เบื่อมั้ย .. กับอะไรเดิมๆ ? 

ว่ากันว่า หากเราเดินทางบ่อยๆ แล้วไปแต่พื้นที่เดิมๆ ประเทศเดิมๆ เส้นทางเดิม ความตื่นเต้นมันจะลดลง และไม่พุ่งพล่าน … สิ่งที่จะไปกระตุ้นต่อมความฟินหรือความสุด ให้กลับมาพีคอีกครั้งคือ ” การไปยังสถานที่ใหม่ๆ ” และถ้าอยากได้ฟีลในอีกรูปแบบ …. 

ให้ลองไปในที่ที่ไม่เคยไป และไม่ได้คิดจะไป แต่น่าสนใจดูสิ! 

หลงัจากนั้นผมก็ตัดสินใจหาประเทศใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นดูบ้างง จนกระทั่งได้ไปรู้จักกับ ” ประเทศ Malta ”  

แรกเริ่มเดิมที ผมรู้จักเพียงหมู่บ้าน Popeyes กับเมืองมรดกโลกอย่าง Valetta แต่หลังจากหาข้อมูลก็พบว่า เห้ย ประเทศนี้แม่งน่าสนใจ งานตามรอย Games of thrones ก็มา อาจจะไม่ได้สวยเว่อวังอลังการอะไร แต่ดูเหมือนมีอะไรน่าค้นหาอยู่ไม่น้อย  อีกทั้งยังไม่ต้องใช้เวลาเยอะ เพราะประเทศนี้มีขนาดเล็กมาก การเดินทางก้ไม่ยาก สามารถบินจากยุโรปมาไม่ไกล ราคาเที่ยวบินก็ไม่แพง … ตัดสินใจต่ออีกนิดดด แล้วก็ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

” ไป Malta กันเลยดีกว่าครับท่านผู้ชม! ” 

=================================

Fanpagehttps://www.facebook.com/scratchdaworld/

Youtube Travel Channel ( เที่ยวรอบโลก )https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ?sub_confirmation=1

Instagram : scratch.da.world

หรือคลิกลิ้ง >> https://www.instagram.com/scratch.da.world/

================================= 

คลิปวีดีโอชิลๆ 2 นาทีกับมุมสวยๆ ที่ Malta 

ควรดูนะ แล้วคุณจะได้เห็นประเทศนี้ในอีกหลายๆ มุม โดยเฉพาะมุมสูงจากโดรน

================================= 

แน่นอนครับ ว่าอยู่ดีๆ จะให้ข้ามไปเข้าเรื่องเลยคงจะไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากประเทศนี้หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก ดังนั้นผมขอแนะนำประเทศ Malta ให้รู้จักกันคร่าวๆ แบบพอสังเขป คุยกับเค้ารู้เรื่อง อ่านรีวิวบันทึกนี้เข้าใจ

อย่างแรกคือเรื่องการเข้าประเทศ .. ซึ่งก็ขอพูดสั้นๆ ว่า ” ผู้ที่ถือวีซ่าเชงเก้นแบบ Multiple อยู่ สามารถเข้าออกประเทศ Malta ได้อย่างสบายใจหายห่วง ” 

Malta เป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะ อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ( สามารถนั่งเรือจาก Sicily มาได้นะ ) ใจกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งประกอบไปด้วย 3 เกาะ คือ เกาะหลัก Malta ,  Comino และ Gozo ตามลำดับจากขวาไปซ้ายดังภาพแผนที่ด้านล่าง เกาะมอลต้าตั้งอยู่ระหว่างเมืองซิซิลีและชายฝั่งของแอฟริกา แล้วเจ้ามอลต้าแห่งนี้ยังขึ้นชื้อในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีอากาศดีที่สุดในโลก มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากกว่าเกาะอื่นๆบนโลกใบนี้ เพราะในอดีตนั้นได้ถูกครอบครองและเปลี่ยนมือกันไปมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งจากโจรสลัด ออตโตมาน นโปเลียน ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี  แต่ที่ได้รับอิทธิพลมากที่สุดก็เหนจะเป็นอังกฤษ กับอิตาลี 

ในส่วนของข้อมูลทั่วไปสั้นๆ ง่ายๆ ก็ .. Malta ใช้สกุลเงินยูโน เหมือนยุโรปครับ

คนที่นี่จะพูดภาษามัลตีสกัน แต่แทบทั้งเมืองพูดอังกฤษได้น่าฟังทีเดียว ประชากรจากหลายๆ ที่ในยุโรป ก็มีแวะเวียนมาเรียนภาษาอังกฤษกันที่นี่ก้มี เพราะค่าครองชีพไม่แพง และระบบภาษานั้นถือว่ามีคุณภาพ อาหารการกินก็ทั่วๆไปครับคล้ายๆ ยุโรป

การเดินทางท่องเที่ยวยังไงดี ? 

มีสองวิธีหลักๆ คือ 1. เช่ารถขับ 2. ใช้บริการขนส่งสาธารณะ ( รถเมล์ , แทกซี่ )

ซึ่งผมได้ลองใช้ทั้งสองแบบ ขอสรุปว่า ” ขับรถ ” สะดวกที่สุดครับ โดยเฉพาะทางเกาะ Gozo ตอนบนซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวมีหลายจุด และอยู่ระหว่างทางทังนนั้น ยังไงก็ควรขับ ( รถจะข้ามเกาะแต่ละจุดด้วยเฟอรรี่ครับ ) 

ส่วนทาง Comino island จะมีที่เที่ยวจุดเดียวคือ Blue lagoon วันไหนไปที่นี่ ไม่ต้องใช้รถก็ได้ มีเรือมาจาก Silemma ไปซื้อ day trip ได้ที่ท่าเรือ ซึ่งที่นี่คือหนึ่งใน a must แต่ผมไม่ได้ไปนะ รู้สึกเฉยๆ อันนี้แล้วแต่คนนะครับ 555 

และสำหรับเมืองต่างๆ บนเกาะ Malta อันนี้ถ้างบได้ ก็ขับรถ แต่จริงๆ แล้วโซนนี้สามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะได้ ไม่ยากนัก มีทั้งตั๋ววัน ตั๋วสองวัน ตั๋วสัปดาให้ได้เลือกสรรค์ 

สรุปว่าา ” วันไหนไป Gozo ให้เช่ารถขับ ” ส่วนวันอื่นๆ ก็แล้วแต่เลย 🙂 

พักที่ไหนดี ? 

ขอตอบแบบไม่ต้องคิดนานเลยว่า ถ้าเน้นสะดวกขี้เกียดย้ายที่บ่อย ก็หาที่มั่นตั้งป้อมที่เดียวไปเลย ผมแนะนำทางฝั่งเมือง Silemma หรือไม่ก็ St.Julian ครับ เพราะรถผ่านหลายสาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ และไม่ไกลจากเมืองหลักอย่าง Valetta .. 

ทำไมไม่พักที่ Valetta ไปเลยล่ะ ? คำถามนี้ตอบไม่ยาก อย่างแรกเลยคือแทบไม่มีที่พักในเมืองหลวงครับ  อย่างที่สองคือการสัญจรในเมืองนี่ต้องเดิน และตรอกซอยหรือถนนบางจุดจะชัน อาจจะไม่ได้สะดวกนักครับ เพราะจากเมือง Silemma ก็นั่งเรือหรือรถบัสมายังเมือง Valetta ได้ง่ายๆ และไม่นาน

=================================

ผมเดินทางมาถึงประเทศ Malta ในช่วงเย็นๆ วันแรกจึงผ่านไปแบบไม่มีอะไรหวือหวาาา 

เข้าสู่วันที่สอง .. 

หวือหวาสมใจเมืองตั้งแต่เช้าาาา เมื่อตื่นนนสายยย โดยมีนัดรับรถเช่าที่จองไว้ในเวลา 8 โมงเช้า แต่ไปถึงสนามบิน 9.30 กว่าจะนู่นนี่ ได้ออกเที่ยวก็ปาไป 10 โมงง โอ้วโห สายยยยตั้งแต่วันแรก!

วันนี้โปรแกรมแน่น .. เพราะแพลนคือจะเที่ยวที่ Gozo กันทั้งวัน ระยะทางก็ไกล เดินทางหลายต่อ ไหนจะต้องเรือขึ้นรถ เอ้ยย เอารถขึ้นเรือออีก อะไรอีก บ่นไปก็เท่านั้นน รีบไปดีกว่า 

บรรยากาศเมืองต่างๆ ในเมือง Malta ดูเหมือนว่าจะมีการคุมตีมกันทั้งเมือง .. เพราะทาสีเหลืองอ่อนๆ เหมือนกันหมด โทนหลักเดียวกัน 

ผมขับรถจากสนามบินไปยังท่าเรือออ .. ซึ่งมีชื่อว่า Cirkewwa เสิชอากุ๋จะเจอเลย ขับรถไปตามช่องที่เค้าโบก ถามเพื่อความมั่นว่า ” โกโสมั้ยพี่ ” พี่เค้าก็พยักหน้าแล้วก็โบกมือ 

รถเข้าคิวกันหลายคันครับ หากมาไม่ถูกช่วงคนจะเยอะ และต้องรอนาน ผมนี่รอประมาณ 45 นาที นั่งอยู่ในรถ เปิดเพลงฟังจนครบอัลบั้มกว่ารถจะได้ขึ้นเรือ 

แล้วเรือลำใหญ่ ก็ลอยไปจากฝั่งงงงง …. ทิ้งรถไว้ข้างล่าง แล้วแบกร่างขึ้นมาด้านบน ให้ลมทะเลตีหน้าเล่นๆ แล้วสูดกลิ่นของมันเข้าจมูกให้เต็มปอดดดด 

ไม่นานนักก็มาถึงเกาะ Gozo ..  ก่อนจะถึงเราต้องเข้าไปแสตนบายในรถนะครับ เพราะถึงแล้ว ก็ขับรถออกจากเรือไปได้เลย 

ตึกรามบ้านช่องของประเทศนี้ ส่วนใหญ่หน้าต่างก็จะมีจังงอยยื่นออกมาแทบทั้งสิ้น แต่มันก็ดูสวยดี กับสีสันที่ตัดกับตัวอาคารสุดแนว

ยังคงขับตาม GPS ไปตามทาง มือขวาถือพวงมาลัย มือซ้ายที่ไอโฟน .. ไปคนเดียวก็จะดูวุ่นวายหน่อยๆ 555 

และแล้วก็มาถึงสถานที่แห่งแรก ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของเกาะ Gozo ครับ 

ที่นี่คือ Azure window และ inland sea สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติริมฝั่งที่โด่งดังของประเทศ Malta และยังเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำซี่รี่ดังเรื่อง Games of thrones อีกด้วย บรรยากาศชิลลมากกก .. ถามว่ามาดูอะไรที่นี่

คำตอบก้คือบรรยากาศริมฝั่งงงอันสวยงามและแสนชิล .. โขดหินขนาดยักษ์ต่างๆ ตามธรรมชาติ แต่ว่าาา … 

ส่วนที่ดังและสวยที่สุด มันพังไปเรียบร้อยยจ้าาา! 555 

ไม่เป็นไร แค่นี้ก็โอเครแล้ววว ( ปลอบใจตัวเองกันไป ) แต่ก็ยังมีจุดที่เรียกว่า ” Blue Hole ” ยังคงอยู่ให้เราได้ดูต่างหน้า 

ส่วนเธอคนนั้น .. น่าจะกำลังถ่าย MV อะไรสักอย่างอยู่แน่ๆ 

ส่วนตาคนนี้ ก็ยืนเก๊กท่าถ่ายรูปอยู่ … ไม่รู้ว่าจะใครอยากส่งเราลงทะเลบ้างนะ 555 

และทันใดนั้น เมื่อลมเริ่มเบาลง .. ผมก็เปิดกระเป๋า ควักโดรนออกมาบิน เพราะอยากจะฟินกับภาพมุมสุงดูบ้างง และสองภาพข้างล่างคือภาพจากโดรนที่นำมาฝากทุกคนนครับ ( ลองดูวีดีโอ จะมีมุมจากโดรนหลายมุม ) 

พอมาดูมุมสูง มาตรวัดความสวยงามของมัน ก็พุ่งสูงปรี๊ดขึ้นมาาทันที

นี่แหละครับ ” Blue hole ”  ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะว่าด้านล่างที่เห้นมันเป้นหลุม และน้ำลึกมากกกกกก  เค้าเลยเรียกว่า Blue hole ไม่ได้มีความหมายพิศดารอะไร 

แถวๆ นั้นจะมีโบสถ์เล็กๆ ตั้งอยู่ 

และเป้ามหายต่อไปของผมคือโบสถ์ใหญ่ ๆ … 

ขับมาตาม GPS เช่นเคย .. เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างจะโล่ง เมื่อมีแลนด์มาร์คขนาดใหญ่ จึงสังเกตุได้ไม่ยาก นั่นไงง โบสถ์ Ta pinu sanctuary หนึ่งในโบสถ์สำคัญและสวยงามของทางฝั่ง Gozo สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1920 จนเสเร็จเมื่อปี 1931 

ก่อนจะถึง เจอมุมสวย ก็แวะจอดรถถ่ายภาพสวยๆ สักชอท .. จะได้เมาา ( ไมใช่ชอทแบบน้าน ) 

มาถึงด้านหน้าะครับ .. สวยทีเดียว 

ด้านในโบสถ์ก็สวยงามเช่นกัน ผนัง เพดาน และจุดต่างๆ ถูกตกแต่งอย่างปราณีต

ออกจากโบสถ์ ก็ขับรถเรียบมาทาง  Qbajjar Bay เรื่อยๆ จนเห็นอะไรที่แปลกตา แต่ก็ไม่แปลกใจต เพราะอ่านมาแล้วว่าตรงนั้คือ Salt pans หรือถ้าหากแปลแบบบ้านๆ มันก้คือ ” นาเกลือ ” มอลตาสไตล์นั่นเอง 

พื้นที่นาเกลือนี้กินระยะทางกว่า 3 กิโลเมิตรเรียบชายฝั่งอยู่ข้างถนนไปตามทาง ว่ากันว่าทำกันมากว่า 350 ปี แล้ว

นอกจากจะเป็นนาเกลือ ก็ยังเป็นจุดอาบน้ำเกลือกันอีกด้วยครับ จริงๆ ต้องบอกว่า เห็น Malta ทะเลล้อมรอบแบบนี้ ใช่ว่าเราจะเล่นได้ทุกที่ที่เวลา  เค้าจะมีบอกว่าที่ไหนเล่นได้ไม่ได้ ตอนไหนห้ามเล่น ต้องเชคให้ดี แต่ตรงนี้เล่นด้าย 

ไปต่อครับ 

การเดินทางยังไม่จบ .. สถานีถัดไป มีความพิเศษตรงคำว่า ” มรดกโลก ” 

และมรดกโลกแห่งนี้ อยู่อยู่ในเขตเมือง Victoria บนเกาะ Gozo นี่เองงง จอดรถแล้วเดินนหาาแพพพ

เห็นหอนาฬิกาอันนี้ แปลว่าถูกที่แล้ว 

ที่นี่ ” The Citadel “ ป้อมปราการในยุคโบราณ ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ก่อนยุคกลางเสียอีก ภายในป้อมปราการก้จะจุดสำคัญต่างๆ ทั้งโบสถ์ ห้องหับ และจุดชมวิวสวยๆ ของเมือง กำแพงปืนใหญ่โบราณ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสภาพสมบูรณ์

เดินเข้ามาด้านใน จนมาถึงแนวกำแพงและปืนใหญ่ แต่อันไม่ค่อยใหญเท่าไรนัก

มองออกไปก็จะเป็นจุดชมวิวสวยๆ 

บรรยากาศด้านใน 

จุดนี้คือวิหารหลักประจำ Citadel ครับ .. ข้างในไม่ได้ใหญ่อะไรนัก เดินไม่นานก็ครบรอบ แนวกำแพงต่างๆ ก้สามารถเดินได้เช่นกัน 

ด้านในวิหารร 

จุดชมวิวอีกสักมุมม 

ว่าแต่นี่ใครมือบอนนเนี่ยยย เราไม่ได้เขียนนะ แต่ชี้ให้ดูเฉยๆ >< 

ยังคงวนเวียนอยู่ใน Citadel ครับ … นี่คือสถานที่สุดท้ายที่ผมแวะทันนในเขตเกาะ Gozo 

หลังจากนั้นก็ซิ่งยาวกลับไปยังเกาะ Malta เพื่อเอารถไปคืนนน .. โชคดีที่ทันเวลา ไม่โดนปรับอะไร คืนเสร็จเรียบร้อย ก็กลับที่พักไปเข้านอนแบบหมดแรงงงงง ร่างแหลกครับ 555

เช้าอีกวัน .. ไม่มีบรถขับบอีกต่อไป และสถานที่แรกที่ต้องไป ก็ค่อนข้างไกลเสียด้วย หลังจากคิดหน้าคิดหลังคิดซ้ายไปขวาอยู่นาน ว่าจะไปยังไง สุดท้ายตัวขี้เกียจก็เข้าครอบงำ .. โบกแทกซี่ไปเลยจ้า 555 ค่าแทกซี่หัวแตกอยู่เหมือนกัน แต่เพื่อสถานที่แห่งนี้ ก็ยอมล่ะ

หากคุณมีอายุประมาณหนึ่ง … แล้วผมพูดถึง ” การ์ตูนที่เกี่ยวกับผักขม ” คุณจะนึกถึงอะไร ? 

ใช่ครับ … ป๊อปอายยยยยย! 

และที่นี่คือ ” Popeyes villages หรือหมู่บ้านป๊อปอายอันโด่งดังจากเกาะ Malta นั่นเอง “

Popeye’s Village หรือเป็นที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า Sweethaven Village สถานที่แห่งนี้อดีตเคยใช้เป็นสถานที่ทำการ์ตูนเรื่องป๊อปอาย สร้างขึ้นโดยวอล์ท ดิสนีย์ ร่วมกับพาราเม้าท์ พิคเจอร์ ในปี 1929 โดยดาราผู้รับบทเป็นป็อปอายก็คือ โรบิน วิลเลี่ยมส์นั่นเอง  โดยโครงสร้างของหลังคาในภาพ ที่ดูบิดเบี้ยวคล้ายจะพัง ก็เป็นความตั้งใจในการสร้างให้ออกมาดูเหมือนลายเส้นการ์ตูนให้มากที่สุด แต่เค้ารับรองว่าแข็งแรงทานทนอย่างแน่นอน

กว่าจะสร้างหมู่บ้านนี้เสร็จต้องใช้คนงานราว 165 คน (ในสมัยก่อนถือว่าเยอะอยู่นะ )  ตะปูรวมน้ำหนักกว่า 9 ตัน สีทาไม้อีก 2,000 แกลลอน และไม้ซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างหลักยังต้องขนขึ้นเรือมาจากทั้งฮอลแลนด์ และแคนาดา จนเบ็ดเสร็จได้บ้านทั้งหมดมา 19 หลัง กลายเป็นหมู่บ้านป๊อปอายสมใจผู้สร้าง หลังจากเสร็จภารกิจในการเป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์แล้ว จะรื้อก็เสียดายเลยได้อนุรักษ์ไว้ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเรียกแขกเข้ามอลตาซะเลยย  

ด้านในก็จะเป็นห้องต่างๆ ที่ใช้ในการถ่ายหนัง มีข้าวของเครื่องใช้อยู่ บางจุดก้มีโชว์ มรี muscot คือเอาคนมาแต่งตัวเป็นปอปอายและโอลีฟเอาใจแฟนๆ .. มุมถ่ายรูปเยอะอยู่นะ 

มุมนี้ต้องเดินย้อนมาฝั่งตรงข้ามครับ 

เสียค่าตั๋วววเรียบร้อย ก็เดินเข้าไปชมด้านในบ้างงง นี่ห้องไรก็ไม่รุ้ แต่สวยดี 

อีกสักมุมกับหมู่บ้านป๊อปอายยย 

ห้องนี้อารมณ์ยังกับหนังฆาตกรรมต่อเนื่องงงง .. นี่ป้อปอายยยแน่หรออ 55

แต่อันนเนี้ยยใช่ ^^ 

เดินมาสุดทางจะเจอมุมนี้ครับ

 

เสร็จแล้วก็เดินทางไปยังอีกที่ .. คราวนี้ไม่เอาแล้วแทกซี่ หมดตัว เลยจัดการนั่งรถบัสประมาณล้านแปดต่อออ เพื่อไปยังอีกหนึ่งเมืองสำคัญ ที่มีคำว่า ” หนึ่งในฉากของซี่รี่ Games of thrones ” มาล่อตาล่อใจ แต่ไม่ต้องล่อก็ไปอยู่แล้ว 

เมืองที่ว่า .. ชื่อว่าเมือง Mdina  

เมือง Mdina  เป็นเมืองหลวงเก่า และเป็นถืเมืองยุคกลางที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน เป็นเมืองที่เล็กและมักถูกขนานนามว่า ‘The Silent City’ หรือ เมืองแห่งความเงียบ เพราะที่นี่มีประชากรเพียง 250 คน และภายในเมือง Mdina เอง ก็แทบไม่มีรถยนต์เลยครับ เนื่องจากถนนเล็กมาๆ การสัญจรไปมาก็คือการเดินเท้า แต่ตรงทางเข้าก้จะมีบริการรถม้าให้นักท่องเที่ยวได้นั่งชิลชมบรรยากาศเช่นกัน 

ด้านหลังกำแพงนั้นเป็นเหมือนเขาวงกตขนาดย่อม เพราะมีทั้งทางเดินแคบๆ วกไปวนมา วิหารขนาดใหญ่ ป้อมปราการ หรือแม้แต่วังที่กระจุกตัวกันอยู่ภายในกำแพง  

และเห็นสะพานที่ทอดตัวไปยังประตูทางเข้ามั้ยครับ … หากคุณเป็นแฟนซีรี่เรื่อง Games of thrones ตรงนี้คือจุดที่ตอน เนท สตาร์ค ปรากฎตัว แล้วกำลังจะเดินเข้าสู่คิงแลนดิ้งงงนั่นเอง .. 

แต่ตอนนี้ สตาร์คไหนๆ ก็ไม่สำคัญเท่า สตางค์แล้วครับ ร่อยหรอขึ้นทุกที 555 เข้าไปกันดีกว่า

เข้ามาภายในเมืองจะเป้นทางเดินแคบๆ วนไป มีสิ่งปลกสรา้งอาคารสีน้ำผึ้งอยู่ตลอดสองข้างทาง .. คุณน้าอาบแดดท่านนี้ก้เช่นกัน

รถม้าที่บอกครับ นักท่องเที่ยวรุ่นใหญ่ หรือสายนั่ง ก็จะใช้บริการอะไรแบบนี้กันชิลๆ 

ด้านหน้าผมคือ Mdina cathedral วิหารหลักประจำเมือง Mdina ด้านในสวยอยู่นะ 

 

ออกกจากวิหาร ก็มาเดินเล่นนนน เรื่อยเปื่อย .. คือเดินแล้วก้มีซีนแบบอยู่ดีๆ มาโผล่ที่เดิมสะงั้นนน ถ่ายรูปเพลินไปหน่อย 

 

จากนั้นผมก็มาต่อยังอีกเมือง ที่ชื่อว่าเมือง Rabat ซึ่งสามารถเดินเท้ามาจากเมือง Mdina ได้ครับ 

เมือง Rabat ถือว่าเป็นชานเมืองของ Mdina มีขนาดเล็กกว่า แต่ถนนกว้างกว่า รถวิ่งได้  จุดหลักๆ ของที่นี่ไม่มีอะไรมากไปกว่า ” Catacomb ” ส่วน Catacomb คืออะไร เดี๋ยวถึงแล้วจะบอก .. ตอนนี้เดินตามคุณลุงไปก่อน สปีดแห่งการเดินทางได้ถูกกำหนดไวแล้ว 

ก่อนจะถึง .. ผ่าน วิหาร St.Paul สวยเอาเรื่องแฮะ 

และแล้วก็มาถึง! 

ที่นี่คือ St.Paul Catacomb ครับ ซึ่งถือว่าเป็นหหนึ่งในสถานที่สำคัญมากๆ  คำว่า Catacomb นี้คือหลุมฝังศพโบราณนั่นเอง โดยสถานที่แห่งนี้ได้มีการขุดลงไปใต้ดิน เพื่อทำเป็นที่ฝังศพชาวโรมัน ในยุคที่โรมันครองเมือง 

สุสานแห่งนี้เคยถูกใช้ในช่วงที่อาหรับเข้าครองเกาะมอลตา และเพิ่งถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1894  ตามหลักฐานที่พบนั้น เชื่อว่าสุสานแห่งนี้เกี่ยวข้องกับเซนต์พอล จึงได้มีชื่อว่าสุสานใต้ดินเซนต์พอลครับ

ในระยะเวลาการสร้างสุสานแห่งนี้เชื่อว่าเป็นเพียงแค่อุโมงค์ใต้ดินที่มีขนาดเล็กเท่านั้น แต่ต่อมาได้มีการขยายอาณาบริเวณออกไปต่อเชื่อมกับอุโมงค์ใต้ดินอื่นๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้น จนมีลักษณะเหมือนเขาวงกตที่สลับซับซ้อนมาก และมีอาณาเขตถึงประมาณ 200 ตารางเมตรดังที่เห็นในปัจจุบัน ความสำคัญของสุสานเซนต์พอลนี้ นอกจากจะเป็นสุสานใต้ดินที่มีขนาดใหญ่และกว้างที่สุดในมอลตา และเป็นสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับศาสนาคริสต์แล้ว ยังมีการค้นพบว่าสุสานนี้ ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการฝังศพในสมัยนั้นอยู่หลายอย่าง  รวมทั้งพิธีกรรมในช่วงต้นของศาสนาคริสต์ที่เกาะมอลตาอีกด้วย

แต่ต้องบอกว่าพลังกลิ่นอับที่นี่ ค่อนข้างมีแรงทำลายร้างสูงพอตัว เดินได้ไม่นาน ผมก็ออกมา 

จากนั้น ก็นั่งรถกลับ แล้วไปเดินเล่นที่เขตพื้นที่ Silemma โดยมีปลายทางคือบริเวณริมทะเล ที่จะได้เห็นวิวสวยๆ ของเมืองหลวง Valetta ให้เต็มสองตาสักที อยู่มาจะสามวันแล้ว ยังไม่เห้นเลย >< 

เมือง Silemma ตั้งอยู่ตรงเวิ้งอ่าวบูลลูตา ซึ่งเป็นเวิ้งอ่าวที่เว้าลึกเข้ามาในแผ่นดิน โดยมีโบสถ์อาวร์เลดี้ออฟเมาท์คาร์เมล (Our Lady of Mount Carmel) เป็นสัญลักษณ์ ถือเป็นย่านธุรกิจของมอลตา เป็นศูนย์รวมของการค้า แหล่งช็อปปิ้ง ร้านอาหาร และคาเฟ่ รวมทั้งเป็นเขตที่พักที่ประกอบด้วยโรงแรมหลากหลายรูปแบบครับ จึงถือว่าเป็นศูนย์รวมของนักท่องเที่ยว เนื่องจากในเขตเมืองหลวงไม่มีโรงแรม

ระหว่างทางก็ถ่ายแนว street ไปเรื่อย  

เดินลากขา ขึ้นลงถนนที่สูงชันต่างกันไป กับระยะทางจากจุดลงรถมายังริมน้ำกว่าสองกิโลเมตร … 

แต่เมื่อได้เห็นภาพนี้ .. ความเหนื่อยที่มีก็หายเป็นปลิดทิ้ง

สวัสดีเมือง Valetta เมืองหลวงมรดกโลก มากสเน่ห์จากประเทศ Malta! 

วันนี้เราคงได้เจอกันแค่ตรงนี้ แต่พรุ่งนี้จะได้เจอกันแบบเต็มๆ แน่นวล 

เหลือบไปดูนาฬิกา ก้ทุ่มกว่าแล้ว ยังดีมาหน้าร้อน ฟ้าเลยยังสว่าง .

แต่พระอาทิตย์ก็ใกล้ตกลงมาทุกที  เบื้องหน้าที่เห็นก้คือแสงสีทอง .. และเด็กหัวทอง

หันไปอีกทางคือริมฝั่งของเมือง Silemma ครับ … เห็นแนวตึกที่อยู่ขอบภาพทางด้านซ้ายมั้ย ? 

นั่นแหละครับ ผมน่าจะเดินมาจากตรงนั้นนน >< 

กลับถึงห้องก็สลบไปตามระเบียบบบ … 

เช้าวันนี้ ก็ได้เวลาของเมือง Valetta แล้ว! 

เมือง Valletta เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐมอลตา มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนยอดเขาทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของแผ่นดินใหญ่ ที่เรียกว่าเกาะมอลตา (Malta Island) เป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่นัก สามารถเดินเที่ยวชมเมืองได้ในทุกทิศทาง ขาอาาจะลากหน่อย เพราะถนนมีเลเยอร์ขึ้นลงเป็นระยะครับ 

ภายในเขตเมืองวัลเลตตา จะประกอบไปด้วยถนนเส้นหลักเส้นนึง กับสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนต่างๆสีคุมโทน ที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และเป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสมัยของอัศวินเซนต์จอห์นแห่งเยรูซาเลม ชื่อวัลเลตตา ก็มาจากการตั้งชื่อตามท่าน เพราะชื่อเต็มๆ จองท่านคือ ‘St. John,Jean Parisot de la Valette’ ครับ โดยเป็นที่รู้จักกันว่าวัลเลตตาเป็น“เมืองที่สร้างขึ้นโดยสุภาพบุรุษเพื่อสุภาพบุรุษ”

นอกจากนี้วัลเลตตายังเป็นเมืองหลวงที่มีขนาดเล็กที่สุดในทวีปยุโรป โดยมีพื้นที่เมืองเพียง 0.55 ตารางกิโลเมตร แต่ถึงจะเล็กก็เล็กพริกขี้หนู เพราะเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของยุโรป เนื่องจากมีท่าเรือธรรมชาติถึง 2 ท่าซึ่งท่าเรือที่สำคัญของเมืองคือท่าเรือ Grand Harbour แถมยังมีอนุสาวรีย์มากถึง 320 จุด สถาปัตยกรรมภายในเมืองมีเอกลักษณ์พื้นฐานแบบบาโรก กับองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยา สถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิค และสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ หลากหลายวัฒนธรรมได้หลอมรวมกันอยู่ในเมืองหลวงสุดคลาสสิกแห่งนี้ 

ในบางพื้นที่ ถึงแม้ว่าจะเกิดความเสียหายครั้งใหญ่กับเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เมืองวัลเลตตาก็ได้รับประกาศอย่างเป็นทางการจากยูเนสโก เป็นมรดกโลกในปี 1980  เพราะความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ของเมืองนั่นเองครับ 

เดินผ่านประตูเมืองเข้ามาปุ๊ป แลนด์มาร์คแรกที่ได้เจอก็คือสิ่งปลูกสร้างที่ดูไม่เข้าพวกทางด้านขวา ” Parliament building ” หรืออาคารรัฐสภาใหม่ประจำเมือง .. ส่วนถ้าเดินตรงไปก็จะเป็นถนนเส้นหลัก สุดทางคือมหาสมุทร … ถ้าสุดไปอีก ก็ตกทะเลตัวใครตัวมันครับ >< 

ส่วนซากปรักหักพังด้านขวามือคือ Royal opera house ในอดีตครับ 

เดินมาเจอโบสถ์อะไรไม่รู้ เข้าไปก่อนน สวยยดี 

แล้วก็มาจนถึงง  Auberge de Castille อาคารด้านขวาที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1570 ในอดีต ใช้เป้นที่พักของแม่ทัก อัศวินที่อยู่ภายใต้อำนาจของ St.John จนมาสร้างใหม่อีกครั้งในปี 1740 ทุกวันนี้ก็เป้นที่ทำการของรัฐมนตรีประเทศมอลตาไปเรียบร้อย 

เดินตากแดด ตัวดำต่อมาจนถึงหนึ่งในจุดชมวิวของเมืองที่สดีที่สุด บริเวณ  Upper Barrakka Gardens บอกเลยว่าสวยคลาสสิกมากก มุมนี้ 

ถามว่า … เมือง Valetta เดินแล้วไกลมั้ย เมื่อมั้ย ลองดูคำตอบที่ภาพนี้ครับ คือมันไม่ได้ไหล แต่ถนนนจะมีสโลปปปป 555 

และนี่คือถนนเส้นหลักของเมืองงง ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Valetta เลยนะ มุมมนี้ สองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ที่เรียงรายเรียกนักท่องเที่ยวกันตลอดแนว 

และหากมา Valetta แต่คุณไม่ได้เข้าที่นี่ ถือว่ามาไม่ถึง! 

ตรงนั้นคือหนึ่งในสถานที่สำคัญประจำเมือง “ St.John Co Catherdral ”  

St.John Co Catherdral มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของมอลตาเป็นอย่างมาก โบสถ์นี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองวัลเลตตา สร้างขึ้นในภายหลังที่เมืองวัลเลตตาได้เป็นเมืองหลวงของมอลตา การก่อสร้างโบสถ์นี้  นำโดยหัวหน้ากลุ่มอัศวัน  ชื่อ The Grand Master Jean de la Cassiere (มีอายุระหว่างปี ค.ศ. 1572 – 1481)  ผู้มอบหมายให้นักวิศวกรชาวมัลติส คือ นาย Gerolamo Cassar เป็นผู้ดำเนินการสร้าง  โบสถ์ใหญ่เซนต์จอห์นได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1578 

ดุจากภายนอกจะเห็นว่าเรียบง่ายมากกก  แต่เมื่อเดินเข้าไปข้างในแล้วคนละเรื่องเลยครับ!

เพราะการตกแต่งภายในของโบสถ์นี้เป็นไปอย่างสวยงาม วิจิตรตระการตาและยิ่งใหญ่อย่างมาก สถาปัตยกรรมการตกแต่งภายในเป็นลักษณะบาโรค ส่วนที่เป็นพื้นของโบสถ์ในห้องโถงใหญ่ทั้งหมดเป็นหินอ่อน มีภาพเขียนฝาผนังที่มีลวดลายและทาด้วยสีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีทองที่ทำจากทองคำเปลวทั้งหมด ทำให้ดูงดงามขึ้นไปอีก  ภายในโบสถ์ใหญ่เซนต์จอนห์แห่งนี้ นอกจากห้องโถงใหญ่ของโบสถ์เองแล้ว ยังมีห้องที่บรรจุเครื่องสักการะ (สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1598) ห้องเทศน์ ห้องฝังศพใต้ถุนโบสถ์ ระเบียงของโบสถ์ พิพิธภัณฑ์ และสวน ภายในโบสถ์ใหญ่มีพระรูป “Our Lady of Carafa” อยู่ใน Chapel of the Blesses Sacrament ที่คนเข้าไปสักการะบูชากันมาก 

ด้านในคือสวยยยมากกก ยอมม 

ชมโบสถ์เสร็จ ก็ออกมาเดินเล่นนนนน ดูเมือง ดูชีวิต ดูผู้คนไปตามถนนเส้นหลัก 

ผมเดินไปเรื่อยๆ จนสุดเขตฝั่งตะวันตกก็จะเจอวิวนี้ครับ 

 

หันหลังกลับไป ก็ได้ภาพสวยๆ ของ Valetta ในอีกมุม 

คือเมืองนี้เดินเล่นได้เรื่อยๆ อะ ไม่บ่นละ ไปดูภาพบรรยากาศต่อดีกว่า 

และเมื่อรู้สึกว่าเวลาเหลือ ก็เลยหาเรื่อง เอ้ยหาที่ไป … หวยจึงมาออกที่หมู่บ้านชาวประมงนามว่าา หมู่บ้านประมงมาร์ซักลอกก์ Marsaxlokk Fishing Village 

จาก Valetta มาได้โดยรถบัส … แต่ผมกว่าจะตัดสินใจ ก้ไม่ทันครับ รถหมดดด เพราะรถบัสมาที่นี่รอบน้อยมาก เลยตัดสินใจนั่งรถแทกซี่มาเลยละกัน จะกลับบ้านแล้ว ยังพอไหว ดีกว่าไม่ได้ไป 

หมู่บ้านประมงมาร์ซักลอกก์ Marsaxlokk Fishing Village คือหมู่บ้านชาวประมงและเป็นหนึ่งในท่าเรือที่สำคัญของประเทศ Malta ครับ บรรยากาศในเมืองจะเป็นสีคุมโทนที่คุ้นตา ด้านหน้าจะเป็นท่าเรือ โดยมีเรือประมงพื้นเมือง หรือที่เรียกกันว่า Luzzus จอดเต็มไปหมด 

แต่ตรงนี้คือวิวเมือหันหน้าเข้าฝั่งเมืองครับ 

หน้าต่างพี่ก็จะคัลเล่อฟุลไปนะ 

เพื่อให้ได้ภาพที่คิดไว้ ผมเลยลุงทุนเดินจากฝั่งเมืองที่เห็นในรูปวนมายังเกาะกลางน้ำอีกจุดดดดด .. โอ้ยยฟินแล้วว สมใจ มาก็เพื่อสิ่งนี้ แค่นี้จริงๆ 555 

แล้วก็นั่งรถกลับไปยังเมือง Valetta โดยมีมิชชั่นวิ่งหน้าตั้งไปยังท่าเรือ ก่อนที่เรือข้ามไปยัง Silemma จะหมดด!! 

ระหว่างเดินเร็วอยู่ยนั้น พระอาทิตย์กำลังจะตก แสงสวยมากกก หันซ้ายไป ก็เจอกับภาพบาดตาคนเหงาาา .. เป้นไงเป็นกัน หยุดเดิน แล้วขอยิงชัตเตอร์มาคอยเตือนใจหน่อยว่าาา ” อย่าให้มีคู่มาบ้างนะ! ” 

ยังคงเดินต่อครับ ใกล้ถึงท่าเรืออออออแล้วววว … ยิ่งใกล้ ยิ่งต้องรีบบบ จุดนี้วิ่งงสิครับ!!! 

และในที่สุดก็ทันนนนนน 🙂 

จบไปอีกวันนนนนน 

ในส่วนของวันนี้ก็ไม่มีอะไร ขอลาไปด้วยภาพชุดใหญ่ของเมือง Valetta จากโดรนครับ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบบบนะ 555

=================================

Fanpagehttps://www.facebook.com/scratchdaworld/

Youtube Travel Channel ( เที่ยวรอบโลก )https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ?sub_confirmation=1

Instagram : scratch.da.world

หรือคลิกลิ้ง >> https://www.instagram.com/scratch.da.world/

================================= 

DCIM100MEDIADJI_0017.JPG