะเข้า Slovenia ต่อด้วย Croatia และ Bosnia ก่อนจะปิดท้ายที่ประเทศ Montenegro กัน  เต็มอิ่มในทุกสถานที่ครับ ^^

_________________________________________________

เรื่องน่ารู้เบื้องต้น ก่อนไปกับเรา

  • นี่คือการเดินทางแบบ Full Service ครบทุกสิ่งครับ
  • เที่ยวจัดเต็ม เน้นเที่ยวสนุกๆ ถ่ายภาพสวยๆ พร้อมทั้งเรื่องราวต่างๆ  อย่างครบรส
  • เราจะมีสองช่วงเวลาให้เลือกเดินทาง ซึ่งจะให้อารมณ์ต่างกันไป มีความน่าสนใจไม่แพ้กันครับ
  • ช่วงแรกที่เราไปจะยังคงเป็น summer ของที่นั่น อากาศอบอุ่น แต่ไม่ร้อนมากครับ ซึ่งช่วงเวลานี้ Plivitce จะสวยงามกว่าหน้าหนาวหรือฤดูกาลอื่นๆ และกลางวันยาวนาน
  • ช่วงที่สองก็จะได้บรรยากาศคริสมาตร์และวันขึ้นปีใหม่ของหลายๆ ประเทศในแถบนี้
  • ขอร้องเลยครับ หากตรงไหนผมกับทีมงานยังบริการหรือโปรแกรมอะไรก็ตามที่ไม่ดีพอ ช่วยตำหนิหรือแนะนำ ชี้แนะมาที่ผมโดยตรงทันทีครับ จะแอบบอกหรือยกมือแจ้งได้เลย เราจะรีบแก้ไขทันควัน และปรับปรุงในครั้งต่อๆไป
  • ห้ามเกรงใจเรา จะเรียกให้ไปถ่ายภาพ หรืออยากได้อะไรบอกผมกับไกด์ได้เลยย ทริปนี้เพื่อทุกคนครับ
  • ใครอยากมี Moment พิเศษกับคนพิเศษกระซิบมาครับ ^^
  • อีกเรื่องคือ ” เราคุยกันได้ทุกเรื่องเลยนะ ” อยากให้ไปกันแบบครอบครัว อบอุ่น สนุกสนาน มีบรรยากาศดีๆร่วมกัน เราอาจจะได้เจอกันครั้งแรก แต่มันจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ^^
  • มีคนดูแลทุกท่านถึงสามคน คือผม , หัวหน้าทัวร์ไทย และไกด์ท้องถิ่นในบางจุด ที่จะคอยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ให้ครับ

** ภาพถ่ายทุกใบที่เราถ่ายตลอดทริป ผมจะให้เป็นกรรมสิทธ์เป็นของทุกคน เพราะเราทุกคนมีความทรงจำร่วมกัน **  

ดังนั้นใครอยากได้ภาพสวยๆ กับบรรยากาศของการเดินทางมาเป็นความทรงจำ แต่ไม่ชอบถ่ายภาพ หรรืออะไรก็ตาม สบายใจได้ครับ ^^

เลขที่ใบอนุญาติ : 11/08503

_________________________________________________

ช่วงเวลาเดินทาง

วันเดินทาง 31 สิงหาคม – 10 กันยายน 2017 

_________________________________________________

Programs เบื้องต้น  ( ภาพทั้งหมดแค่เสี้ยวหนึ่งของที่คุณจะได้เห็น! )  

** โปรแกรมอาจจะปรับเปลี่ยนได้ความเหมาะสม และความยืดหยุ่นนะครับ ****  แต่ไม่น้อยกว่านี้แน่นอน ^^ โดยเราจะบินไปกับสายการบิน  Austrian Airline ซึ่งเป็นสายการบินหลักของประเทศออสเตรียบินตรงไปลงเวียนนา และขากลับเราจะบินออกจากประเทศ Montenegro มาเปลี่ยนเครื่องที่เวียนนา แล้วกลับไทยครับ

Day 1 :   [ Bangkok – Vienna ] 

วันนี้มารวมตัวกันตอนค่ำๆ ก่อนจะออกเดินทางทะยานสู่น่านฟ้าของโลกด้วยสารการบิน OS 026 ในเวลา 23.45 บินตรงไปลงที่เมือง Vienna ณ.ประเทศ Austria

Day 2 :   [ Vienna – Graz – Klagenfurt ] 

โดยเราจะมาถึงกรุงเวียนนากันประมาณ 5.35 ตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน และหากใครเคยมาเมืองนี้แล้ว กับเส้นทาง East Europe ไม่ต้องห่วงครับ เพราะเมื่อถึงปุ๊ป เราจะยิงตรงมายังเมืองมรดกโลกอีกแห่งของประเทศ Austria ที่ชื่อว่าเมือง Graz กันเลย 

เมือง Graz เป็นเมืองหลวงของแคว้นสไตเรีย (Styria) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรีย และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศออสเตรีย และไดรับการยกย่องให้เป็นเมืองศิลปวัฒนธรรมแห่งยุโรป (Cultura City of Europe) ที่มีการผสมผสานระหว่างความคลาสสิคของเมืองเก่าและความทันสมัยของเมืองใหม่ในศตวรรษท่ี 21 ได้อย่างลงตัว จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก Unesco ในปี 1999 โดยจะไปเดินเล่นในย่านเมืองเก่า โซนที่ได้เป็นมรดกโลก  ไปชมวิวมุมสูงของเมืองสวยๆ ที่ Castle hill โดยบนนี้จะได้สัมผัสกับ หอนาฬิกา Uhrturm ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของเมือง จากนั้นไปดูความแปลกตาของสิ่งปลูกสร้างที่ชื่อว่า Kunthau­Murinse เป็นอาคารบนเกาะที่ลอยอยู่กลางน้ำ น่าสนใจมากครับเมืองนี้graz http-::www.cookiesound

จากนั้นนำท่านไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับ Scloss Eggenberg ( พระราชวัง ) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกคู่กับเมือง Grazschloss-eggenberg-14

เที่ยง : รับประทานอาหารกลางวัน ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น

ช่วงบ่ายระหว่างมุ่งหน้าสู่ปลายทางของวันที่เมือง Klagenfurt

เมืองคลาเกนเฟิร์ต(Klagenfurt) คือ เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและยังเป็นเมืองหลวงของรัฐคารินเทีย (Carinthia) เป็นรัฐทางใต้สุดของประเทศออสเตรีย ในปี 2008 เมืองคลาเกนเฟิร์ตเคยเป็นหนึ่งในแปดเมืองเจ้าภาพการจัดแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับหกของประเทศ เมืองคลาเกนเฟิร์ตนั้นตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล ประมาณ 446 เมตร โดยตัวเมืองตั้งอยู่บนทะเลสาบเวอร์เทอร์เซ (Worthersee) ล้อมรอบด้วยภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยป่าอันอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค

เย็น : รับประทานอาหารเย็น ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น
จากนั้นเราจะไปชมและเก็บภาพเมืองนี้กันต่อ ไม่ต้องกลัวว่าจะมืด เพราะฟ้ามืดประมาณสามทุ่มครับ ใครเหนื่อยก็พัก ไหวก็ลุย เมืองเก่าที่นี่บรรยากาศน่าเดินครับ  ^^
พักโรงแรม 4 ดาว 
http-::www.austria http-::www.guteguete http-::www.woerthersee-architektur
Day 3 :   [ Klagenfurt – Bled – Postojna Cave – Predjama castle – Ljubjana ]
เช้า : อาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม
วันนี้เราจะเริ่มต้นความฟินกันที่หนึ่งในทะเลสาบที่ใครหลายคนใฝ่ฝันว่าจะมาเยือนสักครั้ง …
ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่ ” Lake Bled ” แห่งประเทศ Slovenia ” 
เมือง Bled เป็นเมืองแห่งปราสาท(โบสถ์) กลางทะเลสาปสุดแสนโรแมนติก ท่ามกลางหุบเขาจูเลียนแอลป์ ประเทศสโลวีเนีย  ที่ใครๆ มาเที่ยวสโลวีเนีย ต้องไม่พลาดไปเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้
ทะเลสาปเบลดเกิดจากการละลายตัวของธารน้ำแข็งจากภูเขาจูเลียนแอลป์ และแหล่งน้ำธรรมชาติจากใต้ดิน เกิดเป็นทะเลสาปขนาดย่อมกว้าง 1380 เมตร ยาว 2120 เมตร ลึก 30 เมตร ทะเลสาปเบลดมีเกาะตรงกลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์พระแม่มารีย์ของเหล่านักแสวงบุญตั้งแต่ศตวรรษที่ 13-14 บรรยากาศโรแมนติกและชิลได้ใจจริงๆ ครับ
http-::forgetsomeday http-::hamgardi http-::lakebled
จากนั้นไปลุยกันต่อที่ ถ้ำ Postojna Cave 

ถ้ำโพสทอยน่า (Postojna Cave) ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของเมืองโพสทอยน่า (Postojna) ซึ่งมีชื่อเดียวกัน และยังเป็นถ้ำสวยที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดยมีอายุเก่าแก่กว่า 2 ล้านปี มีความยาวภายในถ้ำถึง 20 กิโลเมตร เป็นถ้ำที่เปิดให้บริการมากว่า 188 ปี และมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 31 ล้านคน ภายในถ้ำมีความสวยงาม มีหินงอกหินย้อยหลากหลายรูปแบบ เรียกว่ามาถึงสโลเวเนีย ก็ไม่ควรปล่อยให้สถานที่แห่งนี้ผ่านไป

http-::globeguide

เที่ยง : รับประทานอาหารกลางวัน ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น

ระหว่างทางแวะเก็บภาพด้านหน้า ปราสาท Predjama Castle  ปราสาทสวยในโพรงถ้ำแห่งสโลเวเนียนี้ สร้างตั้งแต่ปี 1274 ประวัติของ ปราสาทว่ากันว่า ในศตวรรษที่ 15 ปราสาทเป็นที่พำนักของ อัศวินเออราเซม ลูเกอร์ Knight Erazem Lueger ของผู้ปกครองเมืองทรีเอสเต้ในสมัยนั้น เออราเซม มีความขัดแย้งกับฝ่ายราชวงศ์ฮับส์บวร์ก Habsburg ในสมัยของกษัตริย์เฟเดอริกที่ 3 Fredrick III และได้ใช้ปราสาทนี้เป็นฐานต่อสู้เพื่อเป็นอิสระจากราชวงศ์ ปราสาทเพรดจามา โดนปิดล้อมทางเข้าออก แต่ เออราเซม ก็สามารถอยู่รอดได้ถึงหนึ่งปีหนึ่ง วันโดยได้รับการส่งเสบียงอาหารจากทางลับทางถ้ำโพจทอยน่าที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

http-::www.amazingplacesonearth

เมื่อได้สัมผัสทะเลสาบ ถ้ำ และปราสาทอันโด่งดังของประเทศ Slovenia เรียบร้อย ก็ได้เวลาไปเที่ยวชมเมืองหลวงของประเทศที่ชื่อว่าเมือง Ljubjana 

เมือง Ljubjana เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสโลวีเนีย มีพื้นที่ 168.8 ตร.กม. ซึ่งเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่และจุดท่องเที่ยวอยู่ใกล้ๆ กันเดินง่าย บรรยากาศชิลและสวยงามแบบเรียบง่าย มีคลองไหลผ่าน อีกเมืองที่ผมชอบ โดยเราจะพาไปชมจุดหลักๆ ทั้งหลาย ได้แก่ ปราสาทลุบเบลียน่า Ljubljana Castle, สะพานมังกร Dragon Bridge, จัตุรัสกลางเมือง Preseren Square ซึ่งเราจะได้แวะเยี่ยมชม นอกจากนี้ยังมี จัตุรัสสามสะพาน Triple Bridges Squareมหาวิหารลุบเบลียน่า Ljubljana Cathedral ที่อยู่ในละแวกเดียวกันอีกด้วย

ก่อนมาท่านอาจจะยังไม่รู้จัก แต่เมื่อได้รู้จัก ก็อาจจะหลงรักเมืองเล็กๆเมืองนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

เย็น : รับประทานอาหารเย็น ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น

อิ่มแล้วก็เดินเล่นต่อได้ หรือจะพักผ่อนก็ได้เช่นกัน ^^

พักโรงแรม 4 ดาว

jpg106378 jpg106567 jpg107329 jpg107608

 

Day 4 :   [ Ljubjana – Zagreb ]

เช้า : อาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม

ช่วงเช้าก็ตื่นมาเก็บตกในเมืองนี้กันอีกเล็กน้อย จากนั้นนำทุกท่านมุ่งหน้าข้ามประเทศมาสู่ประเทศ Croatia และเมืองแรกที่เราจะได้สัมผัสคือเมืองหลวงของประเทศที่มีชื่อว่า เมือง Zagreb  

เที่ยง : รับประทานอาหารกลางวัน ณ.ภัตตาคารอาหารจีน

เมือง Zagreb ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของที่ราบแพนโนเนีย ซึ่งเชื่อมโยงไปยังบริเวณเทือกเขาแอลป์ เทือกเขาไดนาริกแอลป์ ทะเลเอเดรียติก และภูมิภาคแพนโนเนีย บริเวณระหว่างเนินทางใต้ของภูเขาเมดเวดนีตซา (Medvednica) กับฝั่งเหนือของแม่น้ำซาวา (Sava) มีความสูงของพื้นที่ 120 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้เมืองซาเกร็บสามารถติดต่อคมนาคมขนส่งกับภูมิภาคยุโรปกลางกับทะเลเอเดรียติกได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการขนส่ง อุตสาหกรรม ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ศูนย์กลางการปกครอง การบริหาร และเป็นที่ตั้งของกระทรวง หน่วยงานราชการต่าง ๆ ของประเทศอีกด้วย

เมืองนี้พื้นที่หลักๆ จะแบ่งเป็นสองส่วนครับคือ Upper กับ Lower town  

นำทุกท่านขึ้นรถรางไฟฟ้า(Funicular) ไปยังเมืองตอนบน หรือ UpperTown เป็นรถรางสายที่สั้นท่ีสุดในยุโรป จากนั้นจะได้ชมวิวสวยๆ จากจุดชมวิวของ Upper town ผ่านชมโบสถ์เซนต์มาร์ก (St.Mark’s Church) ที่มีหลังคาเป็นเอกลักลักษณ์ไม่เหมือนที่ไหนๆ  ชมประตูเมืองโบราณอันเป็นที่ตั้งของรูปไอคอนพระแม่มารีที่รอดพ้นจากเหตุไฟ ไหมในสมัยศตวรรษท่ี 19 โดยในเหตุการณ์ตอนนั้นทุกสิ่งอย่างถูกเผาไหม้หมด มีเพียงรูปไอคอนที่ยังคงเหลือ จนทำให้ผู้คนทั่วไปมากราบไหวบูชาขอสิ่งปาฎิหารย์กันเต็มไปหมด  บริเวณนี้มีบ้านเมืองให้ชมกันเพลินๆ หลายจุด

จากนั้นไปต่อกันที่ Lower town และสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ทั้งรงละครแห่งชาติโครเอเชีย ที่สร้างขึ้นในปี 1895 โดยรูปแบบของอาคารนั้นสร้างขึ้นในสไตล์นีโอบาร็อค มีลักษณะเป็นรูปตัว U และรายรอบไปด้วยสวนสาธารณะจนได้รับสมญานามว่า “The Green Horse shoe”  , มหาวิหารเซนตส์ตีเฟ่น (St.Stephen’s Cathedral) กับสถาปัตยกรรมท่ีมีอายเก่าแก่กว่า 800 ปี และปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ในสไตล์ นีโอ-โกธิค (Neo-Gothic) กับความงดงามของหอคอยแฝดปลายแหลมสีทองอร่าม ภายในประดิษฐานรูปนักบุญองค์สำคัญต่างๆมากมาย  , สุสาน Mirogoj ที่ตั้งอยู่บริเวณทางตอนเหนือของใจกลางเมืองซาเกร็บ โดยสุสานแห่งนี้ถือว่าเป็นสุสานที่สวยที่สุดในยุโรป สุสานถูกสร้างขึ้นในปี 1876 

เย็น : รับประทานอาหารเย็น ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น 

อิ่มแล้ว ใครอยากเดินต่อ เราจะพาไปชิลๆ กันครับ ^^

พักโรงแรม 4 ดาว

jpg103624 jpg103711 jpg104065 jpg104515 jpg104674

Day 5 :   [  Zagreb – Plivitce ]

เช้า : อาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม

เช้าวันนี้เราจะออกเดินทางไปเพื่อยังมรดกโลกทางธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของประเทศ Croatia กัน และเราจะใช้เวลากันเกือบทั้งวันที่ เพราะมันใหญ่มากกก และสวยมากก ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่..

อุทยานแห่งชาติ Plitvitce สุดยอดมรดกโลกแห่งโครเอเชีย!

ก่อนจะถึงแวะถ่ายภาพกันที่ หมู่บ้าน Rastoke ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำโคราน่า บรรยากาศชิลมาก บ้านโบราณกับสายน้ำที่ไหลพาดผ่านได้อยู่ร่วมกันอย่างลงตัว จากนั้นจึงนำทุกท่านเข้าสู่ Plitvitce

อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ เจเซร่า (National Park Plitvice Jezera) ประเทศโครเอเชีย นับว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO เมื่อปี 1979 กับภาพทะเลสาบสีฟ้ามรกตระยิบระยับ พาดผ่านด้วยทางเดินไม้รูปโค้งอันงดงาม แทรกด้วยน้ำตกเล็กๆไหลรินเป็นสายทาน ราวกับเป็นอุทยานสวรรค์ จึงไม่แปลกใจนักที่ใครๆก็อยากมาเห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง

อุทยานแห่งนี้มีเนื้อที่กว่า 29,482 เฮคเตอร์ พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยน้ำมีทะเลสาบสีเขียวมรกตและสีฟ้า รวมกันถึง 16 ทะเลสาบ เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินสะพานไม้สุดคลาสสิกลัดเลาะระหว่างทะเลสาบและเนินเขา  มีต้นกำเนิดมาจากน้ำในภูเขามาลา คาเปลาที่กัดเซาะชั้นหินปูนและก้อนหินโดโลไมท์มาเป็นระยะเวลานานหลายพันปี ทำให้หินปูนถูกกัดเซาะ ไหลไปกองรวมกันเป็นระยะ เกิดเป็นเขื่อนธรรมชาติ มีความสูงลดหลั่นกันลงไป จากการทับถมของตะกอนที่มีแร่ธาตุแคลเซี่ยม คาร์บอเนต ทำให้เกิดความมหัศจรรย์ของสายน้ำ เกิดเป็นคราบหินปูนที่ก่อตัวเป็นแนวกั้นทะเลสาบก่อเกิดน้ำตกน้อยใหญ่ ที่เกิดจากการขยายตัวของคราบหินปูนทีละเล็กละน้อย มันจะค่อยๆโตประมาณปีละหนึ่งเซ็นติเมตร พลิตวิเซ่ จะเปลี่ยนโฉมหน้าตัวเองไปเรื่อยตามการทับถมของหินคาร์บอเนต จนก่อเกิดเป็นน้ำตกที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสีเขียวมรกตและสีฟ้าเทอร์ควอยซ์แวววาวภายในอุทยานถึง 16 แห่ง โดยเป็นสีที่เกิดจากการผสมผสานกันของแร่ธาตุต่างๆ และน้ำพุร้อนใต้ผืนดินแห่งนี้ ซึ่งแต่ละแห่งเชื่อมต่อกันด้วยสะพานไม้ที่ลัดเลาะผ่านผืนน้ำ ต้นไม้ใหญ่ที่เขียวชอุ่ม และเนินเขาน้อยใหญ่ที่รายล้อมอุทยาน จึงทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งของโลก!

เวลาต่อจากนี้ เราจะฟินกันที่นี่ทั้งวันครับ ^^

อาหารเที่ยงและเย็น : รับประทานอาหารกลางวัน ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น

26122297118535356301906721267_walkway-through-paradise-in-plitvice-lakes-xbrchx-fotolia http-::holicoffee.com: https-::www.travelmoodz.com:

Day 6 :   [  Plivitce – Sibenik – Trogir – Split ]

เช้า : อาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม

จากนั้นเราจะจะออกเดินทางไปยังเมือง Sibenik กันทันที ( เห็นเมืองหลายเมืองไม่ต้องตกใจครับ มันอยู่ใกล้กัน และเมือง Split นั้นเราจะยังไม่ได้เที่ยว ไปถึงแล้วพักผ่อนครับ อีกวันนึงจะเที่ยว Split กันทั้งวันเลย )

Sibenik เป็นเมืองท่าเล็ก ๆ ริมฝั่งทะเลอเดรียติก (Adriatic Sea) ตั้งอยู่ตอนเหนือของเขตปกครองดาลเมเชีย (Dalmatia) อยู่ระหว่างเมือง Split กับ Zadar มีพลเมืองประมาณ 42,000 คน ตัวเมืองตั้งอยู่บนไหล่เขาลาดลงสู่ทะเล มีกำแพงหินล้อมรอบตัวเมือง ด้านหนึ่งของเมืองเป็นเมืองเก่า ซึ่งมีเอกลักษณ์คือ ถนนหนทางทำด้วยหินก้อนใหญ่ ๆ มีซอยแคบๆลาดชันอยู่ระหว่างตึกรามบ้านช่องซึ่งได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมจากกรุงเวนิส ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นเมืองใหม่

สิ่งที่น่าสนใจในเมือง Sibenik นอกจากชายฝั่งทะเลอเดรียติกอันสวยงาม (Water Front of Adriatic Sea)  ก็มีสภาว่าการเมืองเก่า (The Old Loggia) และมหาวิหารเซนต์เจมส์ (The Cathedral of St. James) ที่สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1431-1535 เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน 3 แบบ คือ ศิลปกรรมของ ท้องถิ่นดาลเมเชีย  อิตาลีตอนเหนือ และอิตาลี่ตอนกลาง (Tuscany) วิหารแห่งนี้สร้างด้วยหินล้วน ๆ ปราศจากซีเมนต์ บัวใต้ชายคาเป็นรูปศีรษะคน ทั้งชาย หญิง และเด็กรวม 71 ชิ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะแบบ gothic และ renaissance ที่ผสมผสานเข้ากันได้อย่างงดงาม  มหาวิหารแห่งนี้ องค์การยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2000 และการได้เดินเล่นในเมืองเก่าแห่งนี้ ก็ม่ความเพลิดเพลินไม่น้อย

นี่คืออีกหนึ่งมรดกโลกที่เราจะได้สัมผัส

http-::www.horvatorszaginfo http-::www.horvatorszaginfo.hu: PI43130hr

เที่ยง : รับประทานอาหารกลางวัน ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น

หลังจากนั้นจะพาไปสัมผัสกับมรดกโลกอีกแห่งของประเทศโครเอเชีย

ไม่ไกลกัน เป็นที่ตั้งของ เมือง Trogir อีกหนึ่งเมืองมรดกโลกจากประเทศ Croatia! 

Trogir คือเมืองโบราณริมทะเลอาเดรียติก เมืองเก่าแห่งนี้เป็นเกาะขนาดเล็กตั้งอยู่ชิดกับแผ่นดินใหญ่ เมือง Trogir ถูกสร้างตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน ประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล โดยการสร้างอาคารบ้านเรือนได้รับอิทธิพลไปตามยุคสมัยของอาณาจักรที่เข้าปกครอง Trogir Old Town ในปัจจุบันมีศิลปะแบบเรเนอซองส์และบาร๊อคของการปกครองในยุคอาณาจักรเวนิส มาเดินเที่ยวที่นี่เหมือนเรากำลังย้อนเวลาหาอดีตกลับไปเป็นพันปี ซึ่งนั่นทำให้เขตเมืองเก่าะของ Trogir ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก Unesco เมื่อปี 1997  พาชมเมืองเก่าสุดคลาสสิก ประตูเมือง (KOPNENA VRATA) ที่มีการบูรณะขึ้นมาใหม่ในศตวรรษท่ี 16 หอนาฬิกาสมัยคริสต์ศตวรรษท่ี 14 ชมมหาวิหาร CATHEDRAL OF ST.LAWRENCE ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่  12 ในรูปแบบของศิลปะแบบโรมันเนสก์

ไม่ธรรมดาครับ เราจะเดินเล่นเมืองนี้กันสักพัก จากนั้นจะไปพักที่เมือง Split ซึ่งเป็นปลายทางของวัน Split แห่งนี้คืออีกหนึ่งมรดกโลกครับ! วันนี้เราจะพักผ่อนกันก่อน แล้วพรุ่งนี้เตรียมไปสัมผัสกับ Split กันแบบเต็มวัน

เย็น : รับประทานอาหารเย็น ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น

http-::villadurda.com http-::www.horvatorszaginfo

Day 7 :   [  Split – Mostar ]

เช้า : อาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม

จากนั้นนำทุกท่านไปสัมผัสกับเมือง Split อีกหนึ่งมรดกโลกแห่งประเทศโครเอเชีย! 

เมืองสปลิท (SPLIT) เป็นเมืองใหญ่อันดับสองประเทศรองจากกรุง Zagreb นับอายุได้กว่า 1,700 ปี เป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ และการคมนาคมของเขตดัลเมเชี่ยน มีประชากรราว 300,000 คน  และเป็นอีกเมืองที่ทางยูเนสโกประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกอีกด้วย หนึ่งในไฮไลท์คือพระราชวังดิโอคลีเธี่ยน (DIOCLETIAN PALACE) สถานที่ประทับของจักรพรรดิดิโอคลีเธี่ยน แห่งเมืองเวนีส ที่แผ่ขยายอาณาเขตจากเวนีสสู่เมืองสปลิทในยุคโรมันโบราณภายในพระราชวังประกอบด้วยไปด้วยทางเข้าหลัก หรือ GOLDEN GATE, มหาวิหารเทพเจ้าจูปิเตอร์, โบสถ์แห่งเทพวีนัส, วิหารดอมนิอุส (ATHEDRAL OF ST.DOMNIUS)  และมีสิ่งน่าสนใจอีกหลายอย่าง  เดินเล่นชมเมืองเก่าริมทะเล ปล่อยตัวปล่อยใจ หามุมถ่ายภาพสวยๆ ดูของฝากชิคๆ ชอปปิ้ง หรือจะจิบกาแฟ  พร้อมพาไปชมมุม Panorama สุดสวยของ Split

http-::www.bestofcroatia http-::www.isaussm https-::roo.ie:wp-content

อาหารเที่ยง : รับประทานอาหาร ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น 

จากนั้นนำท่านข้ามพรมแดนอีกครั้งเพื่อไปยัง เมือง Mostar ที่มีมรดกโลกที่สำคัญของประเทศ Bosnia 

เมืองมอสตาร์ (MOSTAR) เมืองปกครองตนเองของประเทศบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำ NERETVA และเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับห้าของประเทศ โดยชื่อของเมืองได้มาจากกลุ่มคนดูแลรักษาสะพานเก่าแก่ของเมืองและเรียกกันทั่วไปว่า MOSTARI กลายเป็นที่มาของชื่อเมืองต่อมา ความสำคัญของเมืองนี้ก็คือสะพานดังกล่าวครับ

สะพานเก่ามอสตาร์ (STARI MOST) สะพานเก่าแก่ของเมืองและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมอสตาร์ สร้างด้วยหิน TENELIJA เป็นสีแบบโทนอ่อน และสีของสะพานจะเปลี่ยนไปตามแสงอาทิตย์ที่สาดส่องมาที่สะพานในแต่ละช่วงเวลา สร้างขึ้นโดยออตโตมัน ในปี 1566 ตัวสะพานดั้งเดิม ถูกทำลายไปในช่วงเกิดสงคราม และสะพานปัจจุบันเป็นสะพานที่สร้างขึ้นใหม่โดยเลียนแบบเดิม ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ สเน่ห์อีกอย่างคือการได้เดินเล่นภายในเมืองเก่าบริเวณสะพานครับ มีร้านขายของต่างๆมากมาย บรรยากาศย้อนยุคกับสถาปัตยกรรมสไตล์ออตโตมัน ให้ความรู้สึกในอีกรูปแบบที่แตกต่างออกไป ควรค่าแก่การมาเยือนจริงๆ

เย็น : รับประทานอาหารเย็น ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น

พักโรงแรม 4 ดาว

jpg101449 jpg101572 jpg101692 jpg102109 jpg102316

Day 8 :   [  Mostar – Dubrovnik ]

เช้า : อาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม

เช้าวันนี้เตรียมไปฟินกันให้เต็มที่กับเมืองมรดกโลกอีกแห่งจากประเทศโครเอเชีย เมืองที่หลายๆ คนใฝ่ฝัน เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นไข่มุขแห่งอันดามัน และเมืองที่เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำหลัก ของซี่รี่ส์เรื่อง Games of Thrones!!

สถานที่แห่งนี้คือ ” เมือง Dubrovnik ไข่มุขแห่งทะเลเอเดรียติก จากประเทศ Croatia ” 

เมือง Dubrovnik ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองเก่าที่สวยที่สุดในยุโรป สมญานาม “ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก” ด้วยความลงตัวของสถาปัตยกรรมและผังเมืองที่เป็นระเบียบ เป็นเมืองที่มีอำนาจทางทะเลตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และมีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้า จึงได้สร้างความยิ่งใหญ่ให้โดดเด่น ด้วยการตกแต่งพระราชวัง สร้างโบสถ์ วิหาร จัตุรัส น้ำพุ และบ้านเรือนต่างๆ และได้รับการบูรณะและปรับเปลี่ยนอย่างงดงามตามยุคสมัย
อีกทั้งยังมีประวัติศาสตร์เป็นเมืองพี่เมืองน้องกับ “เวนิซ” ในอิตาลี และ “สปลิต” เมืองเลียบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีกเมืองของโครเอเชียในอดีต ดูบรอฟนิกมีความสำคัญทางการค้าอย่างมากในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เคยเป็นเมืองที่มีอำนาจทางทะเลและควบคุมการค้าทางทะเลมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เพราะมีบทบาทเป็นเมืองที่เชื่อมการค้าระหว่างฝั่งตะวันออกและตะวันตกของทะเลเอเดรียติก เรียกว่าเป็นเมืองศูนย์กลางของสาธารณรัฐก็ว่าได้

ในช่วงศตวรรษที่ 14-17 ดูบรอฟนิคจึงร่ำรวยมีเงินทองมากมายในการตกแต่งบ้านเมืองให้งดงาม รวมทั้งพระราชวัง โบสถ์ วิหารภาพงดงามของเมืองทุกวันนี้ ใครจะรู้ว่าในอดีตดูบรอฟนิกต้องผ่านเหตุการณ์ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวในศตวรรษที่ 4 บางส่วนของเมืองจมหายไปในทะเล หลังผ่านเหตุการณ์จากภัยธรรมชาติก็ต้องมาเจอภัยจากน้ำมือมนุษย์ เมื่อตกเป็นเป้าหมายโจมตีจากกองทหารยูโกสลาฟในปี 1990 บ้านเรือนกว่าครึ่ง อนุสาวรีย์ต่างๆ ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตของผู้คนที่สูญหายไปในกองเพลิงสงครามนับแสนคน เหลือไว้ก็แต่รายชื่อในพิพิธภัณฑ์

ในเขตตัวเมือง Dubrovnik เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรม ทั้งโกธิก เรอเนสซองส์ และบาร็อค บรรยากาศสงบ เย็นสบาย ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป เพราะมีภูมิอากาศเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียน อุณหภูมิระหว่างปีของเมืองนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 17 องศา ไม่หนาวไม่ร้อน ทุกวันนี้ Dubrovnik ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนทั่วโลกอยากจะมาเยือนสักครั้ง

โดยเราจะเริ่มกันที่เขตเมืองเก่าของเมือง Dubrovnik ซึ่งองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1979 ชมทัศนียภาพของตัวเมืองเก่ามีป้อมปราการโบราณความยาว 190 เมตรล้อมรอบ นำทุกท่านเดินลอดประตู Pile Gate ที่มีรูปปั้นของนักบุญ เซนต์เบลส นักบุญประจำเมืองเพื่อเข้าสู่ใจกลางเมืองเก่า ชมน้ำพุ Onofrio ซึ่งเป็นตั้งเป็นเกียรติแก่ของสถาปนิกผู้สร้างน้ำพุแห่งนี้ ต่อด้วย The Cathedral Treasury หนึ่งในโบสถ์เก่าแก่ที่สะสมโบราณวัตถุของพ่อค้าวาณิชที่ได้ทำการค้าขายกับชาวเวนิชในอดีต นำท่านถ่ายรูปกับหอนาฬิกาโบราณ (Bell Tower Clock) จากนั้นนำท่านเข้าชม พระราชวังเรคเตอร์ (Rector’s Palace) พระราชวังที่สร้างขึ้นโดยผสมผสานศิลปะทั้งแบบโกธิค, เรเนซองส์และบาโร๊ค ได้เวลานำท่านแวะชมและถ่ายรูปกับ สปอนซา พาเลส (Sponza Palace) สร้างขึ้นโดยศิลปะแบบโกธิค เรเนซองส์ ในสมัยศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันได้ใช้เป็นที่จัดเก็บเอกสารและสำนักงานส่วนราชการ นำท่านเดินผ่านถนนสตราดัน ถนนสายหลักยาวกว่า 398 เมตร ที่สองข้างทางรายล้อมไปด้วยอาคารสไตล์โรมัน โกธิค และร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านไอศครีม ร้านขายของที่ระลึกต่างๆ มากมาย

เราจะพาชมเมืองเก่า และเมื่อสมควรแก่เวลา เราจะพาไปขึ้น Cable Car เพื่อไปยังจุดชมวิวพาโนราม่าของเมืองนี้บนยอดเขาที่โคตรสวย สวยมาก สวยเว่อ เรียกว่าเป็นภาพที่คุ้นตาที่เราเห็นกันบ่อยๆ ใน internet ห้ามพลาดเลยครับ

เที่ยงและเย็น : รับประทานอาหารเย็น ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น

jpg099182 jpg099370 jpg099709 jpg100789 jpg100828

Day 9 :   [  Dubrovnik – Kotor ]

เช้า : อาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม

ช่วงเช้าวันนี้เราจะได้ใช้เวลาปล่อยตัวปล่อยใจให้กับเมืองมหาสเน่ห์แห่งนี้กันต่อให้ครบรส

เมืองนี้ขนาดอาจจะไม่ใหญ่ แต่เชื่อเถอะครับ เวลาที่มีให้ ไม่ควรน้อยไปกว่าหนึ่งวันครับ ^^

ช่วงบ่ายยังมี Highlight อีกหลายอย่างทั้งเดินเล่นไปตามจุดต่างๆ เช่นตามรอยซีรี่ส์ดังเรื่อง Games of Thrones บันไดที่ราชินีเชอร์ซี่เคยเดินเปลือยกายแล้วถูกประชาทัณฑ์ลงมาตามทาง ใครเป็นแฟนซี่รี่ส์เรื่องนี้ เห็นแล้วคุ้นตากันแน่นอน

และแน่นอนครับ เราจะพาขึ้นไปเดินบนกำแพงวนรอบๆ ฟินไปกับบรรยากาศทั้งเมืองเก่า กำแพง สายลม และมหาสมุทรที่อยู่ร่วมกันอย่างลงตัว จากนั้นขึ้นไปดูวิวมุมสูงจุดจุดของเมือง dubrovnik ขอบอกว่าสวยมากกเช่นกันนน โดยกำแพงเมืองโบราณแห่งนี้ตั้งตระหง่านโอบล้อมชุมชนยาวกว่า 1,940 เมตร เป็นกำแพงเมืองที่มีโครงสร้างสมบูรณ์และแข็งแกร่งมาก บนกำแพงมีทั้งหอคอยและป้อมปราการ ใช้ป้องกันภัยจากศัตรู เช่น พวกเซิร์บ อาหรับ เป็นต้น ปัจจุบันก็ยังใช้งานได้อยู่ เปิดให้คนทั่วไปขึ้นไปเดินรอบได้เลยครับ  ซึ่งกำแพงเมืองเก่าแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย

เที่ยง : รับประทานอาหารกลางวัน ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น

jpg100258 jpg100627

จากนั้นเตรียมไปฟินกับประเทศสุดท้ายของทริป ซึ่งยังคงมีเมืองมรดกโลกรออยู่!

นั่นคือเมืองมรดกโลก Kotor จากประเทศ Montenegro ครับ

” ที่ไหนนว้าาาา ” หลายคนอาจจะกำลังคิด ว่าประเทศนี้มันอยู่ส่วนไหนของโลก แต่หากผมบอกว่าประเทศนี้มีพรมแดนติดกับเมืองขวัญใจมหาชนอย่างเมือง Dubrovnik โครเอเชีย ทุกคนก็น่าจะเห็นภาพ ..

ใช่ครับนี่คือประเทศเล็กๆที่อยู่ทางตอนใต้ของโครเอเชีย ติดกับทะเลเอเดรียติกและประเทศอัลบาเนีย ซึ่งผมขอบอกว่าเมืองนี้มันมีส่วนผสมของ Hallstatt แห่ง Austria กับ Dubrovnik อยู่เหมือนกัน อย่างแรกเลยอาคารบ้านเรือนในเขตเมืองเก่านี้มีความละม้ายคล้ายกับ Dubrovnik ขนาดย่อม ทั้งการปลูกสร้าง รูปลักษณ์ หลังคาสีส้ม และมีกำแพงโอบล้อม ในหลายๆ มุม หากคุณขยันเดินก็จะได้เห็นหมู่บ้านขนาดย่อมที่ยื่นเป็นแง่งออกมากลางผืนน้ำและมีโบสถ์ยอดแหลมตั้งเด่นขึ้นมา พอมองดูด้วยตา ภาพแรกที่แวบเข้ามา คือ Hallstatt ชัดๆ

การจะเที่ยวในเมืองนี้ ไม่ใช่แค่เดินเล่นในเมืองเก่าและจบนะครับ ความน่าสนใจบองมันคือการลัดเลาะไปตามริมฝั่ง โดยเฉพาะอย่างในยามเช้าที่มีหมอกลอยฟุ้งทั่วผืนน้ำเป็นอะไรที่พีคจริงๆ เราจะพาไปครับ

เมืองมรดกโลก Kotor แห่งนี้มีอายุประมาณกว่าสองพันปี มีประวัติศาสตร์มายาวนานและมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคกลาง เมื่อเวลาผ่านพ้นไป เมืองแห่งนี้ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่ออกแบบตามสไตล์โรมันไว้ได้อย่างดี จนได้รับการจดทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์กรยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1979 เมืองนี้ผ่านมาหลายยุคสมัยครับ ตั้งแต่ยุคโรมัน ไบแซนไทน์ ออตโตมัน เวนิส จักวรรดิออสเตรีย พอข้ามผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เข้าเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย ก่อนจะแยกออกมาเป็นประเทศ Montenegro ในปัจจุบัน

เย็น : รับประทานอาหารเย็น ณ.ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น

พักโรงแรม 4 ดาว

jpg095906 jpg096065 jpg096437.jpg.jpg jpg097214 jpg097505 jpg097622

Day 10 :   [  Kotor – Vienna – Bangkok  ]

เช้า : อาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรม

เช้าวันนี้เราจะพาไปเก็บภาพสวยๆ อีกฟากนึงของเมือง Kotor ที่ชื่อว่า Perast อีกมุมที่ไม่ควรพลาด หลายคนพลาดไป เพราะมันไม่ได้อยู่ในเขตเมืองเก่า ห่างออกไปประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ที่นี่คืออีกเมืองเก่าขนาดย่อม ที่มีบ้านเรือนสไตล์โบราณเรียงรายอยู่ริมทะเล บริเวณส่วนกลางของทะเลมีโบสถ์สองแห่งอยู่กลางน้ำ สวยงามมากครับ แล้วคุณจะรักที่นี่ ไม่เชื่อลองดูภาพประกอบสิ ^^

ในภาพสวยยังไง ของจริงยิ่งกว่าที่เหนครับ เราจะไปกันแต่เช้า เพื่อแสงสวยๆ แบบนี้ จากนั้นก็เตรียมเดินทางไปขึ้นเครื่องไปลงเวียนนา แล้วรอทรานซิทสักพัก เพื่อบินตรงกลับไทยจากเวียนนา jpg097061 jpg097127

Day 11 :   [  Bangkok  ]

มาถึงกรุงเทพ ณ.ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ เวลา 11.15 ช่วงก่อนเที่ยงครับ ถ้าฟิตก็ไปทำงานครึ่งวันได้นะ ^^

_________________________________________________

” ราคาทริปนี้  95,400 บาท ต่อหนึ่งท่าน ”    โดยเราจะหักจากรายได้ 50 บาทในทุกๆหนึ่งที่นั่ง แล้วนำไปเข้ากองทุนเพื่อทำอะไรดีๆ ให้กับสังคม เมื่อถึงเวลาผมจะเชิญทุกคนมาที่เคยไปออกทริปกับเรา มาทำสิ่งดีๆ ร่วมกันครับ บอกแล้วเราจะไม่เจอกันแค่ครั้งเดียว ^^

รายละเอียดเพิ่มเติม

พักห้องคู่ ห้องละ 2 ท่าน ท่านละ  95,400 บาท

เด็ก 6 – 11 ปี พักรวมกับผู้ใหญ่สองท่าน มีเตียงเสริม  86,000 บาท

พักเดี่ยวจ่ายเพิ่ม 10,500 บาท

ราคาแบบไม่รวมตั๋ว  68,400

_________________________________________________

รายละเอียดการจองทริป

อัตรานี้รวม 

1)       ค่าตั๋วเครื่องบิน (ECONOMY CLASS) ที่ระบุวันเดินทางไป-กลับพร้อมคณะ
2)       ค่าภาษีสนามบินทุกแห่งตามรายการ
3)       ค่าพาหนะในการเดินทางไปยังที่ต่างๆ มาตรฐานยุโรป และค่าคนขับรถผู้ชำราญทาง
4)       ค่า COACH TAX และค่าภาษีผ่านเข้าเมืองต่างๆ
5)       ค่าห้องพักในโรงแรมที่ระบุตามรายการพร้อมอาหารเช้าหรือเทียบเท่า
6)       ค่าอาหารทุกมื้อที่ระบุตามรายการ
7)       ค่าบัตรเข้าชมสถานที่และการแสดงทุกแห่งที่ระบุตามรายการ
8)       ค่าวีซ่าท่องเที่ยวยุโรปแบบ SCHENGEN (ทางสถานทูตจะไม่คืนค่าธรรมเนียมยื่นวีซ่าให้ ไม่ว่าวีซ่าจะผ่านหรือไม่) และค่าบริการยื่นวีซ่า
9)       ค่าบริการไกด์ที่จะมาช่วยดูแลและสร้างสีสันให้กับทุกคน
10)     ค่าประกันอุบัติเหตุในการเดินทางวงเงิน 1,000,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลในวงเงิน 200,000 บาท กับ ACE INSURANCE LIMITED (ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)
11)     ค่าทิปพนักงานขับรถในยุโรป 

อัตรานี้ไม่รวม
1)       ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
2)       ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ เช่น ค่าโทรศัพท์, ค่าซักรีด, มินิบาร์และทีวีช่องพิเศษ ฯลฯ
3)       ค่าอาหารและเครื่องดื่มสั่งพิเศษในร้านอาหาร นอกเหนือจากที่บริษัทฯจัดให้ ยกเว้นจะตกลงกันเป็นกรณีพิเศษ
4)       ค่าน้ำหนักส่วนที่เกิน 30 กิโลกรัม  และมีจำนวนมากกว่า 1 ชิ้น (ระเบียบของสายการบิน)
5)       ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ไทย และไกด์ท้องถิ่น ( มาตรฐาน 3 ยูโร ต่อคน / ต่อท่าน / ต่อวัน )

เงื่อนไขการจอง

1)       อ่านทุกอย่างให้ดี ดูโปรแกรมให้มั่นใจ ว่านี่แหละใช่สำหรับเรา!
2)       เปิดให้จองได้เรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2017 จนเต็ม ท่านที่สนใจสามารถไปติดต่อเข้ามาจอง พร้อมหน้าพาสปอร์ต เบอร์ติดต่อกลับ และวันที่สะดวกชำระมัดจำ ( ท่านละ 30,000 บาท ) ได้ 4 ช่องทาง รับ 25 ท่าน หรือไม่เกิน 30 ท่านเท่านั้น

  1. ที่ Inbox ของ page : https://www.facebook.com/Wearewanderlusttravel    
  2. ทาง Line@ โดย Add ID มาที่  @oye2005h ( ต้องพิมพ์ @ ข้างหน้าด้วยครับ ) จากนั้นก็แจ้งจองได้เลย หรือคลิกที่ลิ้ง http://line.me/ti/p/%40oye2005h
  3. โทรติดต่อเข้ามาได้ที่ 064-9963939 หรือ 095-3904407 
  4. Email เข้ามาจองได้ที่ wearewanderlust2017@gmail.com

รบกวนทุกท่านโอนค่ามัดจำภายในเวลาที่แจ้งค

โอนมาที่ :  ธนาคารกสิกรไทยสาขาสยามแสควร์ เลขที่บัญชี  024-1-27236-2   ( ชื่อบัญชี ปองพล วาทะกุล ) ครับ 

หากโอนแล้ว รบกวนส่งหลักฐานการชำระเงินมาที่  

ช่องทางที่ 1 : Inbox ของ page : https://www.facebook.com/Wearewanderlusttravel     

ช่องทางที่ 2 : Email : wearewanderlust2017@gmail.com หรือทาง Line@ ที่ได้แจ้งไป

** สอบถามเรื่องการจองหรือข้อมูลต่างๆ  โทร 064-9963939 หรือ 095-3904407 **

3)        ส่วนที่เหลือชำระทันทีหรือก่อนการเดินทางไม่น้อยกว่า 50 วัน

4)       การยกเลิกต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 50 วันก่อนเดินทาง
5)       กรณียกเลิกการเดินทางภายใน 25-30 วัน บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องขอหัก 50 % ของราคาทัวร์
6)       กรณียกเลิกการเดินทางภายใน 24 – 11 วัน บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องขอหัก 85 % ของราคาทัวร์
7)       เราจะทำการยื่นวีซ่าของท่านก็ต่อเมื่อในคณะมีผู้สำรองที่นั่งครบ 25 ท่าน และได้รับคิวการตอบรับจากทางสถานทูต เนื่องจากทางเราจะต้องใช้เอกสารต่างๆที่เป็นกรุ๊ปในการยื่นวีซ่า อาทิ ตั๋วเครี่องบิน , ห้องพักที่คอนเฟิร์มมาจากทางยุโรป ,ประกันการเดินทาง ฯลฯ ทางท่านจะต้องรอให้คณะครบ 25 ท่าน จึงจะสามารถยื่นวีซ่าให้กับทางท่านได้อย่างถูกต้อง
8)       ในการยื่นวีซ่า ท่านจะต้องเดินทางมายื่นวีซ่าด้วยตัวเอง ตามวัน และเวลานัดหมายจากทางสถานทูต เพื่อมาสแกนลายนิ้วมือ โดยมีเจ้าหน้าที่ทางเรามาคอยดูแล และอำนวยความสะดวกต่างๆให้
9)       เอกสารต่างๆที่ใช้ในการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวทวีปยุโรป ทางสถานทูตเป็นผู้กำหนดออกมา  โดยการจะยื่นวีซ่าท่องเที่ยวทวีปยุโรป กรุณาจัดเตรียมเอกสารให้ถูกต้อง และครบถ้วนตามที่สถานทูตต้องการ เพราะจะมีผลต่อการพิจารณาวีซ่าของท่าน เราเป็นแต่เพียงตัวกลาง และอำนวยความสะดวกในการยื่นวีซ่าเท่านั้นนะครับ อันนี้แจ้งไว้ก่อน ^^
10)      กรณีวีซ่าที่ท่านยื่นไม่ผ่านการพิจารณา และคณะสามารถออกเดินทางได้ ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้
– ค่าธรรมเนียมการยื่นวีซ่าและค่าดำเนินการ 4,500 บาท ทางสถานทูตจะไม่คืนค่าธรรมเนียมใดๆทั้งสิ้นแม้ว่าจะ
ผ่านหรือไม่ผ่านการพิจารณา
– ค่ามัดจำตั๋วเครื่องบิน หรือตั๋วเครื่องบินที่ออกมาจริง ณ วันยื่นวีซ่า ซึ่งตั๋วเป็นเอกสารที่สำคัญในการยื่นวีซ่า หาก
ท่านไม่ผ่านการพิจารณา ตั๋วเครื่องบินถ้าออกตั๋วมาแล้วไม่สามารถ REFUND ได้เนื่องจากบริษัทจองตั๋วเป็นตั๋วกรุ๊ปซึ่งตั๋วกรุ๊ปจะไม่สามรถ REFUND คืนได้ ถ้ายังไม่  ออกตั๋ว   ท่านจะเสียแต่ค่ามัดจำตั๋วตามจริงเท่านั้น

หมายเหตุ

1. กรณีที่เกิดเหตุจำเป็นสุดวิสัยจากการล่าช้า (ดีเลย์) ของทางสายการบิน การนัดหยุดงานหรือการก่อจราจล ภัยธรรมชาติ   รถติด  ทำให้ไม่สามารถ     กิน-เที่ยวและพักโรงแรมได้ครบถ้วนตามโปรแกรมที่ระบุ ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะไม่คืนค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นโดยตรงจากทางสายการบิน และทางเราไม่ได้รับค่าชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้นจากทางสายการบิน แต่ทางแน่นอนครับว่าเราจะคงไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดที่ทุกคนพึงจะได้รับอย่างเต็มความสามารถ

2.  ทางเราขอสงวนสิทธ์ในการเปลี่ยนแปลงการเดินทาง หรือยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการได้ตามความเหมาะสมโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า และสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายการท่องเที่ยวในกรณีที่มีเหตุจำเป็นสุด วิสัย โดยจะพยายามให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับท่าน

3. ทางเราขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายการบางอย่างตามความเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสายการบิน สภาพทางการเมือง ภัยธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีคิวยาวจนทำให้โปรแกรมต่อไปเสียหาย แต่ยังคงจะรักษา มาตราฐานการบริการ และประโยชน์ของทุกท่านไว้เหมือนเดิม

4. ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบในส่วนที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ว่าบางส่วนหรือ ทั้งหมด อาทิเช่น พาสปอร์ต, ของมีค่า, กระเป๋าเงิน, กระเป๋าเดินทาง เป็นต้น ยังไงดูแลกันให้ดี แต่เราก็ช่วยกันดูครับ ^^

เอกสารในการขอวีซ่า ( สำคัญมาก ) 

ตรงนี้ทางเรามีทีมงานบริการพร้อมให้คำปรึกษาเรื่องเอกสาร และพาไปทำเรื่องขอววีซ่าให้ครบวงจรครับ

1.  หนังสือเดินทางที่เหลืออายุใช้งานได้เกิน 6 เดือนขึ้นไป ถ้ามีหนังสือเดินทางเล่มเก่ากรุณาแนบมาด้วย ต้องมีหน้าว่างเหลือสำหรับประทับวีซ่าอย่างน้อย 2 หน้า
2. รูปถ่ายปัจจุบันหน้าตรง 2X1.5 นิ้ว จำนวน 2 รูป (ใช้รูปสี พื้นฉากหลังสีขาวเท่านั้น อายุรูปไม่เกิน 6 เดือน เหมือนกันทั้ง 2  รูป) และกรุณาเขียนชื่อ-นามสกุลตัวบรรจงไว้ด้านหลังรูป
3. สำเนาทะเบียนสมรส / สำเนาทะเบียนหย่า / สำเนาใบมรณะบัตร/ สำเนาใบเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล/ เอกสารเพิ่มเติมกรณีอื่น ๆ
4. สำเนาบัตรประชาชน
5. สำเนาทะเบียนบ้าน
6. สำเนาสูติบัตร (สำหรับเด็กต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์)

7. กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์: เดินทางต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติมดังนี้ 
7.1 เด็กเดินทางกับบุคคลอื่น บิดามารดาต้องทำหนังสือแสดงความยินยอมซึ่งออกให้โดยที่ว่าการเขตหรืออำเภอ เท่านั้น และให้ระบุว่า ยินยอมให้เดินทางกับใคร มีความสัมพันธ์อย่างไรกับครอบครัว
7.2 เด็กเดินทางกับบิดา มารดาต้องทำหนังสือแสดงความยินยอมซึ่งออกให้โดยที่ว่าการเขตหรืออำเภอเท่า นั้นและให้ระบุว่า มารดายินยอมให้เดินทางกับบิดา (ระบุชื่อบิดา)
7.3 เด็กเดินทางกับมารดา บิดาต้องทำหนังสือแสดงความยินยอมซึ่งออกให้โดยที่ว่าการเขตหรืออำเภอเท่า นั้นและให้ระบุว่า บิดายินยอมให้เดินทางกับมารดา (ระบุชื่อมารดา)
7.4 กรณีพ่อและแม่หย่าร้าง หรือเสียชีวิต ต้องแนบใบหย่า หรือ ใบมรณะบัตร เพื่อเป็นการยืนยัน
7.5 ให้แนบสำเนาพาสปอร์ตของพ่อ และ แม่ (หากไม่มีให้แนบสำเนาบัตรประชาชนของพ่อและแม่)
7.6 เด็กอยู่ในความปกครองของบิดาหรือมารดาเพียงคนเดียว จะต้องมีหลักฐานรับรองว่าเด็กอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นั้น เช่น สำเนาใบหย่า พร้อมทั้งบันทึกการหย่าซึ่งแสดงว่าเป็นผู้รับผิดชอบเด็ก เด็กอยู่ในความปกครองของผู้อื่น จะต้องมีหลักฐานรับรองว่าเด็กอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นั้น เช่น หนังสือรับรองบุตรบุญธรรม เป็นต้น พร้อมแนบหลักฐานของบิดาหรือมารดาหรือผู้ที่เด็กอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ นั้น

8. หลักฐานการทำงาน (จดหมายรับรองการทำงาน เป็นภาษาอังกฤษ) ฉบับจริงเท่านั้น**จดหมายรับรองการทำงานให้ระบุ  TO WHOM IT MAY CONCERN (ไม่ต้องระบุสถานฑูต) โดยไม่ต้องระบุวันและประเทศที่เดินทาง ( ยังไงเดี๋ยวทางทีมงานจะมีตัวอย่างให้ดูครับ )
8.1 กรณีผู้เดินทางเป็นเจ้าของกิจการ : ใช้หนังสือจดทะเบียนบริษัทฯ ที่มีรายชื่อผู้ประกอบกิจการ พร้อมทั้งเซ็นชื่อรับรองสำเนาและประทับตราบริษัทฯ (อายุสำเนาไม่เกิน 1 เดือน)
8.2 กรณีผู้เดินทางเป็นเจ้าของร้านค้า : ใช้ทะเบียนพาณิชย์ที่มีชื่อผู้เป็นเจ้าของร้านค้า
8.3 กรณีที่เป็นพนักงานบริษัทฯ : ใช้จดหมายรับรองการทำงานจากนายจ้างให้ระบุตำแหน่ง ระยะเวลาการว่าจ้าง  เงินเดือน ในจดหมายรับรองการทำงานต้องมีหัวกระดาษบริษัทและตราประทับบริษัทด้วย  พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
8.4 กรณีที่เป็นข้าราชการ : ใช้หนังสือรับรองจากหน่วยงานให้ระบุตำแหน่ง ระยะเวลาการว่าจ้าง  เงินเดือน พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น
8.5 กรณีเกษียณอายุราชการ ถ่ายสำเนาบัตรข้าราชการบำนาญ
8.6 กรณีเป็นนักเรียนนักศึกษา ต้องมีหนังสือรับรองจากสถาบันศึกษานั้นว่ากำลังศึกษาอยู่ระบุชั้นปีที่ศึกษา พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น / พร้อมสำเนาบัตรนักเรียน นักศึกษา
8.7 กรณีเป็นแม่ค้า, ทำธุรกิจส่วนตัว, ทำอาชีพอิสระ ต้องพิมพ์จดหมายรับรองตัวเอง เป็นภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งแนบรูปถ่ายสถานที่ทำงานมาด้วย รูปถ่ายอย่างน้อย 3-5 ใบ

9.  หลักฐานการเงิน (บัญชีออมทรัพย์เท่านั้น)
9.1  สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เท่านั้น พร้อมหนังสือรับรองทางการเงินจากธนาคาร (BANK CERTIFICATE) เป็นภาษาอังกฤษ **ต้องเป็นบัญชีเดียวกันเท่านั้น**   (กรุณานำสมุดเงินฝากเล่มจริงมาวันที่ยื่นวีซ่าด้วย)
    กรณีเงินฝากออมทรัพย์ (ยอดเงินในสมุดบัญชีธนาคาร ไม่ควรต่ำกว่า 60,000 บาท ต่อการยื่นวีซ่า 1 ท่าน และ ต้องมีการเข้าออกของเงินสม่ำเสมอ ห้ามทำการโอนเงินเข้าไปในครั้งเดียวเป็นยอดใหญ่ก่อนการยื่นวีซ่าเด็ดขาด!!)
    การปรับสมุดบัญชีธนาคาร ท่านต้องปรับสมุดถึงเดือนปัจจุบัน และ ถ่ายสำเนาย้อนหลัง 6 เดือน โดยการปรับยอดสมุดในบัญชี ต้องปรับสมุดก่อนวันที่จะยื่นวีซ่า 7 วัน เช่นท่านได้คิวยื่นวีซ่าวันที่ 18 กันยายน 2557 สำเนาสมุดบัญชีที่ท่านต้องใช้ในการยื่นวีซ่า ต้องปรับสมุด ณ วันที่ 12 กันยายน 2557 หรือ หลังจากนั้น หากท่านปรับสมุดบัญชีก่อนหน้านั้น จะใช้เป็นเอกสารแสดงหลักฐานทางการเงินไม่ได้ สถานฑูตจะขอเอกสารเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ท่านสามารถส่งเอกสารมาทางบริษัททัวร์ฯ เพื่อเตรียมการล่วงหน้า และ ส่ง Fax สมุดบัญชีหน้าสุดท้ายที่ได้ทำการปรับสมุดมาให้ทางบริษัททัวร์ เพื่อใช้ในการแนบเป็นเอกสารยื่นวีซ่าต่อไปได้  หรือ ถ่ายเอกสารหน้าที่ปรับสมุดภายใน 7 วัน และถือมาเพิ่มเติมในวันที่ยื่นวีซ่า หรือง่ายที่สุดคือขอ Statement ย้อนหลังจากธนาคาร 6 เดือนเป็นภาษาอังกฤษพร้อมมีตราประทับ บอกว่าเอาไปขอวีซ่าครับ เค้าจะเข้าใจ
    การขอหนังสือรับรองทางการเงินจากธนาคาร (BANK CERTIFICATE)  ต้องมีอายุไม่เกิน 15 วัน นับจากวันที่ได้คิวยื่นวีซ่า พร้อมทั้งต้องระบุ จำนวนเงินเป็นตัวเลขลงในหนังสือรับรองด้วย เช่นท่านได้คิวยื่นวีซ่าวันที่ 18 กันยายน 2557  หนังสือรับรองการเงินจากทางธนาคารที่ใช้ในการยื่นวีซ่า ต้องออกให้ ณ วันที่ 4 กันยายน 2557  หรือ หลังจากนั้นเท่านั้น  จดหมายรับรองจากธนาคารให้ระบุ  TO WHOM IT MAY CONCERN (ไม่ต้องระบุสถานฑูต) โดยไม่ต้องระบุวัน และประเทศที่เดินทาง (ชื่อในหนังสือรับรองทางการเงินจากธนาคาร (BANK CERTIFICATE)  จะต้องถูกต้องและตรงตามหน้าพาสปอร์ต วันที่ขอหนังสือรับรองทางการเงินจากธนาคารให้นำสำเนาหน้าพาสปอร์ตไปด้วย เพื่อไม่ให้ผิดพลาดในการออกเอกสาร)
****** สถานทูตไม่รับพิจารณาบัญชีกระแสรายวันในทุกกรณี ******

10.  ในกรณีที่มีผู้รับรองค่าใช้จ่าย ต้องมีเอกสารเพิ่มเติมดังนี้ 
10.1 จดหมายจากผู้รับรองค่าใช้จ่าย พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น – หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ของผู้เดินทางกับผู้รับรองค่าใช้จ่าย เช่น ทะเบียนบ้าน และต้องเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน (พ่อ, แม่ สามารถรับรองค่าใช้จ่ายให้บุตรได้ / สามี ภรรยา ที่จดทะเบียนสมรส รับรองให้กันและกันได้ / (ปู่, ย่า, ตา, ยาย ไม่สามารถรับรองค่าใช้จ่ายให้หลานได้)- กรณีเป็นสามีภรรยากันแล้วไม่ได้จดทะเบียน และรับรองค่าใช้จ่ายกัน ต้องใช้เอกสารดังนี้
    เขียนจดหมาย decare เป็นภาษาอังกฤษ มาว่าอยู่ด้วยกันแต่ไม่ได้จดทะเบียนกัน
    กรณีมีลูกด้วยกัน ให้ใช้ใบเกิดของลูก
    กรณีไม่มีลูกด้วยกัน ให้ใช้ทะเบียนบ้านทั้งของสามีและภรรยา โดยทะเบียนบ้านของทั้งสองต้องอยู่บ้านเดียวกัน
10.2 กรุณาแนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากตามข้อกำหนดในข้อ 9 ที่จะใช้ยื่นวีซ่า 1 ชุดของผู้รับรองค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งใน หนังสือรับรองทางการเงินจากธนาคาร (BANK CERTIFICATE) ต้องระบุชื่อผู้ถูกรับรองค่าใช้จ่ายด้วย

11. ผู้สูงอายุที่มีอายุเกินกว่า 70ปีบริบูรณ์กรุณาแนบใบรับรองแพทย์ว่าสามารถเดินทางได้เพื่อเป็นเอกสารประกอบการยื่นวีซ่า

แล้วพบกันครับ! 

Leave A Reply

Navigate