แน่นอน ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของผมกับประเทศญี่ปุ่น แต่กับจังหวัด Fukushima นี่ ครั้งแรกกก! 

หลายคนคงคุ้นเคยกับฟูจิ โตเกียว ฮอกไกโด เกียวโต โอซาก้า ฮานาก้า ฮานามิ หรืออะไรก็ตาม แต่กับ Fukushima หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นนัก

ซึ่งไม่เป็นไร .. ผมจะพาไปรู้จักจังหวัดนี้คร่าวๆ  กับช่วงหน้าหนาวที่คนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยมากัน  เพราะจริงๆ ที่นี่จะพีคในช่วง Autumn เนื่องจากมีจุดชมใบไม้แดงสวยๆ หลายจุด  ใครๆ ก็ไปช่วงนั้นกัน ผมจึงไม่ไป! .. ดูเหมือนคูลแต่จริงๆ แล้วไม่ว่างครับ 555 ว่างสิ้นปี  ก็ไปมันสิ้นปีนี่แหละ พอมาถึงจริง ต้องบอกว่า..

มันหนาวกว่าที่คิด มันขาวกว่าที่หวัง  ซึ่งก็สวยปังแบบได้ใจดีเหมือนกัน  แถมคนยังน้อยมากก ก็เลยเที่ยวแบบชิลมากเช่นกัน 

ในส่วนของ Fukushima นั้นเป็นจังหวัดนะครับ ในจังหวัดนี้ ก้มีหลายเมืองที่คนเค้าไปเที่ยวกันน โดยสถานที่เที่ยวดังๆ จะเป็นสายธรรมชาติ
และเมืองชนบทน้อยใหญ่ ทะเลสาบน้ำใสกับเทือกเขาต่างๆ ที่รายล้อมอยู่ในพื้นที่แถบนี้ เดี๋ยวจะไปพูดถึงที่เที่ยว และที่มาต่อในรีวิวนะ

ความดีงามคือสามารถใช้ ” Tohoku pass ”
มาจากโตเกียวและเที่ยวในแถบนี้ได้ทั้งหมดที่รถไฟหลักๆเข้าถึง
#เช็ครอบรถไฟที่ http://www.hyperdia.com
#ข้อมูลบัตรTohokuพาส https://www.talonjapan.com/jr-east-pass-tohoku-ar

=================================

Fanpagehttps://www.facebook.com/scratchdaworld/

Youtube Travel Channel ( เที่ยวรอบโลก )https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ?sub_confirmation=1

Instagram : scratch.da.world

หรือคลิกลิ้ง >> https://www.instagram.com/scratch.da.world/

=================================

ลองดูแพลนการเดินทางคร่าวๆ 4 วัน … กับหน้าหนาวที่สี่โมงกว่า ฟ้าก็เริ่มดับ

===============================

Day 1

– ลงเครื่องที่โตเกียว แล้วจับรถไฟมาลงที่เมือง Aizu-Wakamatsu ทันที ( ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงโดยรถไฟ )

– มาถึงเชคอินที่โรงแรม Washington hotel .. แนะนำ เพราะใกล้รถไฟ ไม่แพง ห้องโอมากเมื่อเทียบกับราคา

– มีเวลาลากขาให้ขาลากเดินเเล่นในเมืองก่อนฟ้ามืด จากโรงแรมไปยังปราสาท Tsuraga ก็สองโลครึ่ง แลทันขึ้นยอดปราสาทชมวิวพระอาทิตย์ตกพอดี พีคตรงนี้

– ก่อนกลับแวะกินเนื้อม้าาา อร่อยยมากกก

Day 2

– วันนี้สุดจะชิลลล ตื่นสายเดินเล่นนนนในเมืองแพพนึง แล้วเดินทางไปเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Ouchiijuku โดยนั่งรถไฟจาก Aizu – wakamatsu ไปลงที่ Yunokami onsen แล้วต่อแทกซี่เข้าหมู่บ้านครับ หน้าหนาวไม่มีรถบัสวิ่ง แต่ถ้ามาช่วง เมษายน-พฤศจิกายน จะมีรถบัสไปยังหมู่บ้านจาก สถานี Yunokami onsen

– เดินเล่นไปจนถึงบ่ายยๆ แล้วนั่งรถกลับ ไปชิลๆ ในเมือง .. จบวันน

Day 3

– วันนนี้เช่ารถเข้าจ้าาาา จัด Nissan Juke มาขับลุยหิมะตกกกกกันเต็มวัน เพราะที่เที่ยวทางธรรมชาติค่อนข้างไกล ขับรถชัวร์สุด คุมเวลาและจุดจอดได้ง่าย โดยใช้บริการของ Nissan Rent A Car แถวๆ สถานีรถไฟ Aizu – Wakamatsu ครับ ใกล้ รร

– โดยสถานที่ที่ไปคือ ทะเลสาบ Inawashiro กับ บึง 5 สี ( Goshikinuma )

– แล้วไปปิดท้ายพุงแตกที่เมืองแห่งราเมงชื่อดังที่ เมือง Kitakata กับสองร้านต้องห้ามพลาดประจำเมือง ที่ตลกคือเมนูดังสองร้านนี้ดันเหมือนกัน

Day 4

– วันนี้ตอนเช้าเก็บตกในเมือง Aizu Wakamatsu ไปที่เขา Ilyama และแวะเที่ยวเจดีย์ไม้สุดวินเทจที่ Sazaedo temple เสร็จแล้วก็ไปต่อออออ

==============================  

มี Vlog บันทึกการเดินทางทริปนี้ที่ Youtube ด้วยนะ 🙂 

สามารถสับตะไคร้ Youtube Channel ได้ทาง >> https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ?sub_confirmation=1

==============================  

แพลน 4 วัน ในจังหวัดฟูกูชิมะแบบไฮไลท์ๆ ก็จะประมาณนี้ ส่วนความน่าสนใจและเรื่องราวต่างๆ ไปติดตามต่อได้ในรีวิวววจาา 

ทริปนี้ผมบินมาลงที่โตเกียวก่อน 

จากโตเกียว .. การจะมาที่เมือง Aizu-Wakamatsu คุณต้องนั่งรถไฟ Shinkansen หรือ Express ไปลงที่ Fukushima ( Moriyama ) ก่อนครับ แล้วถึงจะต่อรถไฟ local train เข้ามาในเขตเมือง Aizu Wakamatsu ได้

 

มาถึงเมือง Aizu Wakamatsu เรียบร้อย 

เก็บของ เชคอินที่โรงแรม Washington แล้วเริ่มเที่ยวเลยดีกว่าา โดยวิธีการเที่ยวในเขตเมืองที่สะดสกที่สุดมีสองแบบ 

1. นั่ง Loop bus ไปยังจุดท่องเที่ยวต่างๆ ขึ้นได้ที่แถวสถานีรถไฟ 

2. เดินครับ แต่ต้องเลือก รร ดีๆ หน่อย ซึ่งผมใช้วิธีนี้ ได้ฟีลกว่าาา แต่ก็ใช้เวลาและบ้าพลังมากกว่า ที่สำคัญมันหนาวซะด้วย!

Aizu Wakamatsu เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัด Fukushima ที่มีความสำคัญในด้านการท่องเที่ยวไม่น้อย  ซึ่งภายในเขตเมืองขนาดกระทัดรัดแห่งนี้ยังคงมีกลิ่นอายและวัฒนธรรมโบราณหลงเหลือกระจายกันอยู่ตามจุดต่างๆ ของเมือง 

จากโรงแรม ผมจิ้ม GPS ให้นำทางไปยังเป้าหมายประจำวันคือที่ ปราสาท Tsuruga ทันที  เพื่อให้ทันแสงสุดท้ายบนยอดปราสาท เพราะหน้าหนาวที่นี่มืดเร็วมากก

เดินมาตามทางก็เจอออ สวยกว่าที่คิด ที่พีคคือรอบๆ และหลังคาของปราสาทถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหมดเลย 

ปราสาทสึรุกะ(Tsuruga Castle) ถูกสร้างขึ้นในปี 1384 มีการเปลี่ยนผู้ปกครองมาหลายครั้งในช่วงที่ยังเป็นภูมิภาคอาอิซุ  และถูกทำลายลงหลังจากเกิดสงครามโบชิน(Boshin war) ปี 1868  ซึ่งเกิดการจลาจลต่อต้านรัฐบาลสมัยเมจิ  ทำให้สิ้นสุดยุคศักดินายึดอำนาจท่านโทคุกาว่าโชกุน ต่อมาปราสาทได้ถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ด้วยคอนกรีตในปี 1960   แล้วมาสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2011 หลังคาเดิมซึ่งเป็นสีเทากลับกลายเป็นสีแดง เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับปราสาทแห่งอื่นในญี่ปุ่นครับ

ถึงจะเพิ่งสร้างไม่นาน แต่ก็สวยเอาการทีเดียว

และด้านบนของปราสาท เราเข้าได้นะ เสียค่าขึ้น 410 เย็น ในช่วงเย็นๆ วิวมันก็จะประมาณเนี้ยยยย ^^

ลงจากปราสาทก็มาเดินเล่นได้อีกไม่นาน ฟ้าก็มืดดดดด  ภาพนี้คือบริเวณบ่อน้ำแถวๆ ปราสาท กับบ้านสะท้อนน้ำ

Day 2 

อะตื่นเช้าาามา ภาพของเมือง Aizu Wakamatsu จากที่พัก ก็ขาวขึ้นกว่าเมื่อวาน เสมือนได้ทาไวทเทนนิ่งแบบข้ามคืนนน 
หิมะตกกแต่เช้าเลยจ้าาาาา

และไม่รอช้าครับ ออกเดินทางไปยังหมู่บ้านโบราณ Ouchiijuku ทันที  โดยนั่งรถไฟจากสถานี Aizu – wakamatsu ไปลงที่ Yunokami onsen แล้วต่อแทกซี่เข้าหมู่บ้านครับ หน้าหนาวไม่มีรถบัสวิ่ง แต่ถ้ามาช่วง เมษายน-พฤศจิกายน จะมีรถบัสไปยังหมู่บ้านจาก สถานี Yunokami onsen เลย 
 
ในส่วนของหมู่บ้านโบราณ Ouchiijuku นั้น … ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อนในสมัยเอโดะ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเสมือนแหล่งที่พัก ตั้งขนาบข้างถนนหลักที่มีชื่อว่าถนนชิโมสึเคะ (Shimotsuke) ถนนเส้นนี้เคยเป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมและการค้าเชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรไอสึ (Aizu city ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด Fukushima และจังหวัด Niigata)และเมืองอิไมชิ (Imaichi จังหวัด Tochigi)
 
ในสมัยก่อน การเดินทางต่างๆยังไม่สะดวกสบาย ทั้งโชกุนรวมทั้งขุนนางและพ่อค้าต่างต้องเดินทางด้วยเท้า และหมู่บ้าน โออุจิ จูคุแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในเมือง ที่เหล่านักเดินทางนิยมมาพักแรมในระหว่างการเดินทางครับ เนื่องจากที่นี่มีทั้งอาหารและแหล่งที่พักครบครัน โดยบ้านโบราณต่างๆที่อดีตเคยเป็นเมืองสำคัญในยุคเอโดะถูกสร้างเมื่อหลายร้อยปีก่อน เป็นบ้านชาวนาญี่ปุ่นโบราณที่มุงหลังคาทรงหญ้าคาหนาๆ
 
เรียงรายกันสองฝั่งกินระยะทางประมาณ 500 เมตร (สั้นมาก) โดยรวมมีบ้านโบราณประมาณ 40 – 50 หลังครับ  เมื่อ พ.ศ.2524 หมู่บ้านโออุจิจูคุได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างอันทรงคุณค่าของชาติ ซึ่งในปัจจุบันหมู่บ้านโบราณหลายหลังในโออุจิ จูคุได้รับการบูรณะใหม่ จนกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก
 
ร้านค้าขายสินค้าพื้นเมือง ร้านอาหารและที่พักแบบญี่ปุ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ปัจจุบันมีนักท่องมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้กว่า 1.2 ล้านคนต่อปี …ไม่ธรรมดานะครับ  หมู่บ้านนี้เดินง่ายมากก คือถนนเป็นเส้นตรงเส้นเดียว สองข้างทางก็ร้านรวงต่างๆ

ผมเดินจากด้านหน้าตรงมาตามทางเรื่อยๆ เพื่อไปให้ถึงยังอีกฝั่งงง ..

พอมาสุดทาง แต่ก็ยังไม่สุดดี เพราะมีของดีอยู่ด้านบนเนินเขาหลังเมือง .. 

จะมีบันไดขึ้นมาตามทาง ลื่นปรื้ดๆ เล็กน้อย เพราะหิมะตกกก และเมื่อมาถึง .. นี่คือสิ่งที่เห็น ( กรุณากดภาพถัดไป )

ผ่างงงง !! วิวววนี้แหละครับ พีคสุดในหมู่บ้านแล้วว ถนนที่เห็นก็คือเส้นหลักที่ผมและทุกคนต้องผ่านนเข้ามานั่นเอง

แล้วก็ได้เวลาลงง … กับบรรยากาศเหงาๆ 
และเมื่อมาคนเดียวมันเหงา ก้มักจะมีภาพคู่รักมาเดินเล่นให้ตาร้อนกันเป็นประจำ ><

คุณป้าาาาาน่ารักกกประจำหมู่บ้านน

ชิลๆ กันไป ..

ถึงจะเล็ก .. ผมกลับใช้เวลาที่นี่อยู่พักใหญ่ๆเหมือนกัน ค่อยๆ เดิน หยุดถ่ายรูป ไปเรื่อยๆ ไม่รีบ ไม่เร่ง มีป้าชวนไปกินชาอีกกก

Day 3 

และวันถัดมาก็ไปรับรถ Nissan Juke ที่จองไว้มาขับบบบบลุยหิมะเที่ยวกันทั้งวันครับ  ซึ่งวันนี้เป็นวันแห่งทะเลสาบบบบบจริงๆ 

แต่ระหว่างทางก็มีจอดแวะพักมาเดินเล่นนน ถ่ายรูปขำๆ บ้างง

ขับมาตามอากู๋เกิ้ลแมพเรื่อยๆ ก็มาถึงทะเลสาบแห่งแรกกก! 

แต่จริงๆ จุดนี้ยังไม่ใช่จุดหลักนะ พอดีผมจะมาเชข้าอีกทางเพื่อใหได้หลายๆ มุม แต่ถนนปิด เลยมาเจอตรงนี้พอดี แวะก่อนนน ซึ่งจุดนี้คือมุมนึงของ ” ทะเลสาบ Inawashiro ” หนึ่งในสถานที่เที่ยวหลักในเขต Fukushima ในวันที่หิมะโปรยปรายยย 

ทะเลสาบอินะวะชิโระแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติบันได อะซะฮี (Bundai Asahi) ในจังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima) ซึ่งเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แถมยังติดหนึ่งในสี่ของทะเลสาบที่มีน้ำใสสะอาดที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย  โดยทะเลสาบนี้เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟซึ่งอยู่ใกล้กับภูเขาบันไดเมื่อหลายหมื่นปีก่อน เป็นสาเหตุที่น้ำในทะเลสาบมีความเป็นกรดอ่อนๆ

 ก็เลยไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ใต้น้ำเลย ก็เลยใสสะอาดด จนได้รับฉายาคูลๆ ว่าทะเลสาบกระจกสวรรค์นั่นเองครับ 

สวยยยยยยมั้ยล่ะ ^^

แล้วก็ได้เวลาไปยังจุดหลักของทะเลสาบ Inawashiro … มาถึงก็มีคนเยอะกว่าาที่คิด โดยมีแก๊งเด็กน้อยมายืนให้อาหารเป็ดห่านแถวนี้หลายคนเลย 

โดยในหน้าหนาวช่วง พย. ถึง เมษา พวกเป็ดห่านหงศ์จะเข้ามาเวียนว่ายวอนขออาหารจากผู้คนกันที่ริมทะเลสาบเต็มไปหมดเลยครับ

เยอะมั้ยล่ะ ดูสิ ><

นอกจากแก้มแดงแล้วว ขุดยังจะแดงงงงง น่ารักไปอีกกก … ส่วนข้างล่าง สายเหลืองก็มาาา >< 

อีกสักมุมมครับ

หิมะตกหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ความขาวโพลยนก็เริ่มครอบงำทุกสิ่งอย่างที่อยู่รอบบๆ

และแล้วก็มาถึงอีกหนึ่งสถานที่ทางธรรมชาติอที่น่าสนใจและสวยงามมม 

” บึง 5 สี หรือ Goshikinuma ”

โดยทะเลสาบ Goshikinuma (โกชิคินุมะ) ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Bandai-Asahi บริเวณนี้มีทั้งทะเลสาบ บึงน้อยใหญ่ร่วมทั้งบ่อน้ำพุร้อนหลายแห่ง ที่เกิดการจากระเบิดของภูเขาไฟ Bandai ในอดีต และแร่ธาตุในดินไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม , แมกนีเซียม , ค็อปเปอร์ หินปูน ฯลฯ ทำให้สีของน้ำที่สะท้อนกับแสงแดดดูมีหลากหลายสีสัน คนญี่ปุ่นจึงเรียกที่นี่ว่า Goshikinuma หรือบึงน้ำห้าสีนั่นเอง ซึ่งในแถบนี้มีบึงน้อยกว่ารวมกะนถึง 9 บึงง และมีบึงที่น่าสนใจประมาณ 5 จุดครับ 

ส่วนจุดนี้คือจุดเค้าบอกว่าใหญ่และสวยที่สุด ในหมู่บึงทั้งหมดดดนั่นเองง 

หากไม่ได้ขับรถ ก้มีวิธีมาที่นี่เช่นกัน อาจจะหลายต่อหน่อย 

โดยสามารถเดินทางไปถึงได้ด้วยรถโดยสาร Bandai Higashi Miyako Bus จากสถานี Inawashiro(JR Ban-etsu Saisen Line / Ban-etsu West Line) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง Goshikinuma ที่ป้าย Urabandai-kogen-eki (磐梯高原駅 ) หรือป้าย Goshikinuma-Iriguchi-eki (五色沼入口) ก็ได้ครับ 

เดินเล่นไปตามเส้นทาง แต่เดินยากก เพราะหิมะนหนามากครับ บางคนถึงกับต้องเอารองเท้าเดินนหิมะมาเลย

สุดท้ายก็ไปได้ไม่ไกล เพราะฟ้าจะมืดอีกแล้ววจ้าาา555

ท้องก็ร้อง หิววด้วยย ก็เลยขับต่อไปยังอีกเมือง ซึ่งเป็นเมืองแห่งของกินนน … ส่วนภาพนี้คือระหว่างทางงง ซึ่งถ้าใครชอบบหน้าหนาวก็จะฟินแบบนี้แหละ 

และแล้วก็มาถึงเมือง Kitakata .. เมืองแห่งราเมงงครับ

ต้องบอกว่าในญี่ปุ่นเนี่ย จะมีเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องราเมงสูตรต้นตำรับ 3 เมือง คือเมือง Sapporo เมือง Hakata แล้วก็ที่นี่ครับ เมือง Kitakata  และร้านนี้ที่มีชื่อว่าร้าน Gen rai ken คือร้านราเมงต้นตำรับประจำเมือง และเป็่นเจ้าแรกอีกด้วย ดังนั้นร้านแรกขอฝากพุงไว้ที่นี่แหละ 

แน่นอนครับ มาร้านต้นตำรับ ก้สั่งต้นตำรับ ชาชูเมง มากินนน ต่อด้วยเกี๊ยวซ่า ซึ่งก็คุยกับป้าไม่ค่อยรุ้เรื่องเท่าไหร่ ว่าจะกินแต่ราเมง แกก็เกี๊ยวซ่าอยู่นั่น อะจัดมา สุดท้ายยอร่อยยยยลืม! 

ราเมงที่นี่ซุปจะเค็มๆ นิด ครับ กลมกล่อมทีเดียว หมูชาชูทำเอง เส้นก็ทำเอง ว่ากันว่าทำแค่ 220 ก้อนต่อวันเท่านั้น นั่นหมายถึง ช้าหมดอดนาจา ..

ภารกิจกินยังคงดำเนินไป แม้จะอิ่มโคตรๆ ก็ตาม .. 

นี่คือร้านราเมงร้านดังน่าจะอันดับที่ 2 ของเมือง ชื่อว่า Bannai Shokudo ครับ มีหลายสาขาในญี่ปุ่นนะ ( ร้านตะกี้มีเจ้าเดียว )  ผมเคยเห็นภาพช่วง Summer แถวยาวออกไปนอกร้านเลย นี่มา Winter เลยสบายๆ ครับ ที่นั่งเพียบบ มาถึงค่ำด้วยแหละ 

และราเมงขึ้นชื่อที่นี่ … ก็ชาชูเมง เมนูเดียวกับตะกี้ 555 อะกินไป ซึ่งร้านนี้รสจะกลมกล่อมเค็มน้อยกว่า แต่ก็เข้มข้นน้อยกว่า อร่อยคนละแบบบ ส่วนตัวชอบร้านแรกมากกว่านะ หรือเพราะตอนนี้อิ่มแล้วก็ไม่รุ้ >< กินเสร็จก็ขับกลับเมือง Aizu ขึ้นรถ เข้านอนนน

Day 4 

และเช้าวันสุดท้ายย วันนี้ จากโรงแรม ก้เดินบ้าพลังเพื่อไปยังเขา Ilyama ที่อยู่ท้ายเมือง …

ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์ของเขา Ilyama ก็คือ เจดีย์ Sazaedo Temple ครับ แต่ไม่ใช่ภาพนี้นะ นี่ยคือทางเดินเข้าไป บรรยากาศชิลมาก

นี่แหละครับ เจดีย์ Sazaedo Temple วินเทจไปอีก

เจดีย์ Sazaedo สร้างด้วยไม้จริงหมดทั้งหลังนะครับ และถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1796 มีอายุกว่า 200 ปี จนกระทั่งเมื่อปีค.ศ. 1995ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกแห่งชาติทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ตัวเจดีย์มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สวยงามและแปลกตา โดยมีลักษณะเวียนกันเป็นบันไดวน 

ด้วยภูมิปัญญาของชาวญี่ปุ่นโบราณที่สร้างทางขึ้นและทางลงคนละทาง ทำให้สามารถเดินขึ้นไปถึงด้านบนสุด และเดินลงมาด้านล่างโดยไม่ต้องย้อนกลับมาทางเดิม ค่าเข้าชมตัวเจดีย์ด้านในเพียงแค่ 400 เยนครับ 

เสียค่าเรียบร้อย ก็เข้าไปกันเลยดีกว่า

ด้านในคือวินเทจมากกก ไม้ทั้งนั้น แล้วจะมีตัวอักษรแปะเตมไปหมด เดินไปด้านบน แล้วบนลงมาอีกทาง ถือว่าครบรอบ จบ กลับได้

ที่บอกไปครับ บันไดขึ้นและลงคนละทางงง … มาทางไหน ห้ามกลับไปทางนั้นน ><

ด้านบนนี้ รอบๆ ตัวเจดีย์ยังเป็นจุดชมวิวเมืองงสวยๆ ได้อีกด้วยย และนั่นทำให้ผมรู้ว่าาา …. ” นี่กรูลากขาเดินมาไกลขนาดนี้เลยหรอเนี่ยย ” !!

จบแล้วว! 555 

ขอบคุณที่รับชมครับ ไปไหนต่อ ไว้จะมารีวิวให้ฟังงง