ลุยเดี่ยวเที่ยวอียิปต์ 11 วัน กับรีวิวเวอร์ชั่นเต็ม ข้อมูลครบ ตามรอยได้ มีเรื่องราว กับภาพสวยๆกว่า 150 ใบ และคลิปบันทึกการเดินทาง 4 ตอน หากคุณสนใจประเทศนี้ รีวิวนี้คุณจะไม่อ่าน ไม่ดู ไม่ได้!

อียิปต์เป็นประเทศที่มีความคลาสสิก วินเทจ และมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอยู่มากมาย ไปเถอะ แล้วมันจะดีต่อใจ ส่วนจะไปยังไง ที่ไหนน่าไป มีอะไรน่าสนใจ ขอส่งหน้าที่ให้รีวิวนี้ทำหน้าที่บรรยายไปจนถึงภาพสุดท้ายครับ! จัดเต็มทั้ง ปีรามิด Giza – กรุง Cairo – ไปนอนทะเลทราย ดูทะเลดาว -เมือง Alexandria – เมือง Aswan – แม่น้ำไนล์ – เมือง Luxor – Abu simbel – Saqqara – Memphis 

=================================

Fanpagehttps://www.facebook.com/scratchdaworld/

Youtube Travel Channel ( เที่ยวรอบโลก )https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ?sub_confirmation=1

Instagram : scratch.da.world

หรือคลิกลิ้ง >> https://www.instagram.com/scratch.da.world/

=================================

 

===========================================

และพลาดไม่ได้กับ Vlog บันทึกการเดินทางเที่ยวอียิปต์ทั้งหมด 4 ตอนจาก Youtube 

กด Subscribe ไปรอทริปอื่นๆ ได้ที่ >> https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ?sub_confirmation=1

ตอนที่ 1 : มหาปิรามิดแห่งกีซ่า และปีรามิดแห่งแรกของโลก
>> https://www.youtube.com/watch?v=_PqKkNMoc3I&t=16s

ตอนที่ 2 : นอนกลางทะเลทราย แล้วไปดูทะเลดาว!
>>https://www.youtube.com/watch?v=JDdqK9v0npE&t=349s

ตอนที่ 3 : นั่งรถไฟไปเที่ยวเมือง Aswan
>>https://www.youtube.com/watch?v=n8FVG0tYyQY

ตอนที่ 4 : ลุยเมือง Luxor ขึ้นบอลลูน ชมสุสานมรดกโลก
>>https://www.youtube.com/watch?v=75oZSmf5Syw&t=34s 

 

โดยในส่วนของอียิปต์นั้น … 

ที่มาประเทศ และประวัติคร่าวๆ 

สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (Arab Republic of Egypt) หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า อียิปต์ (Egypt) อียิปต์เป็นประเทศที่มีแผ่นดินเชื่อมต่อระหว่างทวีปแอฟริกาและทวีปเอเชีย

หลังจากได้มีการขุดและเปิดใช้คลองสุเอซ เมื่อปี พ.ศ. 2412 (ค.ศ. 1869) เส้นทางผ่านคลองสุเอซของอียิปต์ได้กลายเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญแห่งหนึ่งของโล

โดยประเทศอียิปต์มีพื้นที่ประมาณ 1,020,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งรวมถึงคาบสมุทรซีนาย ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศตั้งอยู่ในแอฟริกาเหนือครับ

และพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศก็เป็นส่วนของทะเลทรายซาฮารานั่นเอง ประเทศอียิปต์มีชื่อเสียงในด้านอารยธรรมโบราณ รวมถึงอนุสาวรีย์โบราณที่อลังการที่สุดในโลก

เช่น พีระมิด มหาวิหารคาร์นัค และหุบเขากษัตริย์ (Valley of the Kings) ซึ่งผมก็ได้ไปมาเช่นกัน ปัจจุบันนี้ อียิปต์ถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมของโลกอาหรับอีกด้วย 

พรมแดนของอียิปต์จะประมาณนี้ครับ 

ทิศเหนือ : ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและประเทศอิสราเอล
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ : ติดกับติดทะเลแดงและประเทศอิสราเอล 
ทิศตะวันออก : ติดกับทะเลแดง
ทิศใต้ : ติดกับประเทศซูดาน 
ทิศตะวันตก : ติดกับประเทศลิเบีย 

เศรษฐกิจของประเทศ 

อียิปต์ปัจจุบันใช้นโยบายเศรษฐกิจการตลาดให้มีการค้าเสรี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รายได้หลักของอียิปต์มาจากการผลิตน้ำมัน จากการท่องเที่ยว

และจากค่าผ่านคลองสุเอซ รวมทั้งจากแรงงานอียิปต์ในต่างประเทศ ประมาณ 5 ล้านคน ส่วนใหญ่ทำงานในตะวันออกกลางในประเทศซาอุดีอาระเบียละในประเทศลิเบีย

ศาสนา 
ในอดีตชาวอียิปต์นับถือเทพเจ้าและมีกษัตริย์ที่เรียกว่า ฟาโรห์ และในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย พระเจ้าอโศกได้ส่งทูตมาเจรจาสัมพันธไมตรีกับอียิปต์

และให้เผยแพร่พระพุทธศาสนาในเขตเมืองอเล็กซานเดรีย แต่ในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ 94% นับถือศาสนาอิสลาม นิกายสุหนี่ อีก 6% นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคอปติก

ภาษา
ภาษาอาหรับและมาสรี (ประจำชาติ) ส่วนคนท้องถิ่นที่ทำงานด้านการท่องเที่ยวก็พอสื่อสารได้บ้าง โดยเฉพาะวิชาต่อรอง จัดว่าไม่รธรรมดาทีเดียว 

วีซ่า 
การจะเข้าประเทศอียิปต์นั้นคุณไปเดินเข้าส่งๆไม่ได้ ต้องขอวีซ่าก่อนครับ แต่วีซ่าก็ไม่ได้ขอยากอะไร ถึงเอกสารจะวุ่นวายคล้ายๆ เชงเก้น แต่ถ้าครบก็จบ 

เข้าไปดูวีธีการขอวีซ่าได้ที่พี่คนนี้เค้ารีวิวได้ละเอียดยิบได้ที่นี่คับ >> https://pantip.com/topic/36251493

เงินตรา 
สกุลเงินอียิปต์เรียกว่าปอนด์อียิปต์ หรือ Egyptian Pound (EGP.) มีอัตราแลกเปลี่ยน 1 USD. เท่ากับ 18 EGP. หรือประมาณ 1.9 บาท ต่อ 1 EGP. ควรแลกเป็นเงิน USD.

แล้วค่อยไปแลกเป็นเงินอียิปต์ที่สนามบินครับ ควรแลกไปให้ เพราะตู้ ATM หลายๆ ตู้จะไม่รับบัตรบ้านเรา ผมเจอเคสสี่ตู้มาแล้ว กว่าจะได้ 

ฤดูกาล 

แบ่งเป็น 4 ฤดู
ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) อุณหภูมิ 15-32 °C
ฤดูร้อน (มิถุนายน -สิงหาคม) อุณหภูมิ 21-43 °C
ฤดูใบไม่ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) อุณหภูมิ 19-34 °C
ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อุณหภูมิ 8-20 °C (ฤดูนี้อากาศเหมาะกับการเที่ยวมาก แต่จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมากที่สุด)

เวลา
เดือนตุลาคม-เมษายน เวลาในประเทศอียิปต์ช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง (+3 เวลากรีนิช)
เดือนพฤษภาคม-กันยายน เวลาในประเทศอียิปต์ช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง (+2 เวลากรีนิช)

ระบบไฟฟ้า
อียิปต์ใช้กระแสไฟฟ้าแบบ 220 V เหมือนบ้านเรา ปลั๊กเป็นแบบหัวกลม 2 ขา 

อินเตอร์เนท 

วิธีที่สะดวกที่สุดคืออ local sim ครับ ราครไม่แพงเลย 4-5 บาท ใช้ได้ 7 วัน แต่ความเร็วไม่เยอะ แนะนำว่าใครขา social จัดไป 1000 นึงเลย มีให้เลือกหลายแบบ หาซื้อได้หลักๆ ก็มที่สนามบินครับ 

ที่พัก 

ที่พักอียิปมีตั้งแต่ 1-5 ดาวว hostel มีบ้างงง ประเทศนี้ต้องบอกว่า ถ้าไหว แนะนำพักสามดาวขึ้นไป เพื่อความสะดวกกายสบายใจครับ ส่วนทำเล

อันนี้แล้วแต่ความชอบนะครับ อย่าง Cairo ผมเน้นในเมือง แหล่งชุมชน เดินเล่นได้ การคมนาคมถึง , ถ้าไปแถบ Aswan , Luxor
ก็ติดแม่น้ำไนล์เข้าไว้ ไปทั้งที ต้องให้ถึง , เมือง Alexandria ก็ติดทะเล แถวๆ ป้อมปราการ .. เพราะยังไงก็ตามสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศนี้คุณต้องหารถเช่าเหมาเที่ยวอยุ่แล้ว

มันเดินเท้าถึงกันได้ไม่ทั้งหมด การคมนาคมอื่นๆ ก้ยังไม่สะดวกสบายนัก

อาหารการกิน 

อาหารชาตินี้กินง่ายๆ กว่าประเทศอาหรับอื่นๆ ที่ผมเคยลองนะ มีความเป็น western ในหลายๆ เมนู แต่ออกตัวก่อนว่า เป็นคนไม่ทานเครื่องเทศเท่าไหร่นัก

เลยไม่ได้ลองแนวนี้ครับ แนะนำว่ากินไม่ยาก ที่ยากคือหาของหนักทานตอนเช้าๆ นี่แหละ เพราะประเทศอาหรับ ร้านอาหารหนักๆ เค้าจะเปิดกัน 11 โมงเป็นต้นไป แต่ปิดดึก ตอนเช้าก้อเป็นพวก cafe ท่านง่ายๆ 

การเดินทางง / วิทีไหนสะดวกสุด 

อย่างที่บอกครับ ว่าประเทศอียิปต์ สถานที่ท่องเที่ยวนั้นไม่ได้อยู่ใกล้กันเลย ทั้งเมือง ทั้งจุดต่างๆ ภายในเมือง ดังนั้นผมขอแบ่งการเที่ยวประเทศนี้ออกเป็น 3 รูปแบบ

1.ลุยแบกเป้เที่ยวเอง ( ซึ่งผมใช้วิธีนี้ ) 

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ววิธีนี้ก็ต้องไปหารถเหมาเที่ยวในแต่ละจุด ต้องเจรจาต่อรอง สู้รบปรบมือกับบรรดาโลค่อลที่พร้อมจะโขกราคาทุกเมื่ออตลอดเวลา

ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบครับ แต่ปวดหัวไม่ใช่เล่น 555 เรียกว่าวิธีนี้เน้นเอามันส์ และต้องรับความเสี่ยงหลายอย่าง 

จะมีบางจุดซึ่งต้องนั่งรถไฟ เช่นจาก Cairo ไป Luxor , Aswan หรือ Alexandria โดยสามารถจองรถไฟได้จากเวบ https://enr.gov.eg/ นี้ครับ 

สำหรับทัวร์ทะเลทรายขาวที่ผมใช้ .. คือ White desert tour ครับ โอเคทีเดียว >> http://www.whitedeserttours.com/ เจ้านี้ ถ้าถามว่ามันสวยปังมั้ย

คงต้องบอกว่าไม่ขนาดนั้น แต่ถามส่าสนุกและแปลกตามั้ย นี่แหละใช่เลยครับ! สรุปไปเอาฟีลและความแปลกกกนั่นเอง 

ส่วน Hot air Balloon ที่ Luxor มีหลายเจ้า ผมใช้เจ้าที่ดังที่สุดเจ้านึงคือ >> http://www.sindbadballoons.com/ โอเครเช่นกันครับ ทั้งบริการ ความตรงเวลา และความปลอดภัย 

สำหรับการเที่ยวในเมือง ผมใช้วิธีหารถแทกซี่เหมา point to point ไปครับ โดยให้โรงแรมติดต่อให้ชัวร์ที่สุด แนะนำวิธีนี้ 

แล้วก็สำหรับ Abu simbel แนะนำว่าติดต่อโรงแรมให้จองรถตู้ไว้ให้ล่วงหน้าเลยครับ ซึ่งต้องไปจาก Aswan เท่านั้น ส่วนมากรถตู้จะออกตอนตี 4 แล้วไปถึงราวๆ 8 โมงเช้า

เที่ยวถึงไม่เกิน 10:30 หรือ 11 โมง แล้วก็จะกลับมาส่งเราที่เดิม 

แนะนำเพิ่มเติม >> นอนบนเรือสำราญแม่น้ำไนล์สัก 3-4 วัน , มาหลายคนจะสนุกและประหยัดมากขึ้น

*** เหมาะกับสายลุย เน้นเที่ยวให้ถึง อิสระ และได้อารมณ์ แต่ทำใจว่าลำบากที่สุดในสามแบบนี้

2. จอง Local tour จากไทยไปล่วงหน้า 

วิธีนี้ก็ง่าย และชัวร์ดี ไม่ต้องไปกลัวโดนโกง ไม่เสียเวลาต่อราคา โดยเราจองโรงแรมเอง แล้วหาทัวร์จากเนทไปตามจุดต่างๆ อารมณ์ private ทัวร์

มารับมาส่งโรงแรม จะรวมอาหารหรือไม่ก็ลอง cuztomize กันดู 

3. ซื้อทัวร์จากไทย 

อันนี้ง่ายและชัวร์ที่สุด กินดี อยู่ดี แน่นอน เพราะขึ้นชื่อว่าทัวร์ แต่ก็ตัดอารมณ์เข้าถึงคนพื้นที่ออกไป แต่ได้เที่ยวเต็มๆ เหมือนกัน มีคนอธิบายสถานที่ต่างๆ 

ลองพิจารณากันตามสไตล์นะครั

 

เส้นทางและแพลนที่ผมใช้ ลองเอาไปปรับดูได้ครับ แล้วแต่สไตล์ว่าอยากไปที่ไหนกันบ้าง

ผมใช้เวลาที่นี่นานเหมือนกัน เพราะไปหลายจุดครับ ลำพังไปนอนทะเลทรายก็ใช้เวลาไปสองวันเต็มๆ แล้ว แพลนคร่าวๆ คือ 

Day 1 : ออกเดินทางทางจากไทย ไปยังไงก็ได้ ( แต่ห้ามว่ายน้ำไป ) ให้ถึงกรุง Cairo และควรถึงในช่วงกลางวันเพื่อความสะดวก 

Day 2 : ถึง Cairo ประมาณบ่ายๆ แล้วผมนั่งรถยาวไปเมือง Alexandria ทางตอนเหนือเลย วันนี้เดินทาง ยังไม่ได้เที่ยว 

Day 3 : เที่ยวใน Alexandria ถึงบ่ายแก่ๆ โดยให้โรงแรมหา Taxi ให้ เที่ยวในเมืองแต่เช้า แล้วก็หารถไปส่งที่เมือง Giza ให้ถึงทันทุ่มครึ่ง

เพราะจะมีโชว์แสงสีเสียงที่ปีรามิด แนะนำโรงแรม Guardian Guest House ครับ ตื่นมาเห้นวิวปีรามิดจากห้องนอนเลย บนดาดฟ้าก็เช่นกัน 

Day 4 : วันนี้เรียกว่า Pyramid day ครับ ครึ่งวันตั้งแต่เช้า ลุยเที่ยว มหาปีรามิดที่ Giza แล้วไปต่อที่เมือง Saqqara และ Memphis ตามลำดับ

ก่อนจะตบลงมานอนที่ Cairo ( ให้ รร หารถเหมาให้เช่นกัน จริงๆ มีรถไฟไปได้เหมือนกันคับ แล้วแต่สไตล์เลย )

Day 5 : ไปนอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายในที่โล่ง กันที่ทะเลทรายขาว อีกหนึ่งความแปลกตาติดอันดับ lonely planet จากอียิปต์ 

Day 6 : ตื่นมากลางทะเลทราย แล้วไปกลับไป Cairo ไปถึงเย็นๆ ฟ้าใกล้มืด ขี้เกียด เลยไปนั่งทำงาน พักผ่อน 555 

Day 7 : วันนี้เที่ยวกรุง Cairo แต่เช้ายันเย็น เหมารถทั้งวัน แล้วให้รถไปส่งที่สถานีรถไฟตอนค่ำๆ เพราะจองรถไฟนอนไปเมือง Aswan 

Day 8 : ถึง Aswan แต่เช้า เข้าโรงแรมก่อน แล้วเหมารถเที่ยวยาวๆ ในเมือง ปิดท้ายด้วยนั่งเรือ เฟลุกกะ ชมแสงสุดท้ายบนลุ่มแม่น้ำไนล์ 

Day 9 : แหกขี้ตา นั่งรถตู้ไป Abu simbel ตั้งแต่ตี 4 นั่นหมายถึงตี 3 ครึ่ง ควรตื่นน ไปเที่ยว ชมวิหาร อันนี้สวยย แนะนำ เสร็จแล้วก็นั่งรถกลับ

หลับยาว มาถึง Aswan ก็ไม่รุ้ไปไหน เที่ยวหมดจุดที่อยากไป ก็เลยนั่งถไป Luxor เลย ( หารถเหมาเช่นเคย >> จะล้มละลายตรงนี้ ) 

Day 10 : เที่ยวใน Luxor ทั้งวันแต่เช้า แหกขี้ตามาขึ้นบอลลูนอีกวัน ร่างเริ่มพังแบบรู้ตัว 55 

Day 11 : จบทริป … แยกย้ายยยย 

 

ข้อควรรู้ก่อนไป / tips 

– ถ้าเป็นผู้หญิงควรแต่งตัวมิดชิดดด และไม่ควรไปที่เปลี่ยวๆ ในตอนกลางคืน 

– ไม่จำเป็นต้องไปทุกที่ อันไหนคิดว่าไม่มีอะไร ไม่ชอบก็ตัดไปเลย หรืออันไหนที่คิดว่าเยอะแล้ว ก็เลือกไปเฉพาะที่พีคและน่าสนใจ

( เช่นวิหาร ซึ่งมีเยอะมากก ดังนั้นการไปเยอะเกินไป จะทำให้เราไม่ตื่นเต้นในวิหารหลังๆ ครับ ) เลือกเอาจุดน่าสนใจ

ถ้าให้ผมเลือกให้คือ Valley of the king , วิหารของ ฮัพเชพซุท , วิหาร Kanak , วิหาร Philae , วิหาร Abu simbel 

– อียิปต์ปลอดภัยกว่าที่นะครับ ถ้าคุณไม่ได้ไปตามตรอกซอกหลืบ เพราะตามจุดเที่ยวต่างๆ มี จนท ทหาร ตำรวจ อยู่เป็นระยะเลย 

– ก่อนไปคุณต้องศึกษาความเป้นมาของแต่ละที่ให้ดีครับ ไม่งั้นอาจจะเข้าไม่ถึงได้ เพราะส่วนนึงของความสำคัญในการเที่ยวประเทศนี้คือประวัติศาสตร์

ส่วนตัวผมทำการบ้านไปนิดหน่อย พอโอเค มีความอินในหลายๆ จุด 
ถ้าเป้นไปได้ .. local guide ก็มีความสำคัญนะ 
ถ้าไปเอง ทุกๆ ข้อเสนอ ต้องต่อรองให้ถึงที่สุด ผมโดนมาหลายดอกเหมือนกัน 555 

– ใน Cairo มี Uber นะ อันนี้ราคาถูกกว่าแทกซี่ปรกติแน่นอน และชัวร์กว่า 

– ถามและเชคราคาให้ดี แม้แต่ในร้านขายของชำครับ เพราะน้ำอัดลมหนึ่งที่ อาจจะราคาสุงกว่าอีกที่ แบบสองเท่าตัว 

– Tap water ที่นี่ดื่มไม่ได้นาจา ซื้อน้ำดื่มติดไว้ด้วยย

– Cairo รถติดดมากกก โดยเฉพาะ primetime ใครจะไปไหน เผื่อเวลาตรงนี้ครับ อีกเรื่องคือการข้ามถนน … คือต้องมั่นใจมากกก เพราะรถที่วิ่งไปมา

จะไม่หยุด ถ้าเราหยุด .. ดังนั้นเราต้องเดินต่อไปคับ วิธีง่ายที่สุดคือหาคนท้องถิ่นนำ แล้วข้ามตาม จอบอ

– ประชากรส่วนมากในประเทศนี้จะอาศัยกันอยู่ในเมืองใหญ่ๆ อย่าง Cairo และ Alexandria แล้วก็ตามลุ่มแม่น้ำไนล์

– ข้อมูลสำคัญที่สุด ที่ควรรู้ก่อนไปคือ “ ฟาโรห์ , ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย , ความสำคัญของลุ่มแม่น้ำไนล์ , มัมมี่คืออะไร , ความเป็นมาของปีรามิด และวิหารสำคัญต่างๆ “ 

– รู้ยัง .. แม่น้ำไนล์คือแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก 

– ติดอาหารบ้านเราไปด้วยยก็ดี กันเหนียววว 

– ไม่มี 7-11 ในอียิปต์ 

– กระดาษปาปิรุด คนขายบอกว่าของแท้ทุกร้าน แต่ราคาไม่เท่ากันสักร้านน สรุปคือตาดีได้ ตาร้ายเสีย แล้วถ้าตาร้าย ต่อราคาไม่ได้ด้วยนี่ เสียสองต่อเลย 

– ของที่ระลึกก souvinir มีขายเยอะมาก ราคาไม่ต่างกัน เจอถูกใจ ก็ซื้อเลย นิดๆ หน่อย ช่วยๆ คนท้องถิ่น

– ทิป … อันนี้ใครบริการดี ก็อย่าลืมตอบแทน เค้าจะได้มีเงินเหลือไปจุนเจือครอบครัวครับ คนที่นี่ค่อนข้งยากจน ถ้าเราไหว ก็ช่วยๆ กันไป ใครกวนประสาทก็ไม่ต้องให้นะ 555 

จริงๆ มีอีกเยอะ แต่ถ้าบอกหมด คุณก็คงไม่สนุกก ไปเจอเองดีกว่าครับ 

และแล้วการเดินทางอันเหว่ว้า โดดเดี่ยว สู่ดินแดนไอยคุปต์ท่ามกลางทะเลทรายและลุ่มแม่น้ำไนล์ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น .. 

นี่คือครั้งแรกของผมกับอียิปต์ กับภารกิจ 11 วันในการพาตัวเองไปยังจุดที่อยากจะไปให้เต็มที่ที่สุด ผมออกเดินทางโดยสายการบิน Etihad โดยไปชะโงกเปลี่ยนเครื่องที่อาบูดาบี ก่อนจะถึงกรุง Cairo ในวันถัดมา คือ นั่นคือวันที่สองของการเดินทาง มาถึงก็ไม่บ่นอะไรมาก แลกเงินในสนามบิน

ด้านหน้าจะมีเคาน์เตอร์รถแทกซี่อยู่ ก็เลยจัด ลากยาวไปจนถึงเมือง Alexandria เลย โดนฟันไป 700 ปอนด์อียิปต์ ถ้าใครไม่รีบ นั่งรถไฟถูกกว่า แต่ช้ากว่ามากก 

ไปถึงเมือง Alexandria ก็เข้าที่พัก สลบครับ วันที่สองจบลงตรงบนที่นอน แล้วก็ได้เวลาของภาพนี้เสียที! 

นี่คือเช้าวันที่สาม จากระเบียงห้องพักนามว่า Semiramis Hotel คือห้องกากๆ หน่อย แต่วิวกินขาดนะจะบอกให้ เพราะติดทะเลเลย ภาพที่เห็นคือ Fort Qaitbay ป้อมปราการหลักประจำเมือง เดี๋ยวจะไปชมกัน

และเมื่อเดินลงมา ก็มายืนถ่ายรูปโง่ๆ อยู่ริมฝั่งพอดี … โดยจากภาพนี้ การจัดท่าไม่ดี และไม่เชคผลงานหลังตั้งกล้องถ่ายตัวเอง มันก็จะออกมาประมาณนี้แหละ 55 

ขอเล่าถึงเมือง Alexandria คร่าวๆ นะ 

เมือง Alexandria เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองของประเทศ และเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวสำคัญทางตอนบนของอียิปต์ อยู่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ซึ่งได้ผ่านมาหลายมือ ในอดีตเคยปกครองโดยชาวเมืองอียิปต์ดั้งเดิม แล้วก็ตกเป็นของกรีก โรมัน จนมาถึงการเข้ามาของศาสนาอิสลามจากอาณาจักรออโตมัน เมืองนี้เลยมีศิลปะของทางกรีก โรมัน ตุรกี ปนๆ กันไป โดยเมืองนี้เดิมทีเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง มีผู้อยู่อาศัยมากว่า 1200 ปี ก่อนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนียจะมารู้จักในปี 332 ก่อนคริสตกาลครับ และพระองค์ทรงชอบเมืองนี้มาก ก็เลยตั้งชื่อให้คล้องกับตัวเองซะอย่างนั้น

จากนั้นไม่รอช้า มองหาแทกซี่ทันที จนไปสบตากับคนขับคนนึง เลยลองโบกดู พี่แกก็จอดรับ พร้อมกับชายแปลกหน้า ที่นั่งอยู่ข้างหน้าอีกหนึ่งคน

สรุปคือแทกซี่ในเมืองที่นี่บางคันจะเป้นระบบแชร์นะ คือแค่บอกว่าจไปที่ไหน เดี๋ยวเค้าจะบริหารจัดลำดับเอง ราคาก็เช่นกัน คุยไม่รู้เรื่องครับ เพราะพี่แกพูดอังกิดไม่ได้

มาส่งถูกที่ .. แต่ไค่อยถูกเวลานัก เพราะฝนตกกกจ้าาาาา! ตรงนี้คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดในเมือง นั่นคือป้อม Fort Qaitbay

ป้อม Qaitbay แห่งนี้ ในอดีตเป็นที่ตั้งของประภาคารฟาโรส อีกหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ แต่ต่อมาได้พังทลายลง เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวในยุคสุลต่าน Qaitbey จากนั้นท่านจึงได้มีการสร้างป้อมปราการแห่งนี้ขึ้นใหม่  โดยนำชิ้นส่วนของประภาคารในสมัยฟาโรสมาเป็นองค์ประกอบของป้อม เรียกว่ารู้คุณค่าของสิ่งรอบตัวจริงๆ … 

ตรงนี้คือบริเวณด้านในตัวอาคารหลักภายในป้อม เดินเล่นได้ มีสองชั้น ถามว่ามีอะไรมั้ย ก็จะประมาณในรูปนี้แหละ

ที่พีคคือด้านนอก และวิวรอบๆ ของป้อมปราการตะหาก ที่มีความสวยงามและชิลลสุดในเมืองละ ลมทะเลพัดเบาๆ  กลิ่นของทะเลก็เข้ามากระแทกจมูก ตามองไปก็เจอป้อมโบราณล้อมรอบ ได้ฟีลดี

ตรงนั้นคือตัวอาคารหลักกกที่ผมเข้าไปตะกี้ .. นี่มาเดินอยู่บนสันกำแพงครับ ไม่ควรพลดดด สวยมากกก

รอบๆ ป้อมจะมีพื้นที่ติดทะเล ที่คนท้องถิ่นจะมานั่งพัก เม้ามอยกันไป มาเดินเล่นแถบนี้ก็ได้ดูชีวิตของคนพื้นที่ไปด้วยในตัว

แล้วก็เดินต่อไปยัง Abou el abbas el morsy mosque อีกหนึ่งมัสยิดสายท่องเที่ยวประจำเมือง

โชคดีที่ฝนเพิ่งตก ก็เลยได้ภาพ reflection สวยๆ มาเป็นของฝาก ส่วนด้านในเค้าไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าครับ

ถานที่ต่อไป จะพาไปดูสาวบ้าง #พิมผิดชีวิตเปลี่ยน… 

เอาใหม่ๆ ผมจะไปดู”เสา”ครับ! 

อาจจะฟังดูแปลกๆ ทำไมต้องไปดูเสา .. สาเหตุก้คือ เสาที่นี่มันมีเรื่องราวของมัน 

ตรงนี้คือจุดที่เรียกว่า เสาปอมเปย์ (Pompey’s Pillar) เสาที่แสดงถึงการฉลองชัยชนะของชาวโรมัน เป็นอนุสาวรีย์โบราณในสมัยที่โรมันปกครองอียิปต์ เป็นเสาแกรนิต สูง 27 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นเสาหินที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างขึ้นมาอีกด้วย

โดยจากประวัติการสร้างนั้น ปอมเปย์ในที่นี้ไม่ใช่เมืองปอมเปย์นะครับ แต่เป็นชื่อเพื่อนสนิทของ จูเลียส ซีซ่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่แห่งโรมัน  ซึ่งภายหลังทั้งสองได้กลายเป็นศัตรูกัน ส่วนนึงก็เพราะพระนางคลีโอพัตรา ซึ่งปอมเปย์ได้หลบหนีมายังเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ และได้ถูกชาวอิยิปต์ฆ่าเสียชีวิต

ไหนๆ ก็ย้อนเวลาไปหาโรมันกันแล้ว ก็ขอแนะนำอีกสถานที่ ที่เกี่ยวกับยุคโรมันเช่นกัน ใครชอบประวัติศาสตร์

คงคุ้นตากับอะไรแบบนี้เป็นอย่างดี บางที ไม่ต้องบอก คุณก็อาจจะเดาได้ว่ามันคือ … โรงละครโรมันโบราณ (Roman Theatre) อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งของเมืองโดยโรงละครแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 2 ประกอบไปด้วยอัฒจันทร์โรมัน จำนวน 13 ชั้น โดยโรงละครถูกสร้างขึ้นเป็นรูปครึ่งวงกลมทำจากหินอ่อนสีขาวและสีเทา

อีกมุมในโรงละครโรมัน

และอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของเมือง Alexandria ที่เรียกว่ามาถึงแล้วต้องมาให้ถึง! เพราะถ้าไม่ถึง เค้าจะหาว่ามาไม่ถึงง >< 

Bibliotheca Alexandrina … อาคารรูปทรงแปลกตาที่ตั้งอยู่ริมฝั่ง มีคำว่า “ ที่สุดในโลก “ ค้ำคออยู่ เพราะ ..

Bibliotheca Alexandrina คือห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก! 

ย้ำนะครับ ใหญ่ที่สุดในโลก! ซึ่งเป็นที่รวบรวมหนังสือทุกภาษาตั้งแต่เขมรคะเมียงมอง ยันละตินเมกา โดยปัจจุบันนี้ คาดว่ามีหนังสือราวๆ 8 ล้านเล่มเอ๊งง …

เมื่อสองพันปีก่อน บริเวณห้องสมุดแห่งนี้เคยเป็น ศูนย์รวมของนักคิดนักเขียนแห่งโลกโบราณ เป็นที่สะสมผลงานสำคัญๆของนักปราชญ์กรีก …แต่แล้ววันนึงก็ถูกเผาโดยจูเลีต ซีซ่าแห่งโรมันเจ้าก่า เมื่อครั้งเข้ายึดเมืองในยุคของพระนางคลีโอพัตราครับ ปัจจุบบันนี้ก็ถูกสร้างใหม่ ให้ทันสมัยยิ่งใหญ่อย่างที่เห้น และเพิ่งจะเปิดให้บริการเมื่อปี 254 หรือประมาณ 15 ปีที่แล้ว

ส่วนนึงของหนังสืออออ ..

เหลือบไปดูนาฬิกา รู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ ถ้าช้า เด่วจะไม่ได้การละ เพราะต้องรีบบึ่งไปเมือง Giza ก็เลยข้ามหนึ่งในสถานที่สำคัญไป

นั่นคือ Catacomb ครับ ซึ่งเป็นหลุมฝังศพชาวโรมันในอดีต แต่ที่ไม่เข้าเพราะด้านในถ่ายรูปไม่ได้ แล้วก็เคยเข้าอะไรประมาณนี้มาแล้วที่ Malta ซึ่งไม่ค่อยอิน ฮ่าๆ เลยตัดภาพมาที่นี่เลยละกัน

สะพาน Stanley bridge ซึ่งมีความสำคัญคือ มันเป้นสะพานแห่งแรกของอียิปที่สร้างอยู่บนทะเลครับ ความยาวก็ราวๆ 400 เมตร …

นอกจากสะพานแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมชอบก็คือบรรยากาศบริเวณนี้แหละ มันชิลมากกก เดินบนสะพาน ข้ามสะพานหนึ่งรอบ แล้วค่อยไปต่อกัน

ขอลาเมือง Alexandria ไปด้วยภาพนี้ … 

จากนั้นผมก็นั่งรถยาวอีกครั้ง เพื่อไปยังเมือง Giza ซึ่งเป็นเมืองอันเป็นที่ตั้งของมหาปีรามิด สิ่งมหัศจรรย์ของโลก หนึ่งในความพีคที่สุดของทริปและเป็นเหตุผลหลักที่ผมตัดสินใจมาเยือนประเทศอียิปต์ … ไปกันเลยยยย

โชคดีมาถึงทันเวลา ถึงจะไม่ทันฟ้าสว่าง แต่ก็ทันแสงสีเสียงจากจากโชว์ Sound and Light Show ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องแบบคร่าวๆ

ตั้งแต่ฟาโรห์องค์แรกที่รวบรวมประเทศก่อตั้งเป็นอียิปต์โบราณ จนไปถึงยุคการสร้างปิรามิด ตลอดจนถึงประวัติศาสตร์สำคัญๆ ในบางช่วง จนมาถึงการสิ้นสุดอารยธรรมอียิปต์ยุคโบราณในสมัยพระนางคลีโอพัตราที่ 7   ปกติเราต้องซื้อตั๋วเข้าไปชมใกล้ๆ นะครับ แต่ภาพนี้ผมแค่เดินขึ้นไปดาดฟ้าโรงแรม Guadian guesthouse ก็ได้เห็น … 

ถามว่าดูรู้เรื่องมั้ย .. ตอบเลยว่าม่ายย เพราะไกลครับ แต่ชอบบตรงที่ มีแสงไฟฉายไปมาบน pyramid นี่แหละ แค่นี้ก็ฟินแล้ว เดี๋ยวเจอกันพรุ่งนี้!

สวัสดีตอนเช้า … ตื่นมาก็แค่เห็นภาพนี้ ><

ใช่แล้วครับ นี่คือหนึ่งในปิรามิดแห่ง Giza และเจ้า Spinx รุ่นออริจินัลของแท้และดั้งเดิม แต่ดั้งพี่เค้าไม่มีนะ เพราะอะไร เดี๋ยวเข้าไปใกล้ๆ จะเหลาให้ฟัง  ตอนนี้ขอเหลา เอ้ยขอเล่าถึงเมือง Giza กันเป้นพิธีหน่อย 

เมือง Giza ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพีระมิด ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำไนล์ ภาพพีระมิด 3 พีระมิดแห่งกีซากับสฟิงซ์ที่หมอบเฝ้าหลุมฝังศพของฟาโรห์มานับพันปีถือเป็นภาพสัญลักษณ์ของประเทศอียิปต์มานาน
 
ปัจจุบันเมืองนี้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเมืองหลวงอย่าง Cairo ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลกันมากนัก เอาล่ะ เดี๋ยวไปดูบรรยากาศบนดาดฟ้าโรงแรมกัน.. 

โอ้โหววววว ….ฟินนแค่ไหนคงไม่ต้องบอกกก

นั่นคือภาพปิรามิดแห่ง Giza ทั้งสามก้อน ตั้งแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งกันอย่างลงตัววว เรียกว่าสุดครับ

อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป นั่งอยู่สักพัก อัดคลิปสักหน่อย แล้วก็ค่อยๆ เดินลงไปด้านล่าง มุ่งหน้าสู่ทางเข้าปีรามิด .. ความเพลียหนึ่งอย่างของสถานที่เที่ยวในประเทศนี้คือ คุณต้องแสกนกระเป๋าทุกรอบ บางที่ก็สองรอบ หากใครพรอพเยอะ อุปกรณ์หลายสิ่งเช่นผม ก็จะโดนให้เปิดล้วงลึก สอบถามกันตลอด 55 แต่ก็เข้าใจได้ครับ เป็นเรื่องความปลอดภัย 

จ่ายเงินค่าเข้า แล้วเดินเข้ามาเรื่อยๆ ระหว่างทางจะเจอคนมาเสนอให้ขี่ม้า ขี่อูฐกันเป็นระยะ แนะนำว่าช่วงแรกอย่าเพิ่งนะ  เดินเก็บบรรยากาศไปก่อนน แล้วค่อยไปขี่ตอนถ่ายรูปใกล้ๆ ปีรามิดก้อได้ 

ลอดช่องสักภาพ!

ก่อนจะถึงปิรามิด เราจะได้พบปะทักทายเซย์ไฮกับ Spinx 

Spinx เป็นรูปสลักหินที่ใครๆ ก็รู้จัก มีอยู่หลายที่นะ แต่ตัวนี้คืออริจินอล ตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยาว 73 เมตร สูงถึง 20 เมตร ซึ่งใหญ่จริงๆ มีลำตัวเป็นสิ่งโต และมีหน้าเปนรูปคน หน้าที่หลักของมันก้คือยามเฝ้าวิหารและหลุมฝังศพของกษัตริย์ ซึ่งก็คือเจ้าปีรามิดด้านหลังงนั่นเอง 

และลองสังเกตุที่จมูกของสฟิงครับ จะเห็นว่ามันแหว่งไป ไม่ได้ดั้งหักหรออะไรนะ บางคนก็บอกว่าโดนคนมือบอนทำลายไปตั้งแต่สมัยยุคกลางบางคนก็ว่าเกิดจากนโปเลียนซ้อมยิงปืนโดยใช้จมูกสฟิงซ์เป็นเป้าในการซ้อม ก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนเท็จ

ผมงสัยเรื่องเดียวว่าถ้าเป็นอย่างหลัง ทำไมต้องเป็นจมูกด้วย หมดหล่อเลยยย … เห้นแล้วพาลให้นึกถึงลูกพี่ใหญ่แห่งแก๊งสามช่า

เดินอยู่ดีๆ ก็โดนหลอกล่อขึ้นหลังอูฐจนได้ เรียกว่าโดนทริคกี้เล็กๆ เนื่องจากตอนแรกก็ดีลราคาจบโอเค สักพักน้องคนจูงอูฐ แกก็บอกว่าถ้าจะถ่ายรูปต้องมีตากล้องอีกคน!

เอ้าเห้ย แบบนี้ก็ได้หรอ ตอนแรกไม่บอกให้หมดฟะ แต่ทำไรไม่ได้แล้วครับ กล้องอยู่ข้างล่าง สถานการณ์บังคับ เอาว้า โดนฟันก้อได้ ถ่ายรูปสวยๆ ก้อยอม

ขี่มาจนถึงปีรามิดจุดแรก … ด้านหลังผมคือปิรามิดของฟาโรห์ Kafre ที่สูงรองลงมาจาก

มหาปิรามิดของฟาโรห์ Khufu ที่ความสูง 136.4 เมตร ซึ่งฟาโร Kafre ก็คือลูกชายของฟาโร Khufu นั่นเอง

หากสังเกตุดีๆ ที่บนยอดของปิรามิดนี้ จะยังมีเค้าโครงเดิมหลงเหลืออยู่ครับ ซึ่งเป็นชั้นหินปูนขัดมัน

เด็กน้อยยย กับอูฐยักษ์

และนี่คือมหาปีรามิดแห่งกีซ่า

ปีรามิด Khufu …. ซึ่งเป็นปีรามิดที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในหมู่ปิรามิดแห่ง Giza ใหญ่ริงๆ ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าคนโบราณเมื่อ 4600 กว่าปีก่อนจะสร้างอะไรแบบนีได้

และปิรามิดแห่งเนี้ย ได้ใช้เวลาการสร้างไปประมาณ 30 ปี โดยสาเหตุทีสร้างปิรามิดเหล่านี้ก็เพื่อรักษาพระศพของกษัติย์หรือฟาโรห์แต่ละองค์เพื่อรอวันฟื้นคืนชีพกับชีวิตหลังความตาย ตามความเชื่อของชาวอียิปในยุคนั้น ฟาโรไม่ได้เป้นแค่ผู้นำนะครับ แต่เค้าเชื่อว่าฟาโรห์คือพระเจ้าของพวกเค้าเลยทีเดียว

ซึ่งเจ้าปิรามิดแห่งนี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก … จริงๆ ด้านในเข้าได้นะ ซวยแค่ตอนผมไปเค้าปิดดด ><

และดูหินแต่ละก้อนสิครับ ใหญ่มากก … 

ที่คุณเห้นทั้งหมดเนี่ย ใช้หินไปประมาณสองล้านสามแสนก้อน น้ำหนักแต่ละก้อนก็เบาๆ ครับ ประมาณสองตันครึ่ง! ลำเลียงมาทางลุ่มแม่น้ำไนล์คล้ายๆกับการล่องแพ ว่ากันว่ามีการขุดคูคลองมากมายเพื่อการนี้เลยนะ การก่อสร้างก็จะเริ่มจากฐานก่อน แล้วก็ค่อยๆ สร้างขึ้นไปทีละชั้น ด้วยเครื่องทุ่นแรงในสมัยนั้น บางตำราบอกว่าลักษณะการทำงานคล้ายๆปั้นจั่น แต่ทำมาจากไม้ครับ

เดี๋ยวเค้าไม่รู้วว่าเรามาถึงปีรามิดแห่งอียิปแล้วจริงๆ นะเว่ยย

นอกจากระยะใกล้แล้ว .. มันยังมีมุมพาโนราม่าสุดพีคซ่อนอยู่ ซึ่งมุมมนี้คุณเดินไปไม่ได้ครับ แต่ไม่ต้องห่วงไป ตรงนั้นมีบริการรถลากสารพัดสัตว์ ทั้งม้าและอูฐ

วิธีการก้อง่ายมาก โชว์ภาพนี้ แล้วบอกเค้าไปว่า “ กรูจะไปที่นี่ เท่าไหร่ “ เจรจาจบ ก้ต้องมั่นใจว่าเราได้มุมนี้จริงๆ ได้ยินว่าบางคนมาไม่ถึง คนขับไม่ยอมพามาก้มี … ผมเลือกนั่งรถม้าครับ เพราะขี่อูฐมาแล้ว อีกอย่างก็คือมันเร็วกว่า 

มาถึงแล้วก็ต้องขอบอกว่า คุ้มค่าโคตรๆ!!

นี่แหละ ราชรถ..ม้าโดยสารร ใครอยากเหนฉากนั่งรถม้า ดูได้ในคลิป 

ระหว่างทาง … ก็มาาา

ถึงแม้ว่าปิรามิดแห่งกิซ่าจะเป็นปีรามิดที่สำคัญที่สุด.. แต่นั่นไม่ใช่ปีรามิดแห่งแรกของโลก เพราะปีรามิดแห่งแรกของโลก อยู่ที่เมือง Saqqara ครับ

และไม่ไกลจาก Giza พี่แทกหน้าใหม่ก็พาผมมาถึงเมือง Saqqara ก่อนจะเข้า ก็ต้องเสียค่าเข้าเช่นเคย โดนไป 80 LE ไม่แพงมากนักก ตามสองสาวเข้าไปกันเลยดีกว่าา

นี่แหละครับ ปีรามิด แห่งแรกของโลกกก 

ซึ่งรูปทรงอะไรจะไม่เหมือนกับที่ Giza โดยปีรามิดที่นี่เค้าเรียกกันว่า Step pyramid หรือปีรามิดแบบขั้นบันได

จะมีทั้งหมด 6 ชั้น ในยุครุ่งเรืองของอารยธรรมอียิปต์โบราณ ก็ได้มีการสร้างสุสานฟาโรห์ที่เมืองซัคคารา ซึ่งเป็นสุสานใหญ่ที่สุดในดินแดนแถบนี้ โดย ฟาโรห์โซเซอร์ กษัตริย์ต้นราชวงศ์ที่ 3 ของอียิปต์โบราณ ทรงให้สร้างพีระมิดหินสำหรับเป็นที่เก็บพระศพของพระองค์ มีผู้ออกแบบ คือ อิมโฮเตป (Imhotep) ผู้มีตำแหน่งเป็นขุนนางยศสูงสุด ในราชสำนักที่ปรึกษาของฟาโรห์ เป็นสถาปนิกผู้ควบคุมการก่อสร้าง

ยังครับยัง วันนี้ยังไม่จบง่ายยยๆ … ไปต่อครับ!

ไม่นานนักก็เดินทางมาถึงที่เมือง Memphis … 

นี่คือรุทปรกตินะ .ในหนึ่งวัน ถ้าไม่ได้ดื่มด่ำมาก เอาแบพอดีๆ ตื่นเช้าหน่อย คุณสามารถวางสามเมือง Giza – Saqqara – Memphis ไว้ด้วยกันได้ 

โดยเป้าหมายของผมที่เมืองหลวงเก่า Memphis ก็คือ Open Air Museum at Memphis และไฮไลท์ก็คือ โบราณวัตถุที่สำคัญที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

นั่นคือรูปแกะสลักขนาดใหญ่ของ ฟาโรห์รามเซสที่ 2

ซึ่งรูปสลักนี้แกะมาจากหินปูน และสลักในท่ายืน แต่ปัจจุบันล้มลงมานอนกองกับพื้น โดยต้องบอกว่า ฟาโรห์รามเซสที่ 2 นั้นมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของประเทศเป้นอย่างมาก เพราะพระองค์ได้สร้างสิ่งปลูกสร้างสำคัญมากมาย .. หนึ่งในนั้นคือวิหาร Abu simbel .. เดี๋ยวจะพาไปชมกันตอนถึงเมือง Aswan ครับ

อีกสักมุมกับพิพิธพันธ์กลางแจ้งที่ Memphis ก่อนจะกลับกรุง Cairo ไปนอนค้างที่นั่นคืนึง แต่จะยังไม่เที่ยวใน Cairo นะ ..

เพราะผมจะไปนอนกลางดิน กินกลางทรายก่อนนน!!

ตัดภาพมาอีกที … ก็มาบินโดรนอยู่กลางทะเลทรายแล้วจ้าาา!! 

ถนนเส้นนี้จะนำผมไปสู่ความแปลกตาทางธรรชาติของทะเลทรายจากประเทศอียิปต์ นั่นคือ White desert Safari หรือทะเลทรายขาวอันโด่งดัง ที่หนังสือ Lonely planet ยกให้เป้น 1 ใน 17 สถานที่ต้องห้ามพลาดในอียิปต์ … 

จาก Cairo นั่งรถเก๋งงงงผ่านทางนี้ ก่อนจะไปเปลี่ยนเป็น 4*4 เพื่อเข้าสู่ทะเลทรายในลำดับถัดไป โดยมีคนขับหน้าเข้ม พุงพลุ้ยนามว่า ทาม่าาาา …. ฟิ้วววววว

และยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ ก็ได้เห็นความแปลกตามากขึ้นเท่านั้นน .. แท่งหินเบื้องหน้าผมคือส่วนนึงของทะเลทรายขาว ซึ่งเกิดจากลม

พายุทะเลทรายพี่พัด กัด กร่อนจนหินปุนต่างๆ ได้เกิดเป็นรูปทรงประหาดแปลกตาอย่างที่เห็น

ระหว่างพักรอผมเดินเล่น คนขับรถเรา ก็ไปนั่งเม้ากับคนขับรถเขาข้างๆ เขา ..

เมื่อมีทะเลทรายขาว ก็ย่อมมีทะเลทรายสีดำ ( ไม่ใช่ทะเลสีดำนะ ) … ซึ่งจริงๆ ต้องบอกว่าที่ดำไม่ใช่ทรายหรอกครับ มันคือหินตะหากกกที่ดำ

แต่พอมองๆ มันเหมือนเป็นทะเลทรายสีดำ เค้าก็เลยเรียกแบบนั้น

เห็นเรามั้ย ><

เราขับผ่านทะเลทรายกันจนมาถึงจุดหมาลปลายทางบริเวณที่เราจะตั้งแค้มป์กัน และที่นี่คือไฮไลท์ของ White desert กับหินรูปทรงแปลกตา ที่เหมือนอะไรสักอย่าง … ให้เดาาา ขอใบ้ว่า เป็นสัตว์ และ กลุ่มผักกกก

คำตอบคือ หินรูป “ ไก่ กับ เห็ด “ นั่นเองง 555 อย่าเพิ่งสงสัยว่าเมิงนั่งรถมาไกลร่วม 4-5 ชั่วโมง  เพื่อมาดูไก่กับเห็ดเนี่ยนะ!! ถ้าแค่นั้น ผมคงไม่มาครับ แต่สาเหตุที่อยากมาจริงๆ มันเริ่มหลังจากนี้ …

พระอาทิตย์ในหน้าหนาว จะไม่อยู่ยาวเหมือนหน้าร้อน ในตอนประมาณห้าโมงครึ่ง มันก็เริ่มทิ้งตัวและทิ้งท้องฟ้าไปเรียบร้อย

ทาม่า พาผมไปหาที่ตั้งแค้มบริเวณกลางอุทยานทะเลทรายขาวกัน แวะไปดูมาสองสามจุด ในที่สุดเราก็ได้ที่หยุด .. ปักหลักมันตรงนี้แหละ

อ่อ นอกจากไก่และเห็ด แล้วก็ยังมีกระต่ายด้วย 

ขอต้อนรับสู่โรงแรมห้าดาวกลางทะเลทรายของเรา!! นอนนี่ กินนี่ ย่างไก่บาบีคิวกันไป กินไป ถ้ามีไก่ย่างห้าดาวอีกน่าจะครบสูตรความหรูหราไฟว์สตาร์โปรดัคชั่น!  

แต่ความโหดร้ายยยคือหลังจากนี้

หนาวววโคตร!! 

When A sky full of stars … ดาวเต็มฟ้า บรรยากาศก็ฟินไปตามๆ กัน หากเปลี่ยนทาม่าเป็นสาวในฝันสักคน ก้คงจะดีไม่น้อยย ฮ่าๆ แต่ปัญหาคือถ้าเปลี่ยนแล้วพรุ่งนี้จะกลับ Cairo ไม่ถูกแน่ๆ … นอนดีกว่า

ผมตื่นขึ้นมาประมาณตี 4 ดาวเตมฟ้าเลย แล้วก้นอนไม่หลับ ทำนุ่นนี่จนฟ้าสว่างงงงคาตา ส่วนทาม่ายังนอนขดอยู่ตรงนั้นน

บริเวณนี้นอกจากแค้มของผมแล้ว ก็ยังมีแค้มของเพื่อนร่วมทวีป ส่งเข้าประกวดโดยประเทศจีนร่วมอยู่ด้วย  ไม่เหงาาาาละ อาจจะไม่ค่อยได้คุยมากนัก มีทักทายกันนิดหน่อย พี่จีนแก๊งนี้น่ารักทีเดยว

สายๆ ทาม่าก็ลุกขึ้นมาเก็บแค้มป์ กับบรรยากาศฟ้าใส แสงสวย ภาพที่มองเห็นไม่ชัดเมื่อคืน ตอนตื่นก็ได้เห็นกันแบบเต็มตาา

เช่นหินข้างๆ แค้มก้อนนี้ เมื่อคืนดูไม่ออกหน้าตาประมาณไหนน ตอนเช้าก็ อ้ออออ ประมาณนี้

ชิลลลสุดดด

และอาหารเช้ากลางทะเลทรายยย มันก็จะคูลลลลๆ หน่อยย ขอลาทะเลทรายขาวไปด้วยภาพนี้ครับ

จากนั้นเราก็กลับกรุง Cairo ไปถึงเย็นๆ แล้ว ฟ้ามืดดด ขี้เกียจจ เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ เลยพักดีกว่าา

และเช้าวันนี้ .. ขอเปิดฉากการเที่ยวกรุง Cairo อย่างเป็นทางการ

“ มันจะมีประโยคหนึ่งที่กล่าวถึงประเทศอียิปต์ .. เคยได้ยินมะ ว่า “ อียิปต์คือของขวัญจากลุ่มแม่น้ำไนล์ .. .” นั่นมีความหมายว่า แม่น้ำไนล์ที่ไหลผ่านประเทศอียิปต์

นั้นมีความสำคัญกับประเทศและผู้คนที่นี่เป็นอย่างมาก อย่างที่ทราบกันดีนะครับ ว่าพื้นที่ของประเทสอียิปส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย
เมื่อมีแม่น้ำไนล์มาไหลผ่านประเทศเป้นความยาวกว่าหนึ่งันหนึ่งร้อยกิโล พื้นที่ต่างๆ จึงเริ่มมีอารยธรรมเกิดขึ้นมาและเจริญอย่างที่เห็นในปัจจุบัน .. เมืองหลักๆและประชากรส่วนมากของประเทศก็อยู่บริเวณแม่น้ำไนล์นี่แหละครับ … กรุง Cairo ก็เช่นกัน 

Cairo เป็นเมืองหลวงของประเทศอียิปต์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ ไคโรมีประชากรประมาณ 15.2 ล้านคน ซึ่งเป็นเมืองที่ประชากรมากที่สุดในทวีปแอฟริกา เลยนะครับ  และถึงแม้จะอยู่ในแอฟริกาแต่ไคโรก็มีความทันสมัยไม่แพ้หลายๆ เมืองในโลก เนื่องจากอยู่ใกล้ยุโรปครับ จึงได้รับอิทธิพลมาพอสมควร

ด้วยความที่เป้นเมืองหลวง ไคโรจึงถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา อารยธรรม ศิลปะ การพาณิชย์อุตสาหกรรม รวมไปถึงการท่องเที่ยว …ซึ่งไออย่างหลังเนี่ย ถ้าอยากรู้มันเป็นยังไง ก็ไปดูกันเลยดีกว่า 

สถานที่แรกคือที่นี่ครับ Egyptian museum หรือพิพิธพัณธ์แห่งชาติอียิปต์ อาคารสีส้มอมชมพูด้านหลัง เรียกว่าห้ามพลาดดดดเลยทีเดียว แต่ขอโทษ ..

เราพลาดดดด T_T เวลาไม่พอครับ เลยมาแวบถ่ายภาพตอนเช้าด้านหน้าเป้นพิธี

เช่นเคย วันนี้เช่ารถเหมาลำทั้งวัน ยันไปส่งขึ้นรถไฟตอนค่ำ ของเยอะ ขี้เกียจขนไปย้ายมาาา

ก็เลยเชคเอ้าเอาของขึ้นรถมาทีเดียว .. กรุง Cairo ตอนเช้า ก็จะโล่งๆ หน่อย

มาต่อกันที่ยอดเสาคู่สูงชะรูดแห่งนี้ มีนามว่าา “ Bab Zuweila หรือประตูเมืองเก่า ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสามของประตูเมืองเก่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่ใน Cairo  ..

โดยเราสามารถขึ้นไปชมวิวด้านบนได้นะ อยากเห็นป่ะ ?

อ่ะ จัดไป ^^ 

ในเมืองใหญ่ๆ หลายเมือง จะมีพื้นที่สีเขียวซึ่งทำหน้าที่เป็นปอดรวมไปถึงเซี่ยงจี้ ลิ้นปี่ของชาวเมือง

อย่างบ้านเราก็มีสวนลุมพินี , New york มี Central park , Moscow มี Gorky park … และที่กรุง Cairo แห่งนี้ก้มีสวน Al Azhar Park ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และยังเป็นหนึ่งในจุดชมวิวของเมืองที่เข้าถึงได้ง่ายอีกด้วย 

ตรงนี้คือร้านอาหารที่ดังแห่งนึงในกรุง Cairo ซึ่งอยู่ในสวนนี้ เดี๋ยวจะมาชิมม!

ส่วนวิวในสวนจะเป้นยังไง .. นี่คือมุมหนึ่งที่คุณจะได้เห็น

นี่ก็อีกมุมนึง ที่มีทั้งวิว และความชิลของวิถีชีวิต

เอาล่ะ ได้เวลากินแล้วว!! นี่คือร้านอาหารตะกี้ครับ ชื่อว่า “ Citadel view Restaurant “ นอกจากรสชาติ ก้ตามชื่อครับ เพราะร้านนี้วิวสวยไม่เบา

แถมยังได้เห็น Citadel หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของกรุง Cairo จากระยะไกลอีกด้วย

เริ่มด้วยอาหารก่อนน อร่อยยยมากกก และแน่นอนน … แพงงมากกก หลังมื้อนี้ก็โลว์คอสต์ไปสองวันน ><

อิ่มพุง แล้วต้องอิ่มวิว เสียเงินทั้งที ต้องให้ดีและให้คุ้ม! นี่แหละะะะความพีคของร้านนี

หันไปอีกด้าน จะเป็นวิวของสวนสวย โดยมีฉากหลังคือ Citadel .. แน่นอนเดี่ยวจะพาไปชม

แต่ก่อนอื่น .. แวะตลาดโบราณที่สำคัญที่สุดของเมืองกันก่อน ที่นี่คือ “ Khan Al-Khalili หรือมีภาษาคาราโอเกะว่าาา คัน-นา-คาลิลี “ ตลาดสไตล์อาหรับโบราณ

เป็นตลาดที่แก่มาก อายุกว่า 600 ปี มีสินค้ามากมายหลากหลายชนิดขาย ไม่ว่าจะเป็นครื่องเทศ, เครื่องเงิน, ร้านทอง, เสื้อผ้า , กระดาษปาปิรุดดด , ของที่ระลึกต่างๆ บรรยากาศย้อนยุค ได้อารมณ์ดีอยู่นะ

เมืองเก่าหลายเมืองในโลกก็จะมีตลาดที่มรีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป เป็นจุดขาย การได้มาเดินชมนู่นนี่นนั่น ก็ถือเป็นความเพลิดเพลินเสมอ ไม่ว่าจะกระเป๋าแหกก หรือหน้าแตกกก็ตามม ><

ระหว่างรอรถมารับ .. ก็เจอรถมาส่ง

และก้ได้เวลาของสถานที่สำคัญที่สุดของกรุง Cairo … ขอต้อนรับทุกคนสู่ Citadel ครับ ตรงนี้คือบริเวณทางเข้าา 

Citadel เป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องกรุงไคโรในระหว่างสงครามครูเสด ซึ่งเป็นป้อมปราการที่อยู่บนยอดเขา บริเวณที่ก่อสร้างซิทาเดลเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมในการสร้าง เพราะเป็นจุดที่สามารถมองเห็นไคโรได้ทั้งเมืองและยากต่อการที่ศัตรูจะบุกเข้าโจมตี

โดยด้านในนี้ มีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ทั้งสุเหร่า พิพิธภัณฑ์ตำรวจ รวมถึงสถานที่แสดงเครื่องบินรบ แถมยังเป็นจุดชมวิวสวยๆๆ ของกรุง Cairo

หนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดของ citadel ก็คือ Mosque of Muhammad Ali Pasha  หรือมัสยิดของมูฮัมหมัด อาลี ปาชา หนึ่งในสามของมัสยิดที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในอียิปต์ สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 1857 ในสไตล์ออตโตมันครับ

บริเวณรอบๆ มัสยิดก่อนจะเข้าด้านใน หน้าตาละม้ายคล้าย Blue mosque ในตุรกีเหมือนกัน

ด้านบนตรงนั้นเป็นนาฬิกาโบราณ ซึ่งเป็นของขวัญจากกษัตริย์ฝรั่งเศสที่ได้มอบให้กับอียิปต์เพื่อเป็นของตอบแทนที่ มูฮัมหมัด อาลี

ได้นำเสาโอเบลิสก์ต้นหนึ่งของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ที่ตั้งอยู่หน้าวิหารลักซอร์ให้กับฝรั่งเศส … แต่ความตลกปนความเศร้าของเจ้าานาฬิกาเรือนนี้ก็คือ ตั้งแต่ได้มา มันยังไม่เคยใช้งานได้เลยครับ ว่ากันว่าเสียไปในช่วงที่ขนส่ง

เอาล่ะ เข้ามาดูด้านในกันบ้างงงงง สวยงามทีเดียววว ชอบโคมไฟกับเพดานสุดดดด มีความ vintage

ว่าแต่ .. ข้อใดไม่เข้าพวก ?

ขอบอกว่ามัสยิดนี้สวยงามคลาสสิกไม่ธรรมดาจริงๆ ..

และมาถึง Citadel ก้ต้องไปยืนมองกรุง Cairo ให้เห็นมุมมนี้ให้ได้นะ ^^ 

จาก Citadel ผมก็มุ่งหน้าไปยังอีกสถานที่สุดแนวว … ตรงนี้โบส์ Saint Simon ซึ่งเป็นโบสถ์ของคริสต์นิกาย Coptic Christian  และความพีคคือโบสถ์แห่งนี้ฝังตัวอยู่บริเวณถ้ำ

ว่ากันว่าพื้นที่ทั้งหมดของโบสถ์นี้ จุคนได้กว่า 20000 คนเลยทีเดียว

ระหว่างทางกลับ ก็ได้ผ่านไปยังจุดๆ นึง .. ที่เค้าเรียกกันว่า Garbage city หรือจะแปลเป้นไทยแบบดูดีหน่อยก็คือ “ ปฏิกูลนคร “ แต่ถ้าเรียกแบบบ้านๆเรียลๆ ก็ “ เมืองขยะ “ 

ต้องบอกว่า สถานที่แห่งนี้มันอาจจะไม่น่าดู อาจจะดูยี้สำหรับหลายๆคน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป้นชีวิตของใครอีกหลายคนเช่นกัน ..

ที่นี่คือสถานที่ที่คงไม่มีใครอยากเข้ามานัก เพราะในเบื้องหน้าที่คนทั่วไปเห็น มันมีแต่ขยะจริงๆ ปริมาณกว่า 13,000 ตัน … ลองดูสิครับ

แต่ในภาพเบื้องหลังแล้ว ขยะเหล่านี้มันได้หล่อเลี้ยงชีวิตของคนในพื้นที่แห่งนี้มากว่า 70 ปี

“ ชุมชนนี้มีประชากรประมาณหกหมืนกว่าคนนะครับ แต่ละครัวเรือนก้ทำอาชีพเกี่ยวกับขยะโดยเฉพาะ หลักๆเลยคือ จะมีรถที่นำขยะจากกรุง Cairo ที่มีประชากรกว่า 20 ล้านคน มาทิ้งไว้ที่นี่ และชาวบ้านแถบนี้ที่เรียกตัวเองว่า Zabbaleen ก็จะไปเก็บ และทำการแยกขยะ โดยแต่ละครัวเรือนก็มีความเชี่ยวชาญในการแยกขยะต่างกัน จากนั้นก็ส่งไปขายต่อยังผู้ประกอบการ หรือพวก Wholesales ต่างๆ เป็นการสร้างรายได้หลักของแต่ละครอบครัว ดูไปก้เหมือนจะเป้นโรงงานรีไซเคิ้ลที่มีชีวิตอะไรยังงั้น …

ทุกวันนี้ก็ได้รับการนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเป้นทางการ ทั้งให้ยูนิฟอม ยานพาหนะ บ้างก้มีรายได้จากรัฐบาลโดยตรงก้มี  ของบางอย่างอาจจะไม่มีค่าในสายตาใครหลายคน แต่ก็อาจจะมีค่าในสายตาบางคนก็เป็นได้

จากนั้นนคนขับก็ไปส่งผมขึ้นรถไฟ .. บรรยากาศบนรถไฟดูในคลิปนะ

เป็นค่ำคืนการนอนบนรถไฟที่สบายมากก นอนคนเดียว ไม่มีใครกวน ตื่นมาอีกแพพ ก็มาถึงเมือง Aswan เรียบร้อย

เมือง Aswan คืออีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวสำคัญของอียิปต์ ทั้งในแง่ความสวยงาม และประวัติศาสตร์.. ห่างจากกรุง Cairo มาทางใต่กว่า 680 เมตร

และอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ (Nile River) มีอาณาเขตติดกับประเทศซูดาน ประชากรที่อาศัยอยู่จึงมีสองเชื้อชาติคือ ชาวอียิปต์และชาวนูเบียน … จากสถานีรถไฟ เดินมาไม่ไกลล ก็ถึงที่พักกก และภาพนี้คือวิวของแม่น้ำไนล์จากบนดาดฟ้าที่พักกก บรรยากาศชิลลลมากก

ภาพมุมสูงจากเมือง Aswan ครับ กับแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก …

เริ่มที่แรกก … เสา ก็กลับมาอีกครั้งครับ .. ใช่แล้วว ภารกิจดูเสายังคงดำเนินไป คราวนี้คือที่เมือง Aswan .. ส่วนเสาที่นอนแอ้งแม้งอยู่นี้มีชื่อว่าา “Unfinished obelisks” หรือแปลตรงตัวว่า … เสาที่ยังสร้างไม่เสร็จจ .

และที่มันสำคัญก้เพราะว่า ถ้ามันสร้างเสร็จ มันจะเป้นเสา obelisk ที่สูงที่สุดในโลกกกนั่นเอง

ดูเสาเสร็จ ก็มาดูน้ำก้นต่ออออ … ทุกๆ สถานที่ ย่อมมีสตอรี่ 

ตรงนี้ไม่ใช่แค่น้ำธรรมดา .. แต่มันคือเขื่อน High dam ซึ่งได้ชื่อว่าเป้นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก! 

ต้องบอกว่า กว่าจะสร้างเขื่อนนี้มาได้ ก้โกลาหลไม่น้อยครับ ผมขอเล่าคร่าวๆ นะ แต่ก็อาจจะยาวหน่อย ใครชอบปรวัติศาสตร์คงถูกใจ ….แต่ถึงไม่ชอบก็ต้องฟังเพื่อที่จะเข้าใจ เพราะสองสถานที่สำคัญใน Aswan ที่ผมจะพาไปหลังจากนี้ มีความเกี่ยวข้องกับเขื่อนแห่งนี้

เป็นที่ทราบกันกันดีว่าแม่น้ำไนล์เนี่ย คือหัวใจของประเทศที่คอยหล่อเลี้ยงประชากรที่นี่ในด้านต่างๆ มากว่าเจ็ดพันปี เวลาผ่านไป คนก็มากขึ้นเมืองก็เพิ่มขึ้น ความต้องการก็สูงขึ้น น้ำในแม่น้ำมันจึงไม่เพียงพอครับ ก็เลยมีการสร้างเขื่อนแห่งแรกขึ้น แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี เพราะอุตสาหากรรมขยายตัวเร็วมาก จึงได้สร้างเขื่อน Aswan ใหม่แห่งนี้ และเสร็จเมื่อปี 1970 อยู่เหนือเขื่อนเก่า โดยมีโซเวียตมาช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี และก็ได้รับเงินกู้มาจากธนาคารโลกในการสร้าง แต่กว่าจะเสร็จก็มีปัญหาดราม่ามากมายครับ เรื่องที่ใหญที่สุดคือเทวสถานในพื้นจำนวนมากต้องจมอยู่ใต้น้ำ หากการสร้างเขื่อนเสร็จเรียบร้อย แต่ก็มี Unesco มาช่วยเหลือเคลื่อนย้ายส่วนที่สำคัญครับ โดยสองวิหารสำคัญที่มีการเคลื่อนย้ายออกมา เดี๋ยวเราจะได้ ไปชมกัน อีกผลพลอยได้นึง ก็คือเมื่อน้ำในเขื่อนสูงขึ้นน จึงทำให้มีทะเลสาบอีกแห่งในประเทศ ชื่อว่าทะเลสาบนัสเซอร์ 

เอาล่ะ อย่ารอช้าาา … ไปดูเทวสถานที่ถูกย้ายจากการสร้างเขื่อแห่งแรกกันดีกว่าาา 

ไม่ไกลกัน จะเป็นทางเข้าไปสู่วิหารกลางน้ำที่ตั้งอยู่บนเกาะ นั่นคือ Philae temple หรือมหาวิหาร Philae ครับ ซึ่งการจะไปที่นี่นั้น  คุณต้องนั่งเรือ และที่พีคกว่านั่งเรือเฉยๆ คือต้องพบว่าการไปคนเดียว มันต้องเหมาเรือจ่ายคนเดียวเพื่อไปที่วิหาร ..

บานนสิครับ งบบบบบประมาณแผ่นดินทริปนี้

แต่เพื่อสถานที่แห่งนี้ … เป้นไงเป้นกันน!

วิหารฟิเล (Philae) เป็นวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีไอซิส เป็นวิหารที่มีความสําคัญและงดงามมาก ในอดีตวิหารแห่งนี้เคยถูกสร้างขึ้นบนเกาะฟิเลกลางแม่น้ำไนล์ แต่เมื่อเขื่อนอัสวานสร้างเสร็จ วิหารทั้งวิหารก็จมอยู่ใต้ระดับน้ำ  นานาชาติจึงเข้ามาช่วยเหลือโดยการทำทำนบกั้นน้ำ และค่อยๆย้ายหินทีละก้อน ขึ้นมาสร้างวิหารแห่งใหม่ที่เกาะอากิลเกีย (Agilkia Island)  แทนที่ตั้งเดิม ใช้เวลาในการย้ายทั้งหมดกว่า 8 เลยทีเดียว

และนี่คือคุณลุงคนเรืออออ ผุ้ทำหน้าที่พาผมไปและกลับจากวิหารรร 

ใกล้ถึงทางขึ้นแล้ววว

ถึงวิหาร Philae ซะที ..

บริเวณวิหารประกอบไปด้วยเสาระเบียง ซึ่งสลักลวดลายเกี่ยวกับพิธีบูชาเทพเจ้า บางลวดลายสลักจะถูกปรับเปลี่ยน  ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลจากกลุ่มคริสต์ที่ได้เข้ามาในอียิปต์

คราบสีดำๆ นั้นคือล่องรอยที่วิหารแห่งนี้ได้เคยจมน้ำ ก่อนจะมีการเคลื่นย้ายมาที่นี่ครับ

ด้านในก้ยังมีร่องรอยสลักให้ชมกัน สวยงามทีเดียว 

เดินเล่นพอหอมปากหอมคอก็นั่งเรือกลับเข้าฝั่ง แล้วเตรียมไปฟินกับแสงสุดท้ายของวันกันบริเวณแม่น้ำไนล์อีกครั้ง

วิถีชีวิต กับ บารากุ … เป็นอีกชาติหนึ่งที่เห็นคนดูดบารากุเยอะมากกก

มาถึงดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ พลาดไม่ได้เลยกับการล่องเรือ Felucca … ว่าแต่เรือ Felucca คืออะไร ? เรือ Felucca คือเรือใบโบราณที่ทำจากไม้ และไม่ใช้เครื่องยนตร์ครับ หลักๆ คือจะไปตามกระแสลม และใช้ผ้าใบที่ขึงอยู่กับเสากระโดงเรือบังคับทิศทางเอา เรียกว่านั่งเอาฟีลลล ก็โอเค

ของแถมจากฟีลล ก็วิวดีๆ นี่แหละ

ล่องเรือคนเดียวววนี่มันเหงาอย่าบอกใครเลยครับท่านผู้ช

ผ่านไปสักพัก เรือ Felucca ก็พาไปชมหมู่บ้านชาวนูเบียน ซึ่งเป้นหมู่บ้านที่เค้าอยู่กันจริงๆ ไม่ใช่ทำขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยว

ได้เห็นวิถีชีวิตหลายรูปแบบ ทั้งโรงเรียน บ้านคนเรือ บรรยากาศแบบโคตรบ้านๆ ของคนท้องถิ่น ความเรียบง่ายที่คนเมืองใหญ่อย่างเราๆ คงเข้าไม่ถึงอีกแล้ว

เมื่อสมควรแก่เวลา ก็ได้เวลากลับเข้าฝั่งงงงง แล้วก็ไปเข้านอนน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตีสามมมม …. เห้อออออ น่ากลัวชะมัด ไม่ใช่อะไรนะ กลัวไม่ตื่นนี่แหละ!

ซึ่งก้เกือบเป้นแบบนั้นจริงๆ …ตื่นสายครับ!!

เลทไป 15 นาที >< ยังดีที่ทันเวลา วันนี้ผมได้จองรถตู้กับโรงแรมไว้เพื่อไปยังอีกหนึ่งวิหารที่ถูกย้ายมาจากการสร้างเขื่อน  และเป้นหนึ่งในวิหารที่สำคัญของประเทศ .. นั่นคือ วิหาร Abu simbel 

แต่ยังครับยัง ยังไม่ถึงง .. จอดแวะเข้าห้องน้ำกลางทะเลทรายยย ระหว่างทางง พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเรย

และประมาณ 8 โมงกว่าเราก็มาถึงทางเข้าสู่วิหาร Abu simbel ซึ่งก็ต้องเดินเข้าไปอีกนิดหน่อย

ก็เนี่ยแหละครับ! 

วิหาร Abu simbel สร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์รามเสสที่ 2 … ซึ่งจะมีอยู่สองวิหารติดกัน อันแรกกที่เห็นเป็นของฟาโรห์รามเสสที่สอง

อย่างที่ได้บอกว่าไปว่าฟาโรห์รามเสสสองนั้นถือว่าเป็นกษัตย์ที่ยิ่งใหญ่ ในประวัติศาสตร์ของอียิปต์ มีผลงานทั้งด้านสงคราม และได้ทรงสร้างสิ่งปลูกสร้างสำคัญๆมากมายทั่วประเทศ Abu simbel คือหนึ่งในนั้น น่าเสียดายที่เค้าไม่ให้ถ่ายภาพและวีดีโอด้านใน เลยไม่เก้บมาฝากก

มุมตรงบ้างงง .. อีกมุมก็อยู่ในภาพที่สามของอัลบั้ม

และวิหารข้างๆกัน คือวิหารของพระราชินีเนเฟอร์ตารี ซึ่งเป็นราชินีของฟาโรห์รามเสสที่ 2 นั่นเอง ด้านหน้านั่นแหละ .. 

ผมใช้เวลาเดินดูนนุ่นนี่จนถึงเวลานัด ก็เดินออกไป แล้วหลับยาววววกลับไปที่เมือง Aswan เลย พอถึง Aswan ก็ไม่มีอะไรแล้ว ไปมาครบหมด ก็เลยหารถไปยังเมือง Luxor ทันที… โดยมีภารกิจสุดหินในวันถัดไป … นั่นคือตื่นตีสามครึ่งอีกวัน! แต่ก็ยอมมแหละ เพราะอะไรน่ะเหรออ ..

นี่ไงล่ะ !! การขึ้นบอลลูนลอยฟ้า เหนือน่านฟ้าทางฝั่งตะวันตกของเมือง Luxor กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดดด เด่วไว้จะพูดถึงเมือง Luxor แต่ตอนนี้ไปพูดถึงช่วงเวลากับบอลลูนกันก่อนนน  

อย่างไรก้ตาม บอลลูนนั้น ยังไม่ใช่ของผมครับ ระหว่างรอคิว ก็ได้เห็นบอลลูนแต่ละอันลอยละล่องขึ้นไปป ของที่ผมจองน่าจะท้ายๆ เลย 555 ค่าขึ้นประมาณ 90 USD

และนั่นคือบอลลูนที่ผมจะขึ้น .. เริ่มพ่นไฟแล้วววว

หลังจากทุกคนยกพลขึ้นบอลลูนเสร็จ กับตัปบอลลูนที่แต่งตัวเหมือนนักบินบนเครื่องบินก็กล่าวปราศรัยต้อนรับ พร้อมแนะนำ

ชี้แนะ สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำต่างๆ จนสมควรแก่เวลา ก็เริ่มจุดไฟ แล้บอลลูนก็ค่อยๆ ลอยแบบหวิวๆ ขึ้นไปบนฟ้าอย่างช้าา ๆ … และนี่คือภาพที่เราได้เห็นน ละลายยยย

มองไปไกลๆ จะเห็นวิหารฮัพชเทซุท

ไม่นานนัก นาทีทองก็เปล่งประกายเป็นสีทองอยู่บนท้องฟ้า ขนานกับเส้นขอบฟ้าพอดี สวัสดีแสงแรกของวัน … ที่เหลือก็ให้ภาพถ่ายได้ทำหน้าที่ของมันไป …

ฟินกันจนได้ที่ ก็ได้เวลาแลนดิ้งง ลงมาแบบครบ 32 ประการ กับตันมีแจกประกาศณียบัตรให้กับทุกคนนเพื่อเป้นที่ระลึกว่าทุกคนปลอดภัยแล้ว เอ้ยย!!  เป้นที่ระลึกว่าเราได้ผ่านการขึ้นบอลลูนเรียบร้อยยย 

เอาล่ะครับ ในส่วนของเมือง Luxor นั้นนน … 

เมือง Luxor เป้นอีกเมืองที่สำคัญมากของประเทศ เป็นเมืองหลวงเก่าของอียิปต์ถัดจากเมือง Memphis มีชื่อเดิมว่า “Thebes ( ธีป ) ตั้งอยู่ริมของทั้งสองฝั่งแม่น้ำไนล์ทางตอนใต้ของกรุง Cairo แต่อยู่เหนือ Aswan ขึ้นมานิดนึง ฝั่งตะวันออกจะเป็นเขตเมืองและโบราณสถานสำคัญๆ ส่วนฝั่งตะวันตกซึ่งก็คือฝั่งที่ผมอยู่ตรงนี้ เป็นที่ตั้งของ Valley of the king หรือหุบเขากษัติย์อันโด่งดังระดับมรดกโลกของประเทศ …“ 

“ ตรงนี้คือทางเข้าไปสู่สุสาน… และรูปปั้นขนาดมหึมาด้านหน้า คือรูปปั้นของ ฟาโร อเมนโฮเตปที่ 3 (Colossi of Memnon)

สูงประมาณ 20 เมตร โดยแต่เดิมรูปสลักคู่นี้ตั้งอยู่หน้าซุ้มประตูวิหารหรือที่เรียกกันว่าไพลอน (Pylon) ของวิหารประกอบพิธีศพฟาโรห์ฟาโรห์อเมนโฮเตปที่ 3  แต่ปัจจุบันวิหารพังทลายไปหมดแล้วเหลือแค่เพียงรูปสลักเท่านั้น

กว่าผมจะมาถึงที่นี่ ต้องเจอเหตุการณ์ปวดเฮดมากมายครับ ดุได้ในคลิปป

คนขับล่าสุดที่มีนามว่ามาฮัมหมุดบอกว่า ในสุสานนี้มีสุสานมากมายทั้งที่ถูกค้นพบแล้ว และยังไม่ถูกค้นพบ รวมกันกว่า 90 สุสานน จึงมีผู้ชเชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ มาตั้งป้อมขุดหากันทั่วบริเวณไปหมด ทั้งจาก อเมริกา อิตาลี เยอรมัน หรือแม้แต่ญี่ปุ่น 

ฟังพี่แกเล่าไปเรื่อยๆ ไม่นาน เราก็มาถึงบริเวณทางเข้าสู่ตัวสุสานกษัตรย์ Valley of the king ซึ่งเป็นที่ฝังศพของกษัตริย์และฟาโรห์หลายพระองค์

ภายในมีมากกว่าสิบสุสานนะครับ โดยผมจะเลือกเข้าประมาณ 3-4 สุสานพอ ด้านในถ้าจะถ่ายภาพสามารถซื้อตั๋วแยกได้ที่ด้านหน้านะ เพราะถ้าไม่ซื้อจะถ่ายไม่ได้ ( หรือถ้าไม่ได้ซื้อ แต่จะถ่าย ก็ต้องไปเจรจากับคนเฝ้าสุสานเอา 5555 ) 

เริ่มกันที่สุสานของฟาโรห์รามเสสที่ 3 .. อีกหนึ่งสุสานที่สภาพภายในดูสวยงามและมีเรื่องราวต่างๆมากมาย ถึงผมจะได้เก่งประวัติศาสตร์อะไร แต่ก็รู้สึกเข้าถึงไปกับสิ่งที่เห็นไม่น้อย

ทุกลวดลายจะมีเรื่องราว .. ทั้งฟาโรห์และเทพเจ้า

อันนี้เป็นอีกจุด ซึ่งเป้นสุสาน Setnakt ครับ ..

ก็จะต่างไปจากตะกี้นิดนึง ดูดิบๆ กว่า

และสุสานที่สวยที่สุด ว่ากันว่าเป้นของฟาโรห์รามเสสที่ 6 … ที่นี่แหละ สวยยจริง ร่องรอยต่างๆ ยังคงชัดเจน

ดูสิครับ .. ซึ่งร่างมัมมี่ของฟาโรห์ที่ถูกค้นพบ ไม่อยู่แล้วนะ เพราะไปอยู่ในพิพิธพันธ์หมดแล้ว

บริเวณทางเดินก็จะมีร้านขายของต่าง ๆมาเรียกเงินจากกระเป๋าเราๆ ตลอดทาง แต่คนที่นี่ไม่ติ้ออมากกกจนน่าเขกกระโหลกเหมือนบางประเทศ

อีกหนึ่งสถานที่สำคัญทางฝั่งตะวันตก … ด้านหน้าที่เห้นคือ วิหารที่สร้างโดยฟาโรห์ Hatshepsut ซึ่งเป็นฟาโรห์ผู้หญิงที่โด่งดัง เพราะปกติแล้วฟาโรห์จะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น

ชมจุดต่างๆ ทางฝั่งตะวันตกเสร็จ ก็นั่งเรือไปยังฝั่งตะวันออก เพื่อไปเที่ยวยังอีกหนึ่งวิหารสำคัญของเมือง Luxor

เจ้าเด็กน้อยบนเรือออ …

พอมาถึงฝั่งก้ต่อรถมายัง “ วิหาร Kanak temple ทันที ตรงนี้คือบริเวณทางเข้าไปสู่วิหาร  จริงๆ แล้วถ้าจะให้ครบนี่ เหลืออีกสองวิหารหลักของเมืองนะ แต่ผมเชื่อว่าทริปนี้เราชมวิหารกันมาพอสมควร

ดังนั้นผมจึงต้องเลือกมาที่นึง และผมขอเลือกที่นี่วิหาร Karnak ซึ่งไม่ได้มีแค่วิหารเดียวนะครับ เพราะที่นี่คือ Temple Complex หรือกลุ่มวิหารที่สร้างและต่อเติมมาหลายยุคหลายสมัย จึงประกอบไปด้วยวิหารและโถงของฟาโรห์หลายพระองค์ เพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้าต่างๆ

เดินเข้ามาถึงโถงกลางอันโอ่อ่าาาของวิหารร ..

เสาที่เห้นเหล่านี้ เค้าว่ากันว่าเดิมทีถูกทรายกลบจนมืด จนกระทั่งวันนึงมีนักสำรวจเดินไปสะดุดดดเข้า ก็เลยขุดลงมาเรื่อยๆ

จนพบกับวิหารแห่งนี้ ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหนนะ แต่ก้เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเหมือนกัน

ห้าโมงเย็นฟ้าก็เริ่มจะมืดอีกแล้ววว ….

ผมเลยตัดสินใจเดินออกมาด้านนอกกกก กลับไปหาคนขับ เพื่อที่จะไปเดินต่อยังตลาดหลักประจำเมือง

ตามพี่เค้าไป … อยู่กับแก ดีลราคาสุดป่วนกับแก ไปหาที่กดเงินด้วยกัน จนมาถึงช่วงเวลาสุดท้ายของวันนน ( ดูช่วงเวลาสุดป่วนได้ในคลิปครับ 55 )

เดินไปตามทาง ดูบ้าน ดูคนไปเรื่อยๆ

เจอเพื่อนลุงงงก็ขอสักชอททท

ตลาด Bazaar ประจำเมืองหน้าตาจะประมาณนี้ครับ ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่นัก เน้นเอาบรรยากาศ พอได้อยู่

เอ้า เดินอยู่ดีๆ ไปเจอรถม้าาาาาาในตรอกกกก ทักทายกันหน่อย

เอ้า จบแล้วววว!! 

ขอบคุณทุกคนที่รับชม ขอลาไปด้วยยภาพนี้ครับ 

ให้ Egypt เป็นหนึ่งในเส้นทางที่คุณต้องไป แล้วรับรองจะไม่เสียใจเลย!