ในโลกกลมๆ ใบนี้จะมีสักกี่ประเทศที่คนไทยหลายคน มักจะออกปากชมพร้อมๆ กันว่า ” ประเทศนี้ ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ “ …  หากบอกทั้งโลกอาจจะดูกว้างไป แต่ถ้าบอกใบ้ว่าอยู่ในเอเชียก็คงเดาได้ง่ายๆ ทันที 

ใช่แล้วครับ ” ประเทศญี่ปุ่น … ไปกี่ครั้งก็ได้” คำนิยามนี้ไม่เกินจริง เพราะผมและคนรู้จักหลายคน ก็มีเหตุผลและความเห็นใกล้เคียงกัน ถามว่ามันหลากหลายสุดๆ มั้ย ก็ไม่ขนาดนั้นน มันสวยปังเว่อวังเหมือนทางยุโรปมั้ย อันนี้ก็น่าจะยังหรือไม่ก็คนละแนว แต่ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีความละมุน น่ารัก มีกิมมิค มีสตอรี่ต่างๆ ในทุกพื้นที่ และยังมีเอกลักษและอัตลักษณ์เฉพาะตัว ที่หลายสิ่งระหว่างทาง เราเพียงแค่เห็น ก็ตอบแบบหน้าเป็นได้ทันทีว่า

” เออออ อันนี้คือ ” ญี่ปุ่น ” 

ครับ … รีวิวนี่ก็ญี่ปุ่นนี่แหละ! 

ครั้งนี้ผมขอพาทุกคนออกจากโซนที่คุ้นเคย ภาพที่คุ้นตา อย่างเกียวโต นารา โอซาก้า โตเกียว ฟูจิ หรือฮอกไกโด .. แล้วลองมาสัมผัสเมื่อที่สำคัญอีกเมืองหนึ่งของภูมิภาค ” โทโฮคุ ” กัน … และครั้งนี้ก็ไม่ได้มาแบบธรรมดา แต่มาแบบพกความหนาวววววววจนขาวไปทั้งเมือง! 

ขอแนะนำอีกหนึ่งเมืองน่าสนใจที่ชื่อว่า ” เมือง Aomori ( อาโอโมริ ) “ 

หากยังสงสัยว่าเมืองนี้มันอยู่ส่วนไหนของญี่ปุ่น จงดูแผนที่ประกอบด้านล่าง  ….. เมือง Aomori  ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของจังหวัดโทโฮคุ บนเกาะฮอนชู คือแค่ข้ามแผ่นน้ำไป ก็จะได้เจอกับเกาะฮอกไกโดทันที … และข้อดีของระบบคมนาคมอันปรู้ดปรา๊าดของญี่ปุ่นคือ คุณสามารถหย่อนก้นลงบนชินคันเซนแล้วนั่งชิลไปอีกสามชั่วโมง ก้สามารถมาถึงที่นี่ได้อย่างสบาย

  

ความดีงามคือสามารถใช้ ” Tohoku pass ”
มาจากโตเกียวและเที่ยวในแถบนี้ได้ทั้งหมดที่รถไฟหลักๆเข้าถึง
เช็ครอบรถไฟที่  http://www.hyperdia.comข้อมูลบัตรTohokuพาส  https://www.talonjapan.com/jr-east-pass-tohoku-ar

=================================

Fanpagehttps://www.facebook.com/scratchdaworld/

Youtube Travel Channel ( เที่ยวรอบโลก )https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ?sub_confirmation=1

Instagram : scratch.da.world

หรือคลิกลิ้ง >> https://www.instagram.com/scratch.da.world/

================================= 

Series บันทึกการเดินทาง ” Winter in Japan 2017 “ 

พาเที่ยวจังหวัด Fukushima สุดฟิน  :  http://www.scratchdaworld.com/?p=11858

=================================

เมือง Aomori นี่จริงๆ แล้วมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญหลายจุดนะ ทั้งธรรมชาติ และความเป็นเมือง มรดกโลกก็มี ทะเลสาบก็ดัง ปราสาท ภูเขาหรือแม้แต่ลำธาร ซึ่งผมมาในหน้าหนาวแถมเวลาน้อย ก็เรียกว่ายังไปไม่ครบ รีวิวนี้จะพาไปสัมผัสบรรยากาศที่เที่ยวในเมืองเป้นหลักซะมากกว่า แต่ด้วยบรรยากาศที่ทั้งหนาวและขาวแล้ว ก็สวยพอตัวเลยล่ะ  

แต่ก่อนจะถึง Aomori … ผมก็ได้ไปแวะนอนโรงแรมที่เป็นสกีรีสอร์ทชื่อดังแห่งนึงของภูมิภาคโทโฮคุมาก่อน ใครจะมาแถบนี้ และอยากขึ้นเขา เล่นสกี สโนว์บอร์ด ก็ลองดูที่นี่ไว้เป็นทางเลือกได้

” โรงแรม Prince hotel shizukuishi ”  หนึ่งในโรงแรมเครือยักษ์ใหญ่อย่าง Prince Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมกลางขุนเขาที่เดินทางไม่ยาก รายล้อมไปด้วยภูเขาสวยๆ เช่น Mt.Iwate  เรียกว่าภายในโรงแรมก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งสกีรีสอร์ทแบบครบวงจร  , บุฟเฟ่ดินเนอร์ขาปูยักษ์และอื่นๆ อีกเพียบ , เซาน่าา บลาๆ  เดินทางมาไม่ยากครับ ผมแวะที่นี่เพื่อมาลื่นล้มหัวทิ่มกับสโนวบอร์ดสองวันหนึ่งคืน และในตอนตื่นของอีกวัน ก็ลากสังขารพังๆ ไปยังเมือง Aomori

การเดินทางไปยังโรงแรม Prince hotel shizukuishi  >> นั่งรถไฟไปลงที่สถานี ” Morioka ” แล้วจะมี Shuttle bus นั่งฟรีจากสถานีไปยังโรงแรม และขากลับจากโรงแรมไปยังสถานีเช่นกัน แต่ต้องโทรไปสำรองที่นั่งเพื่อความชัวร์นะ 

รายละเอียดเพิ่มเติม >> http://www.princehotels.com/shizukuishi

ซึ่งผมก็เดินทางไปตามด้านบน จนมาถึงด้านหน้าของโรงแรม Prince hotel shizukuishi … พร้อมกับมีหิมะมาต้อนรับกันอยางอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งจากบนพื้น และบนฟ้า! 

เชคอินเรียบร้อย ก็ลากกระเป๋า และลากเท้าตัวเองขึ้นไปดูห้องพัก .. แต่ก่อนจะดูห้อง ขอเอาวิวจากห้อง มาให้ดูก่อนแล้วกัน .. มันก็จะฟินประมาณนี้ ><

และนี่คือบรรยากาศภายในห้องครับ เตียงนุ่มสบาย Facilities “ครบ” … ขาดอย่างเดียวคือ ” คู่ ” ไม่งั้นจะ ” ครบ ” มากกว่านี้

ไม่เป็นไร … มีเจ้านี่ยืนเหงาเป็นเพื่อน 

ชมห้องแล้ว ลงมาดูลานสกีกันบ้าง .. อันนี้คือหลังจากเล่นเสร็จแล้วนะครับ ฟ้าช่วงนี้จะมืดเร็วมาก แต่ฟ้ามืด ก็ใช้ว่าความสนุกจะดับตามไป เพราะที่รีสอร์ทเค้าก็จะเปิดหลอดไฟตามมา มันก็เลยยังสว่างคาตาอยู่เรื่อยๆ ยันฟ้าเป็นสีดำสนิท ทุกคนก็ค่อยๆ แยกย้ายกันไป 

เดินเข้ามา … เสียน้ำตาลจากพลังงานไปเยอะ ก็จะมีโต๊ะเติมความหวานให้กับทุกเพศทุกวัย ด้วยน้ำแข้งใสหวานเย็น ของสมนาคุณจากทางโรงแรม ข้อดีคือพี่แกยืนตักอยู่นานมาก กินข้าวเสร็จลงมา ยังคงตักอยู่ 55 

ในส่วนของอาหารเย็นที่โรงแรมนั้นจะเป็น Dinner Buffet นะครับ โดยมีพะเอกคือเจ้าขาปูเนื้อแน่นๆ ที่มาเติมแบบแน่นๆ ตลอดระยะเวลา ส่วนอื่นๆ ก็มีครบทั้ง Roast beef , ปลาดิบต่างๆ , มากิ , โซบะเย็น , ยากิโซบะ , พวกอาหารญี่ปุ่น ไก่ กุ้งเทมปุระ ปลานึ่งซีอิ้ววว คือหลายอะ คุ้มม มาเหอะ .. ยังไงก็ต้องมา ถ้าหิว เพราะมีที่เดียวนี่แหละ 555 

จานที่หนึ่งจากสี่ หลังจากนี้พุงแตกสิครับ รออะไร >< 

และอาหารเช้าก็จะเป้นสไตล์ญี่ปุ่นทั่วๆ ไป รสชาติดีทีเดียว .. แต่ที่ไม่ทั่วไป ก็เห็นจะเป็นวิวระหว่างกินแบบนี้นี่แหละ 

ก่อนจากลาโรงแรมนี้ กับลานสกีอีกสักกกกหน่อยยย 

เมื่อสมควรแก่เวลา รถ Shuttle bus ก็พาผมไปส่งที่สถานีรถไฟ Morioka อีกครั้ง

และนั่งมาไม่นาน ผมก็มาอยู่ที่เมือง Aomori เรียบร้อยโรงเรียนโทโฮคุ! พักหลังๆ นี้บางทริปก็จะขี้เกียจแบกเป้ เลยจะเป็นนักเดินทางกระเป๋าลากบ้างในบางอารมณ์ .. แต่มาเจอหิมะหนาๆ นี่ก็ป่วนอยู่เหมือนกัน 

ภาพนี้คงบอกทุกอย่างได้ดี … ว่าจากสถานีรถไฟไปโรงแรม ต้องฝ่าฟันอะไรบ้าง 555

หลังจากเชคอินเก็บของ เหลือบมองดูนาฬิกา ก็พบว่า ” เห้ยย บ่ายสามแล้ววว ” อีกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ฟ้าจะมืด เลยไม่รอช้า เดินฝ่าหิมะออกลุยทันที แต่ก็ยังดี ที่บนถนนไม่ได้เงียบเหงาจนเกินไป … ใครบางคนกำลังรอใครบางคน  

แต่ที่แน่ๆ เวลาไม่รอคนนนน ..  ไปต่อครับ! 

จากโรงแรมผมเดินมาถึงยังสองแลนด์มาร์คประจำเมืองที่อยู่ละแวกเดียวกัน จริงๆ มีสามนะ เดี๋ยวอีกหนึ่งค่อยแนะนำพร้อมภาพประกอบ

จุดแรกคือกลุ่มอาคารด้านซ้ายย ..

ตรงนั้นคือ ” A-Factory ”  

ซึ่ง ” A-Factory “ เป้นเสมือนจุดศูนย์รวมของฝาก ของที่ระลึกจากเมือง Aomori มีทั้งของกิน และจำพวกแฮนด์เมดแนวๆ ด้านในยังมีคาเฟ่อีกก และสินค้าหลักๆ ก็จะเกี่ยวกับ แอปเปิ้ลแบบมากกว่า 85% ครับ เพราะ Apple คือจุดขายของเมืองนี้ มีทั้งเหล้าแอปเปิ้ล พายแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลเพียบ แอปเปิ้ลน้ำใส และอีกมากมาย ส่วนตัวย่อคำว่า ” A ในชื่อ A-Factory ” ก็มาจากสองคำ นั่นคือ Aomori และ Apple! 

และสะพานด้านขวา ก็คืออีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่คุ้นตา ” สะพาน Aomori Bay bridge ”  สะพานที่ทอดข้ามอ่าวอาโอโมริ … 

” A-Factory “

ตะกี้ผมติดไว้อีกหนึ่งที่ช่ายป่ะ .. 

นี่แหละครับ … อีกหนึ่งสถานที่ที่ใครมา Aomori ก็ต้องแวะมาาา  อยู่ตรงข้ามกับ A-Factory เมื่อกี้ สถานที่แห่งนี้คือ Nebuta Warasse หรือ แปลเป็นไทยว่า ” พิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านเนบูตะ ” 

ถ้าถามว่ามันมีอะไร  คำตอบอยู่ในข้อความและภาพถัดไป … 

 

ก่อนจะบอกว่าด้านในมีอะไรน่าสนใจ ผมขอเล่าถึงเทศกาลที่สำคัญที่สุดงานนึงของประเทศญี่ปุ่นก่อน 

เทศกาลที่ว่าคือ ” เทศกาลเนบูตะมัตสึริ (Nebuta Matsuri) ”  ซึ่งถือว่าเป็นงานเทศกาลขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นในฤดูร้อนทั่วจังหวัดอาโอโมริเป็นประจำทุกปีตั้งแต่วันที่ 2-7 สิงหาคม ไฮไลท์ของงานเทศกาลคือขบวนพาเหรดโคมไฟขนาดใหญ่ที่ได้ถูกออกแบบอย่างละเมียดและสวยงามม  ขนาบข้างด้วยกลองใหญ่ไทโกะ พร้อมนักดนตรีและนักเต้น โดยจะแห่ไปรอบใจกลางเมืองอาโอโมริ ระยะทาง 3 กิโลเมตรเป็นประจำทุกคืน ยกเว้นในวันที่ 7 สิงหาคมซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน ขบวนแห่ที่ครึกครื้นจะจัดขึ้นในช่วงบ่าย แล้วจะเคลื่อนขบวนลงเรือและแห่รอบอ่าวในช่วงเย็น หลังจากนั้นจะจุดดอกไม้ไฟเพื่อเฉลิมฉลองปิดเทศกาลครับ  ” 

แน่นอนครับว่าด้วยความที่งานจัดขึ้นเพียง 6 วัน ทำให้คนที่ไม่สามารถมาในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ต้องพลาดไป ดังนั้นน Nebuta Warasse หรือ  ” พิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านเนบูตะ ”  จึงได้เกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่ส่งต่อเรื่องราวของเทศกาลนี้ในแต่ละปีครับ 

โดย Nebuta Warasse ได้ทำหน้าที่เป็นพิพิธพันธ์ในร่ม บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของเทศกาลนี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน และไฮไลท์ที่สำคัญคือการนำเอาโคมไฟที่ใช้ในงานจริงๆ มาตั้งไว้ให้ทุกคนได้ชม ซึ่งก็ไม่ใช่โคมไฟอะไรมาตั้งก็ได้ เพราะโคมไฟที่อยู่ในนี้ คือสุดยอด 5 โคมไฟที่ได้รับการคัดเลือกว่าดีที่สุดในงานประจำปีทั้งสิ้น แต่ละปีก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ครับ 

ของจริงสวยมากก ปราณีต งานละเอียดดดยิบบ!  ไม่เชื่อดู >< 

 

ตัดภาพมาในเช้าของอีกวัน … กับภารกิจดิบๆ ! 

หิวครับ เช้าแบบนี้ ก็ต้องมาตามล่าหาปลาดิบในตลาดเช้าชื่อดังประจำเมืองเข้าไปอยู่ในท้องเสียหน่อย จากที่พักไม่ไกล และก็ไม่ไกลจากโซนเมื่อวาน เดินไม่นานก็ถึงง 

ตลาดปลา Furukawa ”  ( เวลาเปิด-ปิด : 7AM – 4PM ) 

นี่คือตลาดปลา ที่ใครๆ เค้าก็มากัน ข้อดีอย่างแรกคือเปิดเช้า ปิดเกือบเย็น ไม่ว่าคุณจะขี้เซาขนาดไหนก็ไม่ใช่ปัญหาของที่นี่! มากินได้เรื่อยๆ ส่วนความแนวอีกอย่างคือตลาดนี้คุณไม่สามารถเดินไปร้านไหน แล้วจ่ายเงินสดสั่งอะไรก็ได้ .. แต่คุณต้องปฏิบัติตามนี้เท่านั้น เพื่อที่จะได้ทานข้าวหน้าปลาดิบ cuztomization สไตล์ที่เค้าเรียกว่า Nokkedon 

อย่างแรก .. เดินไปแลกสแตมป์ก่อนนน ราคาประมาณ 1300 เยน จะได้สแตมมา 10 ดวงง ซึ่งไอสิบดวงที่ได้มา จะทำหน้าที่เสมือนคูปองนั่นเอง ( ตรงเค้าน์เตอร์ ” Information ” น่ะแหละ 

จากนั้น .. การจะกินข้าวหน้าปลาดิบ เราจะสั่งปลาดิบก่อนข้าวไม่ได้ ไม่งั้นมันจะเป็นปลาดิบหน้าข้าว ก็เลยต้องไปสั่งข้าวมาก่อนนน ที่ร้านนี้ แล้วพอได้ข้าวมา จึงเอาสแตมป์ที่เหลือไปสั่งปลา หอย หมึก หรืออะไรก็ตาม ร้านไหนก็ได้ในตลาดนี้มาราดข้าวเป็นลำดับต่อไป 

เมื่อครบแล้ว หรือแสตมป์หมดแล้ว ก็เป็นอันจบ คบได้ กินนได้ อร่อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ว่าตาดีได้ ตาร้ายเสียครับ เพราะเท่าที่ดู คุณภาพ ความสดของแต่ละร้านก็ไม่เหมือนกัน 

อิ่มท้องเมื่อไหร่ เราก็พร้อมเมื่อนั้นน … ไปเที่ยวกันได้แล้ว 

 อย่บางที่บอกครับ ว่าผมจะเน้นเที่ยวในสไตล์เมืองเป็นหลัก เพราะทริปนี้ก็ไปทะเลสาบมาหลายแล้ว จึงไม่ได้ไปทะเลสาบชื่อดังอย่าง Lake Towada แต่ไม่เป็นไร 

เพราะผมไม่พลาดดดที่จะไปยังปราสาทชื่อดังของจังหวัด Aomori …

นั่นคือปราสาท Hirosaki แห่งเมือง Hirosaki จังหวัด Aomori ครับ การเดินทางก็นั่งรถไฟจากเมือง Aomori ไปยังเมือง Hirosaki จากสถานีไปยังปราสาทระยะทางราวๆ สองโล และก้มีสองทางให้เลือกคือเดินหรือรถบัส อะแถมให้อีกทาง คือนั่งแทกซี่ 

ส่วนผมเลือกเดินฝ่าหิมะลุยไปครับ ได้บรรยากาศดี เวลาก็พอมีไม่ได้รีบอะไร เดินมาจนถึงทางเข้าจะต้องผ่านสวนไปก่อน แล้วจะมาจ๊ะเอ๋กับสะพานสีแดงสั้นๆ ที่ทอดตัวผ่านคลองเล็กๆ ไปยังอีกฝั่ง 

ไม่นานก็ถึง ” ปราสาท Hirosaki “  อย่างแรกเลยที่ต้องยอมรับคือ มันเล็กกมากกก หากเทียบกับปราสาทชื่อดังทั้งหลายในประเทศญี่ปุ่น แต่ก็สวยครับ สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้รูปทรงองเอวคือ ” สตอรี่ ” 

ปราสาทฮิโรซากิ คือ ปราสาทที่ตั้งอยู่ภายในเมืองฮิโรซากิ  ในช่วงแรกสร้างขึ้นโดยผู้ปกครองประจำท้องถิ่น “สึการุ โนบุฮิระ” เมื่อปี 1609 หรือตรงกับช่วงต้นสมัยเอโดะ ต่อมาในปี 1627 ก็เกิดเหตุการณ์ดินปืนระเบิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันและไม่มีใครคาดคิดภายในปราสาทจากฟ้าผ่า ทำให้ตัวพระราชวังฮอมมารุรวมถึงปราการปราสาทถูกเผาทำลายลงไปอย่างน่าเสียดาย

หลังจากนั้นปราสาทฮิโรซากิก็ยังคงอยู่ต่อมาเกือบ 200 ปีโดยไม่มีปราการปราสาทเช่นเดิมจนเพิ่งสร้างขึ้นใหม่หลังปี 1810 และใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน ปราการปราสาทหลังนี้เป็น 1 ใน 12 ปราการปราสาทที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นกันอยู่ในญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้ แถมยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ อีกด้วย

ความพีคอีกอย่างคือ จริงๆ แล้วตัวปราสาทมันไม่ได้ตั้งอยู่ในจุดที่ผมเห็นนะ แต่มันตั้งอยู่ตรงกำแพง … 

สาเหตุที่มันมาตั้งอยู่ตรงนี้ ก็เพราะว่าได้มีการบูรณะกำแพงหินส่วนที่เป็นฐานปราสาทซึ่งเสื่อมสภาพลงนั่นเองครับ จึงได้มีการย้ายตัวปราสาทมา ที่น่าทึ่งคือ วิธีการบูรณะ ที่ทำโดยการยกตัวปราสาทออกจากฐานไปตั้งบริเวณข้างๆ โดยไม่ได้รื้อถอนนี่แหละ 

ว่ากันว่าช่างใช้เครื่องมือทำการยกส่วนตัวปราสาท(ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าTenshu)ที่อยู่ด้านบนกำแพงหินขึ้น แล้วเคลื่อนย้ายไปวางบนลานที่อยู่ห่างออกจากจุดเดิมไป 70 เมตรโดยไม่ต้องรื้อถอน โดยเรียกการเคลื่อนย้ายลักษณะนี้ว่า Hikiya (ฮิคิยะ) คือการเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้างทั้งชิ้นไปทั้งอย่างนั้นโดยไม่รื้อถอน ซึ่งใช้เวลาดำเนินการเคลื่อนย้ายตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมจนถึงปลายเดือนตุลาคม 2558 กินเวลาสองเดือน

ตัวปราสาทที่ถูกย้ายนั้นมีความสูง 14.4 เมตร หนัก 400 ตัน และต้องใช้เครื่องยกถึง 27 ตัวในการยก เพื่อย้ายมายังฐานชั่วคราวที่อยู่ห่างออกไป 70 เมตร ระหว่างนี้ช่างจะทำการบูรณะกำแพงหินดังกล่าวต่อไปเรื่อยๆ ครับ เสร็จเมื่อไหร่ มันก็จะถูกนำไปไว้ที่เดิม คาดว่าน่าจะอีกพักใหญ่ๆ เลย 

บรรยากาศรอบๆ ปราสาที่เต็มไปด้วยหิมะโปรยปราย 

ชมปราสาทเสร็จแล้ว ก็เดินกลับลากยาวอีกรอบบบ 555 

ระหว่างทางก็ถ่ายไปเรื่อย .. อาจจะเหนื่อยกว่าการนั่งรถ แต่ก็ได้เห็นโลกกว้างกว่าแน่นอน 

จากเมือง Hirosaki ผมก็กลับมายังเมือง Aomori อีกรอบ กับจุดเดิมอีกครั้ง แต่คนละช่วงเวลา เมื่อวานฟ้ามืด วันนี้ขอมาดูตอนสว่างๆ บ้าง กับสะพาน Aomori Bay bridge 

เดินเล่นไปเรื่อย กับบรรยากาศที่หนาวและขาวไปทั้งเมืองงง …

 

นั่นก็พิพิธพัณฑ์ Nebuta warasse ที่ได้เข้าไปชมมาเมื่อวานนน 

เดินเลาะสะพานไปตามทางงง หนาวมากกก แต่ก็ฟินอยู่ เรือตรงนั้นคือ Hakkoda-maru Memorial Ship เป็นอีกหนึ่งพิพิธพันธ์เกี่ยวกับเรือที่น่าสนใจ แต่ผมไม่ได้เข้านะ .. เพราะมีจุดหมายคือวิวพาโนรามาจากมุมสูง ว่าแต่ว่า ต้องไปขึ้นที่ไหนนนะ ถึงจะได้เห็นนน 

ที่นั่นไง! … ยอดตึกหัวแหลมเฟี้ยวตรงนั้นคือ Observation desk หรือจุดชมวิวประจำเมือง กับชื่อย่อเท่ห์ๆ ว่า ASPAM ส่วนชื่อเต็มของมันคือ Aomori Prefecture Tourist Centerl ..   ว่าแล้วก็รีบไปครับ 

เดินเหยียบย่ำหิมะเข้าไปจนถึงตึก ซื้อตั๋วขึ้นไปจุดชมวิววววว … พอขึ้นมา ก็จะเจอวิวประมาณนี้แบบรอบทิศทางงง ส่วนทิศไหนบ้าง ขอให้ภาพเล่าเรื่องงง ซึ่งมันก็สวยเอาเรื่องอยู่นะ สิ่งหนึ่งที่ผมชอบก้คือการได้ขึ้นมาดูวิวเมืองจากมุมสูงในทุกที่ที่มีโอกาสนี่แหละ 

งานมินิมิมอลลลก็มาาา 

นึกว่าาาอยู่ ” ลูฟฟฟฟ ” ที่ปารีสสส แต่มาคิดดูอีกที นั่นมันไม่ติดทะเล! 

เสร็จแล้วก็ลงมาเดินเล่นแบบ ” เดินไปเรื่อย ” เพราะในเมืองนี่หลักๆ ที่อยากไปก็ครบแล้วว 

อ่อๆ สำหรับถนนเส้นหลักของเมืองที่เป็นจุดศูนย์รวมของบรรดาร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ คือ ถนน Shin-machi Dori นะครับ จากสถานีรถไฟ เดินตรงมาก็เจอเส้นนี้เลย คือจากที่ผมเดินสำรวจ หากจะหาของกิน ไม่ต้องไปไกล เส้นนี้จบบในเส้นเดียวครับ 

บรรยากาศถนน Shin-machi Dori 

 

ระหว่างเดินอยู่ก็นึกขึ้นได้ ว่า ” เห้ย มีอีกวัดสำคัญในเมืองงงงง ” 

ไม่รอช้าครับ เสิชอากู๋ แล้วก้มดู GPS ทันที จิ้มไปว่าาา  ” Uto Shrine ”  

Uto Shrine คือหนึ่งในศาลเจ้าหลักประจำเมือง ที่อยู่ในระยะประจำการในการเดิน … เดินมาตามทางก็จะเจอเสาโทริอิสีแดงตั้งตระหง่านอยู่ ด้านในเป็นที่ตั้งของศาลเจ้า 

ฟ้ากำลังจะมืดพอดี และสถานที่แห่งนี้ก็คือที่สุดท้ายของผมในเมือง Aomori .. หลังจากไหว้พระเสร็จ ก็เดินหาอะไรกิน กลับที่พัก นอนกลิ้งงง แล้วรอย้ายเมืองในอีกวันถัดไป ส่วนจะไปไหน ไว้จะมาเล่าให้ฟัง 

ในส่วนของตอนนนี้ ขอลาไปก่อนนน ขอบคุณครับ 🙂 

=================================

Fanpagehttps://www.facebook.com/scratchdaworld/

Youtube Travel Channel ( เที่ยวรอบโลก )https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ?sub_confirmation=1

Instagram : scratch.da.world

หรือคลิกลิ้ง >> https://www.instagram.com/scratch.da.world/

=================================