รีวิวเที่ยวประเทศ ” ฟิลิปปินส์ ” ฉบับ 3 วัน กับ 22 สถานที่ต้องโดนไปสัมผัสยุโรปแห่งเอเชีย ที่เรียกว่าครบทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม! 

เมื่อลาไปไหนนานไม่ได้ แต่ดันอยากไปเที่ยวไกลบ้านดูบ้าง …

อะ จัดให้ครับ ทริปง่ายๆ สบายๆ อาเซียนเพื่อนบ้านเรานั่นเอง กับทริป ” ลุยประเทศฟิลิปปินส์ [ Philippines ] “ฉบับคนวันลาน้อย ลาวันศุกร์วันเดียว เที่ยวได้เต็มอิ่ม! 

หากพูดถึงการเดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ .. หลายคนก็จะนึกถึงหาดทรายสวยๆ  น้ำทะเลใสๆ เกาะแก่งน้อยใหญ่ หรือแม้แต่การไปว่ายน้ำกับฉลามวาฬที่เป็นเป้าหมายหลักของใครหลายคน จนทำให้สถานที่น่าสนใจหลายมุมได้ถูกมองข้ามไป 

แม้กระทั่งเมืองหลวงของประเทศอย่าง ” กรุง Manila ”  

ต้องบอกว่าก่อนที่ผมมาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนัก  หลายคนบอกเฉยๆ บางคนบอกน่ากลัว แต่จากที่ได้สัมผัส ก็อยากจะขอบอกจากความเห็นส่วนตัวว่า ในมุมของการท่องเที่ยวนั้น เมือง Manila ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยครับ และก็ไม่ได้น่ากลัวเลย ถ้าเราไม่พาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต่างๆ หลายๆ อย่างที่ได้ยินมา ก็เปลี่ยนความคิดของผมเกี่ยวกับเมืองนี้ไปพอสมควร .. 

จริงๆ แล้วฟิลิปปินส์มีจุดท่องเที่ยวเยอะมาก กระจายตัวกันอยู่ในทุกภูมิภาค สถานที่ก็จะต่างกันไป มีทั้งแบบธรรมชาติ เมืองเก่า ไปจนถึงเมืองใหม่ไฉไลไม่แพ้สาทรสีลมบ้านเรา รวมไปถึงจุดหมายปลายทางของผมในทริปนี้อย่าง Manila และพื้นที่ใกล้เคียง … คือไหนๆ จะเที่ยวแล้ว ก็ต้องไปเมืองหลวงเค้าหน่อย ไปดูเมืองเก่า ไปดูมรดกโลก ( ใช่ครับ มี UNESCO ที่ Manila! )  ไปดูวิถีชีวิต ไปลองอาหารท้องถิ่น ไปลองคาเฟ่คูลๆ และอีกหลากหลายความน่าสนใจในเมืองนี้ ยอมรับว่าวิหารที่นี่ มีความงดงามไม่แพ้ในยุโรปเลยล่ะ

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวในเขตเมือง Manila แล้ว .. ผมยังได้ไปเที่ยวจุดที่น่าสนใจ ที่อยู่ไม่ไกลมาด้วย มีที่ไหน ไปยังไง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในรีวิวว พร้อมระบุ 22 สถานที่ทั้งหมดที่ได้ไปมา และแพลนการเดินทางคร่าวๆ แบบสบายๆ มาเป็นข้อมูลให้ตามรอย

การเดินทางไปยังกรุง Manila ทริปนี้ ผมบินไปกับสายการบิน Air Asia ที่มีบริการบินตรงจาก ดอนเมือง ไปยังกรุง Manila ทุกวันทั้งไปและกลับครับ  รายละเอียดไฟล์ทก็จะประมาณนี้ …. 

ขาไป : ออกเดินทางจากดอนเมือง , กรุงเทพ เวลาประมาณ 21.20 / ถึงกรุง Manila เวลา ตี 1.50 (+1)  เวลาท้องถิ่นประเทศ Philippines 

ขากลับ : ออกเดินทางจากกรุง Manila เวลาประมาณ 18.25 / ถึงดอนเมือง , กรุงเทพ เวลา 20.40 เวลาท้องถิ่นประเทศไทย  

ขาไปอาจจะถึงดึกหน่อย แต่ข้อดีคือไม่ต้องลางานวันบินครับ ส่วนขากลับก็สบาย เลย เที่ยวได้อีกเกือบหนึ่งวัน 🙂 

=================================  

มาดูข้อมูลและแพลนการเดินทางคร่าวๆ กันเลยดีกว่าาา  🙂 

ข้อมูลทั่วไปและการเตรียมตัวแบบรวบรัดแต่ครบรส

  • ฟิลิปปินส์มีเกาะเยอะมาก รวมๆ 7,641 เกาะ  มีเกาะใหญ่ๆ 11 เกาะ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 300,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีคนอยู่อาศัยบนเกาะต่าง ๆ เพียงประมาณ 900 เกาะ  และในทั้งหมดทั้งมวลนี้ พี่แกแบ่งเป็น 3 หมู่ใหญ่ๆ  
  1. หมู่เหนือ ประกอบด้วย สองเกาะใหญ่ ๆ คือ เกาะลูซอน (Luzon) และเกาะะมินโดโร (Mindoro)
  2. หมู่กลาง เรียกว่า Visa yas ประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ ประมาณ 7,000 กว่าเกาะ
  3. หมู่เกาะใต้ ประกอบด้วย เกาะมินดาเนา (Mindanao) และ Sulu Archipa lago หมายถึง หมู่เกาะต่าง ๆ ประมาณ 400 กว่าเกาะ ซึ่งอยู่เรียงรายทางใต้ของเกาะมินดาเนา ไปจนถึงทางทิศตะวันตกของเกาะบอร์เนียว ภูเขาที่สูงที่สุดในฟิลิปปินส์คือ ภูเขาอาโป (Apo) มีความสูงถึง 2,950 เมตร จากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่บนเกาะมินดาเนา 
  • ภูเขาที่สูงที่สุดในฟิลิปปินส์คือ ภูเขาอาโป (Apo) มีความสูงถึง 2,950 เมตร จากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่บนเกาะมินดาเนา
  • มีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับอีก 50 แห่ง 
  • มีประชากรประมาณ 100 ล้านคน นับเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 8 ในเอเชีย และเป็นอันดับที่ 12 ของโลก 
  • ฟิลิปปินส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักวรรด์สเปนเป็นเวลานานกว่า 300 ปี จึงมีสถาปัตยกรรมแบบยุโรปและสเปนให้ชมกันหลายจุด เรื่องราวค่อนข้างยาว ไว้จะไปขยายเพิ่มเติมในรีวิวนะ 
  • นอกจากสเปนแล้ว ฟิลิปปินส์ยังเคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษด้วย ญี่ปุ่นก็เคยมาคุมที่นี่ในช่วงสั้นๆ เช่นกัน 
  • ฟิลิปปินส์จะมีภาษาหลักสองภาษา คือภาษาฟิลิปปิโน่และภาษาอังกฤษ ดังนั้นคนที่พูดอังกฤษได้เยอะ ไม่ต้องห่วงเรื่องการสื่อสารครับ 
  • ศาสนาหลักของคนที่นี่คือ ” ศาสนาคริสต์ ” ( นิกายโรมันคาโทลิกจะเยอะที่สุด ) 
  • ฤดูกาลที่นี่มีสองฤดู คือร้อนกับฝนครับ 555 แน่นอนว่าฤดูที่น่าเที่ยวคือหน้าร้อน และช่วงที่ดีที่สุดคือ Feb – May 
  • เวลาในฟิลิปปินส์เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง 
  • แลกเงินเปโซก่อนจะโกทูฟิลิปปินส์ ( 1 บาท = 0.62 เปโซ ) 
  • คนฟิลิปปินส์จะทักทายด้วยคำว่า “กูมุสตา” และกล่าวคำว่า “ซาลามัต” (ขอบคุณ) 
  • พาสปอร์ตไทยเข้าได้เลย วีซ่าไม่ต้องขอครับ  
  • การเดินทางเที่ยวเมือง Manila มี Metro รถบัส แต่อยากจะแนะนำนั่งรถแทกซี่ครับ ปลอดภัย ไม่แพง สบาย และได้ชมวิวสองข้างทางเต็ม มี Grab ด้วยนะ ใช้บริการได้ 
  • การจราจรใน Manila รถติดไม่แพ้กรุงเทพครับ ถนนหนทางวุ่นวายพอตัว จะไปสนามบินต้องเผื่อเวลาไว้หน่อย
  • อาหารฟิลิปปิน มีความคล้ายบ้านเรา ดังนั้นทานได้ทุกคน มีร้านฟาสฟูดเพียบเช่นกัน พวกไก่ย่าง หมูย่าง กล้วยเชื่อมย่างนี่อร่อยมาก 
  • ค่าครองชีพถูกมากกก สบายเป๋าาาแน่นอน 
  • คนท้องถิ่นแนะนำว่า ไปแค่จุดเที่ยวก็พอ มิจฉาชีพมีบ้างเป็นเรื่องปกติ

Day 0 [ วันบิน ] 

  • วันนี้ขอไม่นับเป็นวันเดินทางนะ เพราะไม่ต้องลา และบินค่ำๆ เลย 
  • ไปขึ้นเครื่อง AirAsia ไฟลท์ Z2 288 บินตรงแบบไม่ต้องงงไปยังกรุง Manila [ เครื่องออก 21.20 ] 
  • หลับสะให้พอ เพราะถึงเกือบตีสองงง [ ถึงที่ Terminal 3 ]
  • เดินออกมาเรียกแทกซี่ด้านหน้าไปโรงแรม เชคอิน นอนได้ / ติดต่อ Day trip ให้เรียบร้อย

Day 1 [ Day trip ไปเที่ยวน้ำตก Pagsanjan falls – Manila bay ] 

  • วันนี้แนะนำซื้อ Day trip จะมีสองจุดที่คนเค้าไปกันคือ Tagaytay และไปชมปล่องภูเขาไฟที่ Taal Volcano กับไปดื่มด่ำธรรมชาติ ที่น้ำตก Pagsanjan Falls .. ผมเลือกอย่างหลัง เพราะฝนตกครับ และก็บอกเลยว่าไม่ผิดหวัง 🙂  [ ราวๆ 4,000 – 6,000 เปโซ อยู่ที่ไปกี่คน ]
  • หมดไปเกือบวัน ถึงโรงแรม แล้วไปเดินเล่นตอนเย็นถึงค่ำที่ Manila Bay 

** จองโรงแรมด้วยนะ ถ้าจะเที่ยวแค่แถบๆ นี้ Manila และใกล้เคียง ก้พักที่ Manila ครับ ผมแนะนำที่ Bay leaf hotel เพราะอยู่ในเขตจุดท่องเที่ยวหลักอย่าง Intramuros เลย อาหารอร่อย ดาดฟ้าเป็นจุดชมวิวเมืองสวยๆ **

Day 2 [ Intramuros & around ] 

  • เที่ยวในเมืองโบราณ Intramuros และเดินเล่นใกล้ๆ ชิลๆ แถบนั้น * UNESCO LISTS *  [ มีหลายจุดน่าสนใจในนี้ครับ ] 
  • แวบมาเดินเล่นหน้า Rizal park , City hall , National museum , Post office , Binondo  [ ใกล้ Instramuros  ] 

Day 3 [ ตัวเมือง Manila – ไปสนามบิน ]  

  • วันนี้เหมารถเที่ยวยาว แล้วให้ไปส่งสนามบินเลย เพราะแต่ละจุดไกลกัน [  2,000 – 3,000 เปโซ ] หลายคนก็ถูกไปอีก
  • สถานที่เที่ยวคร่าวๆ ดังนี้  Makati , American Cemetry , Bamboo organ , Jeepney Factory  , USD ( University of San Diego  ) 
  • แล้วให้พี่เค้าไปส่งสนามบิน กลับบ้านได้ 

** สามารถสลับแพลนได้ตามความเหมาะสมนะ ** 

=================================   

Let’s go to ” Manila & around ” [  Nature – Architecture – Culture ] in 3 days 

ขอต้อนรับเข้าสู่ประเทศ ” Philippines ”  กับการเดินทางแบบสบาย ๆ 3-4 วัน ไม่มีหาดทราย ไม่มีชายทะเล และก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีความน่าสนใจในอีกหลายๆ มุมมาเติมเต็ม ไม่ว่าจะเป็นความชิลไปกับธรรมชาติ ชมสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรป และสัมผัสกับวิถีชีวิตของความเป็นฟิลิปปินส์ 

ต้องบอกว่านี่คือคือดินแดนที่วัฒนธรรมตะวันออกผสมผสานกับตะวันตกได้อย่างลงตัว ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะประเทศนี้นั้นได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกแบบเต็มๆ ในยุคที่สเปนเข้ามาปกครอง … หลายคนจึงนิยามเมืองหลวงอย่างกรุง Manila ว่า ” นี่คือยุโรปในอาเซียน ” 

และทริปนี้ไม่ต้องลายาว .. หยุดศุกร์ – อาทิตย์ ก็ไปได้! 

พร้อมแล้วก็ตามมาเลยครับ

ถ้าถามว่าไม่ไปชายหาด ไม่ไปทะเล แล้วจะเซไปดูอะไร …

เอาแบบง่ายๆ บินตรง ไม่ต้องไปไหนไกล เที่ยวสบาย ก็ลองไปเมืองหลวงอย่างกรุง Manila ดูครับ  มีความน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะเขตพื้นที่มรดกโลกอย่าง Intramuros ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรประดับหัวแถวแนวหน้าของเอเชียให้ได้ชมกัน … บางจุดนี่ผมนึกว่าอยู่สเปนกันเลยทีเดียว ไม่ได้โม้นะ ลองดูสถานที่ในภาพนี้เป็นตัวอย่างง  

นี่คือ Manila Cathedral ที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ใน Intramuros .. ส่วนใครสงสัยว่า Intramuros คืออะไร เดี๋ยวไว้จะเล่าให้ฟัง

นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวใน Intramuros แล้ว … Manila ก็มีความน่าสนใจอีกหลายอย่าง  มีมุมสวยๆ อีกหลายมุมให้เราไปถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชี่ยล มีสถานที่และเรื่องราวประวัติศาสตร์แบบเรียลๆ ให้ฟัง ..

อ่อมีฟีลแบบชิลริมทะเลด้วยนะ 

ก่อนอื่นเหนือสิ่งใด ผมขอแนะนำกรุง Manila กันแบบคร่าวๆ 

มหานครมะนิลา (Metro Manila)  ตั้งอยุ่บนชายฝั่งตะวันออกของอ่าวมะนิลา (Manila Bay) บนเกาะลูซอนซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและตั้งอยู่ทางเหนือสุดของฟิลิปปินส์ และเป็นที่ตั้งของเมืองย่อยสำคัญทั้ง 15 แห่ง ซึ่งรวมถึงเมืองหลวงมะนิลา โดยพื้นที่นี้ถูกขนานนามว่าเป็นเขตนครหลวงแห่งชาติ (National Capital Region หรือ NCR) เพราะเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างในประเทศ ทั้ง รัฐบาล การค้า และวัฒนธรรม อีกทั้งหน่วยงานของภาครัฐเกือบทั้งหมด และสำนักงานใหญ่ของบริษัทเอกชนส่วนมากก็อยู่ที่นี่ ประชากรก็มีตั้งแต่รวยสุดโต่งไปจนถึงจนสุดขีดอยู่ในเขตพื้นที่ใกล้ๆกัน นี่คืออีกหนึ่งประเทศที่มี Gap ความแตกต่างในเรื่องรายได้และชนชั้นสูงมาก  ..

ซึ่งในแต่ละเมืองเนี่ยก็มีจุดเด่นที่ต่างกันไป เช่นย่าน Makati ก็จะเหมือนสีลม สาทร สุขุมวิทบ้านเรา คือเป็นย่านคนเมือง สำนักงาน ร้านอาหารชิคๆ ก็อยูย่านนี้เยอะ ย่าน Bay walk ก็เป็นความชิล มีที่ตั้งของสำนักงานของรัฐต่างๆ ย่าน Intramuros ก็เป็นมรดกโลก เมืองเก่าในยุคที่สเปนเข้ามาปกครองฟิลิปปินส์  

 

เอาล่ะ ได้เวลาออกเดินทางสะที .. 

ในช่วงค่ำๆ ของวันที่ไม่ต้องลางานอะไร เพราะเที่ยวบินของ Air Asia  ไฟลท์ Z2 288 ที่จะบินไปยังกรุง Manila จะออกเดินทางในตอน 21.20 นู่นเลย ดังนั้นนสบายใจได้ 

พอขึ้นเครื่องปุ๊ป ก็ดูพนักงานคนสวยสาธิตเรื่อง Safety จากนั้นรออาหารที่สั่งออนไลน์เอาไว้มาเสริฟ พอกินอิ่มปุ๊ป ก็เตรียมนอนได้เลยครับ! อ้อ ในส่วนของการสั่งอาหารนั้น ถ้าสั่งออนไลน์มาก่อน จะถูกกว่านะครับ 🙂 

เพราะเครื่องจะถึงสนามบิน Ninoy Aquino International Airport ที่ Terminal 3 ในเวลาประมาณ 1.50 AM  พอแลนดิ้งง ก็ซิ่งไปขึ้นรถแทกซี่เข้าโรงแรมทันที 

สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาและติดต่อทัวร์ของวันถัดไป  แรกเริ่มเดิมทีว่าจะไปที่ Tagaytay เพื่อไปชมภูเขาไฟขนาดเล็กที่สุดในโลกที่ยังประทุอย่าง Taal Volcano 

แต่หลังจากดูพยากรณ์อากาศแล้ว พายุเข้า ฝนตกยาว ก็เลยตัดสินใจปรับแพลนไปยังน้ำตกสุดสวยที่ Pagsanjan Fall แทน … เอาจริงๆ ก่อนมายังไม่เคยได้ยินชื่อของที่นี่เลยครับ มาเห็นในโบรชัวร์ที่โรงแรม คิดว่าน่าจะเหมาะกับวันฝนตกกว่าการเทรคไปดูภูเขาไฟ .. อะจัดไป 

[ Day 1 ] 

Place no.1 [ น้ำตก Pagsanjan Fall ] 

เอาล่ะ เริ่มวันแรกอย่างเป็นทางการ .. นัดคนขับไว้ 8 โมงเช้ากับค่าเหมารถไปเที่ยวถึงเย็นประมาณ 4,500 เปโซ ( มาคนเดียวก็หนักหน่อยฮะ ) 

เมื่อถึงเวลา ทักทายกันนิดหน่อย ก็ออกเดินทางทันที โดยเป้าหมายในวันนี้คือ น้ำตก ” Pagsanjan Fall ” หรือบางคนก็เรียกว่า Cavinti falls ซึ่งผมก็เพิ่งรู้ว่าที่นี่ดังในฟิลิปปินส์เหมือนกัน ตั้งอยู่ในเมือง Laguna ที่ห่างจากกรุง Manila ประมาณ 90 กิโลเมตร 

เริ่มเดินทางด้วยการขึ้นทางด่วนยิงยาว แวะ Starbuck กันแวบนึง ใครชอบกาแฟเจ้านี้ ไม่ต้องกลัวไม่มีกิน เพราะพี่แกมีสาขาอยู่ในทุกพื้นที่  ..

เวลาเดินทางผ่านไป 2 ชั่วโมงกว่า เราก็มาถึง Pagsanjan Falls Lodge and Summer Resort 

ซึ่งการจะไปถึงน้ำตก Pagsanjan Fall ได้ .. คุณต้องนั่งเรือพายเข้าไปจากรีสอร์ทที่ให้บริการ ราคาคนละประมาณ 1,200 เปโซ จะมีคนพายสองคนหน้าหลังลงแรงพายไปตามลำน้ำ  ส่วนเรานั่งตรงกลางเป็นตัวถ่วงเรือกันไป บางทีคนเรือต้องลงไปเข็นก็รู้สึกเป็นภาระเหมือนกัน ><

และเส้นทางนั่งเรือคือธรรมชาติมาก มีความแอดเวนเจอร์เบาๆ เรือจะผ่านไปตามแม่น้ำ Magdapio River สองข้างทางจะถูกขนาบด้วยขุนเขาและความเขียวชอุ่มชุ่มฉ่ำของธรรมชาติ มีก้อนหินขนาดต่างๆ ตามลำน้ำมาทดสอบพลังของคนเรือ ระหว่างทางก็จะมีน้ำตกขนาดย่อมอยู่หลายจุด 

 

พอมาจนสุดทาง … เราก็จะได้พบกับ น้ำตกหลัก ” Pagsanjan Fall ”  สวยยเกินคาดด !! 

ตรงจุดนั้นจะมีบริการแพรไม้ไผ่ ซึ่งสามารถล่องไปในถ้ำเล็กๆ หลังน้ำตกได้ บรรยากาศคือดีจริงๆ ด้านหลังจะเป็นถ้ำขนาดเล็ก คล้ายๆ กับโพรงเข้าไป ซึ่งไม่พลาดครับ นี่ก็ถอดเสื้อลงแพรทันทีตามคำยุยงของคนเรือประมาณว่า ” เมิงมาถึงนี่แล้วนะ จะไม่ลงน้ำหน่อยหรอ ” ..อย่าท้าาา  

ผมใช้เวลาที่นี่สักพักเลย .. และเมื่อรู้สึกว่าเดี๋ยวจะเลท เลยรีบเดินทางกลับไปขึ้นรถ เพื่อยิงตรงเข้าเมือง Manila 

Place no.2 [ Manila bay walk ] 

หลังจากเริ่มเข้าเมือง Manila … ผมก็เหลือบดูเวลา เอ้ายังพอทันไปเดินชิลชมแสงสุดท้ายที่ Manila bay walk ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าฟ้าใส ที่นี่จะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุด 

แต่ช่วงนี้ฝนตกๆ หยุดๆ ฟ้าหม่นไร้ซึ่งความใส เอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็เลยมั่นใจว่าแสงสุดท้ายไม่ได้เห็นแน่นอน  แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว จะกลับห้องนอนก็ยังไง แวะมาเดินเลยละกัน 

ย่าน Manila Baywalk จะเป็นจุดชิล ทางเดินริมทะเลลาดยาวตั้งแต่สถานทูตอเมริกาไปจนถึง Manila cultural center ระหว่างทางจะมีโบสถ์หนึ่งน่าสนใจนั่นคือ Malate Catholic Church ริมทางเดินก็จะมีรถม้าให้บริการเป็นระยะๆ วันที่ไปลมแรงมาก เดี๋ยวฝนตก ลมพัด นี่ขนาดผมสั้นหัวยังกระเซิงเลยครับ 

เดินมาจนสุดทางถึง Manila cultural center เลี้ยวขวานิดนึง ก็จะมาเจอทางเดินเรียบฝั่ง เดินออกมาเรียบชายทะเล แล้วจะเจอมุมนี้ .. น้ำทะเล เรือ และฉากหลังที่มีเมือง Manila ยืนเด่นเป็นสง่า ทำองศาสะท้อนกับสายน้ำ … 

สวยยยยยยอยู่นะ 🙂 

ถือว่าส่งท้ายวันแรกได้ดี กับภารกิจหนีฝนไปนอกเมือง พอเข้าเมืองมาอากาศก็พอโอเค

แนะนำโรงแรมใน Manila  

ถ้าใครสนใจรูทนี้ อยากมี รร ปักหลักยาวๆ แบบไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน ก็ขอแนะนำที่  Bay leaf hotel 

โรงแรมนี้คือดี ตั้งอยู่ภายในเขตเมืองเก่าอย่าง Intramuros เลย ห้องสบาย เตียงสบาย อาหารเช้าเวิค เดินไปยังสถานที่ท่องเที่ยวในเขตมรดกโลก Intramuros ได้หมด และที่สำคัญอีกอย่างคือวิวจากร้านอาหาร Sky deck บนดาดฟ้าสวยมากก ไม่ต้องเสียตังค์มากินข้าว ก็ขึ้นมาชมวิวในฐานะ Guesrt ของโรงแรมได้

[ Day 2 ] Intramuros 

อย่างที่บอกครับ เมื่อจุดท่องเที่ยวหลักอยู่ในนี้ ก็พักที่นี่สะเลย ตื่นเช้ามาถึง ก็เตรียมลุยเที่ยว Intramuros กันแบบเต็มวัน 

และขอพูดถึงเรื่องราวของเมืองเก่า Intramuros กันสะหน่อย .. 

Intramuros คือเมืองป้อมปราการอันแข็งแกร่งซึ่งสร้างขึ้นในยุคที่สเปนเป็นเจ้าอาณานิคมปกครองดินแดนหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ริมแม่น้ำฟาร์ซิค ไรซัล  ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1571  (ตรงกับสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระบิดาของพระนเรศวร ครองกรุงศรีอยุธยา)โดยกลุ่มชาวสเปนที่จะเข้ายึดครองเม็กซิโกและเปรูที่มีผู้นำคือ Miguel Lopez de Legaz การสร้างนี้ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากกลุ่มโจรสลัดหลายๆกลุ่มจากทั้ง จีน ญี่ปุ่น ดัตช์ และโปรตุเกส … 

ซึ่งพี่สเปนแกได้ออกแบบผังเมืองแห่งนี้อย่างเป็นระบบตามอย่างในยุโรป มีถนนตัดกันเป็นเส้นกริดเรียบร้อย มีอาคารบ้านเรือน สถานที่ราชการ โบสถ์วิหารในศาสนาคริสต์ ป้อมค่ายมากมาย มีปืนใหญ่อยู่ตามจุดต่างๆ  ล้อมรอบทั้งเมืองด้วยกำแพงหินอย่างมั่นคงแข็งแกร่ง ทุกวันนนี้ก็ยังมีสภาพดีอยู่เลย 

โดยป้อมปราการแห่งนี้เคยถูกเปลี่ยนมือไปสู่การดูแลของอังกฤษในช่วงปีค.ศ. 1762 ก่อนที่สเปนจะตีคืนมาได้ในสองปีถัดมา และจากนั้นก็ถูกเปลี่ยนมืออีกครั้งไปสู่สหรัฐอเมริกาในปีค.ศ. 1898 ก่อนที่จะถูกญี่ปุ่นเข้าทำลายและยึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

และหลังจากผ่านทั้งพายุ แผ่นดินไหว ไฟไหม้รวมไปถึงสงคราม ..  Intramuros ก็แทบจะไม่เหลืออะไรและกลายเป็นเมืองร้างในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่ทางการจะยื่นมือเข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์จนมีสภาพดีขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน และกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมจากคนทั่วโลก 

Place no.3 [ ถนน Mirella และแนวกำแพงเมือง , Intramuros ]  

ภายใน Intramuros มีจุดน่าสนใจหลายจุด ขอเริ่มที่ถนน Mirella ก่อน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกำแพงเมืองที่เราสามารถเดินขึ้นไปบนกำแพงได้ จะมีพื้นที่กว้าง เอาโกลหนูมาตั้ง เตะบอลโต้ะเล็กได้เลย มีปืนใหญ่โบราณตั้งอยู่ และมีทางเดินบนแนวกำแพงให้เดินชิลลล 

ความดีงามของวันนี้คือฝนไม่ตก แต่ก็ไม่มีแดด .. ซึ่งก็ดีใจน้ำตาไหลแล้ว เพราะพยากรณ์บอกตกทุกวันน ><

Place no.4 [ Aduana , Intramuros ] 

เดินต่อมาตามทาง .. อีกนิดจะเจอกับอาคารโบราณที่มีชื่อว่า ตึก Aduana อาคารราชการกับสถาปัตยกรรมสไตล์ Neoclassical แบบสเปน สร้างในช่วงปี 1823-1829 แต่หลังจากเจอทั้งสงคราม ทั้งแผ่นดินไหวในอดีตมาหลายครั้ง .. สภาพก็จะพังๆ อย่างที่เห็น แต่ในความพังนั้น ก็อาจจะถูกใจคนชอบถ่ายรูปก็ได้นะ ผมว่ามันแนวดีทีเดียว 

ลองไปยืนตรงประตูแล้วถ่ายโพสต์ลง IG ดูสิ ^^

Place no.5 [ Fort Santiago , Intramuros ] 

จากตึก Aduana เดินต่อมาอีกนิด ก้จะได้ใกล้ชิดกับหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดใน Intramuros .. 

ที่นี่คือ Fort Santiago หรือป้อมซานติเอโก ป้อมปราการที่ถือว่าเป็นด่านแรกในการป้องกันการโจมตีจากข้าศึกที่เข้ามาทางปากแม่น้ำปาซิกจากอ่าวมะนิลา ป้อมแห่งนี้ถูกทำลายจากการโจมตีของกองทัพสหรัฐ แต่ต่อมาถูกบูรณะซ่อมแซมเพื่อให้เป็นปูชนียสถานแห่งเสรีภาพไปเรียบร้อย 

เดินมาถึงทางเข้า จ่ายค่าเสียหายประมาณ 7o เปโซ ก็ไปเดินเตร็ดเตร่ในนี้กันได้เลยครับ 

ทางเข้าจะเป็นสวนทอดตัวยาวไปจนไปถึงประตูทางเข้าหลัก ระหว่างทางจะมีอาคารโบราณให้ได้ชมกันด้วยนะ หนึ่งในสถานที่สำคัญในป้อมนี้ก็คือ  อนุสรณ์สถาน Rizal shrine ( ท่าน Rizal ) แม้จะเป็นตึกเล็กๆแต่ชาวฟิลิปปินส์ก็ให้ความสำคัญมาก เพราะท่าน Rizal ซึ่งเป็นวีรบุรุษของชาติได้ถูกจองจำอยู่ที่นี่ 

หากใครสงสัยว่าท่าน Rizal คือใคร ผมมีเรื่องราวของพี่แกมาแชร์ให้ฟังสั้นๆ … 

ท่านนี้มีชื่อเต็มว่า ดร.โฮเซ่ ริซัล (Jose Rizal) วีรบุรุษนักต่อสู้ของชาวฟิลิปปินส์ ที่เป็นทั้งแพทย์และกวีคนสำคัญ ผู้ซึ่งปลุกระดมให้ชาวฟิลิปปินส์ต่อสู้เพื่อปลดแอกจากการปกครองของชาวสเปนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ชีวิตและอุดมการณ์ของท่านจุดชนวนให้เกิดการร่วมมือร่วมใจชาวฟิลิปปินส์ลุกฮือต่อต้านสเปนจนกระทั่งฟิลิปปินส์ได้รับเอกราชในที่สุด … สุดจริงๆ  

แต่น่าเสียดายนะครับ ที่ท่านริซัลไม่ได้เห็นวันที่ชาติบรรลุเอกราชโดยสมบูรณ์ เพราะท่านถูกผู้ปกครองฝ่ายสเปนจับกุมคุมขังไว้ที่ Fort Santiago แห่งนี้แหละ ก่อนจะนำตัวท่านไปประหารชีวิตที่นอกเมือง Intramuros 

เดินผ่านประตูป้อมเข้ามา จะเจอสวนขนาดย่อมอีกจุด สวยทีเดียว และเมื่อหันหลังมองกลับไป นึกว่าอยู่ยุโรป! 

ยอดโดมที่เห็นนั่นคือยอดของ Manila Catherdral ครับ 

มาตามทางเรื่อยๆ จนสุดทางจะเจอกับจุดชมวิวเมืองริมแม่น้ำ .. ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำคือจุดที่เรียกว่า Binondo หรือ China town แห่ง Manila นั่นเอง 

ยอมรับว่าเป็นสถานที่ที่ดีแห่งนึงในเมือง มุมสวยๆ ก็มี แถมยังมีจุดชิลริมน้ำอีก 🙂 

Place no.6 [ Plaza Roma / Manila Cathedral , Intramuros ] 

หลังจากโฉบเฉี่ยวเห็นแต่ยอดโดมมาหลายวิว ตอนนี้ก็ได้เวลาเดินชิลไปชมของจริงแล้ว 

นี่คืออีกจุดสำคัญสองแห่งที่อยู่ติดกัน .. 

ส่วนแรกจะเป็นจตุรัส ที่มีชื่อเก๋ๆ ว่า ” Plaza Roma ” ซึ่งเป็นจตุรัสสวยๆ ใน Intramuros ตรงกลางจตุรัส จะมีรูปปั้นของ พระเจ้าฟิลลิปที่ 2 กษัตริย์สเปนผู้เรืองอำนาจเมื่อสี่ร้อยปีก่อนนู้น ในยุคนั้นสเปนมีกองทัพเรือที่ใหญ่มาก มีอำนาจเหนือดินแดนต่างๆ สนับสนุนการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และสามารถแผ่อำนาจมายึดครองฟิลิปปินส์อันไกลโพ้นแห่งนี้ด้วย  และที่สำคัญอีกอย่าง  …

ชื่อประเทศนี้ “The Philippines” ก็มีที่มาจากพระนาม King Philip II องค์นี้นี่เองล่ะครับ

บริเวณนี้เหมือนเป็นจุดรวมความชิลของคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว มีของขายนิดหน่อย มีรถม้า รถตุ้กๆ มาคอยบริการ และตามตื้อพวกคุณ แต่จากที่เจอก็ไม่ได้รู้สึกว่าตื้อจนเยอะเหมือนหลายๆ ประเทศ 

และถัดไปจาก Plaza Roma ก็คือหนึ่งในแลนด์มาร์คแสนสวยของกรุง Manila … ” วิหาร Manila Catherdral ” 

มหาวิหารหลังนี้เริ่มสร้างโดยคณะบาทหลวงชาวสเปนพร้อมๆกับการสร้างเมืองปราการ Intramuros ตั้งแต่สมัยที่ฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมของสเปนเมื่อปีค.ศ. 1579  แต่เดิมเป็นโบสถ์ไม้ไม่ใหญ่นัก ต่อมาเริ่มมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางของคริสตจักรก็เลยปรับปรุงสร้างเป็นมหาวิหารหลังมหึมาโดยใช้ศิลาสร้างให้มั่นคงและสวยงามอย่างที่เห็น

ต้องบอกว่ามหาวิหารแห่งนี้ได้เผชิญการทำลายล้างทั้งจากภัยธรรมชาติและภัยสงครามมากมายจนสุดท้ายก็ได้รับการบูรณะเสร็จสมบูรณ์ตามที่เห็นในปัจจุบันนี้เมื่อ ค.ศ.1958

มีความอลังการทีเดียว และเมื่อมีรถม้าเท่ห์ๆ อยู่รอบวิหารนี่ ดูเผินๆ นี่ไม่ต่างจากวิหารในประเทศสเปนเลยครับท่านผู้ชม ไม่ได้อวยนะ เพราะไปเห็นที่สเปนมาแล้ว ยอมรับว่าเทียบชั้นได้เลยครับ 

มาดูบรรยากาศด้านในกันบ้างง … มีความว้าว

Place no.7  [ St.Agustin Church & Museum , Intramuros ]  

ยังคงเดินวนเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน Intramuros … เป็นไงล่ะ ที่เที่ยวในนี้มีหลายที่นะ

และก็มาถึงอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่สุด … เพราะถ้าไม่สำคัญ คงไม่ได้รับมอบมงกุฎจากองกรค์ Unesco ให้เป็นมรดกโลกเป็นแน่! 

สิ่งก่อสร้างเดียวที่รอดพ้นจากระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังมีสภาพครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในฟิลิปปินส์ เดินมาไม่ไกล น่องยังไม่ปูด ก็จะถึง ” St.Agustin Church & Museum ” ซึ่งการเที่ยวในนี้จะแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนโบสถ์ อันนี้เข้าชมฟรี กับส่วนพิพิธพันธ์ที่ต้องเสียค่าเข้า 200 เปโซ .. แต่เข้าเถอะ คุ้มค่าครับ

” St.Agustin Church & Museum ” ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1599 ตามแบบสถาปัตยกรรมสเปน สร้างด้วยหินทั้งหลัง เป็นสิ่งปลูกสร้างหนึ่งเดียวภายใน Intramuros ที่ไม่ถูกระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้สูญเสียหนึ่งในหอระฆังแฝดไปในช่วงที่แผ่นดินไหวปีค.ศ. 1863 และปีค.ศ. 1889 ซึ่งนอกจากความงดงามในตัวโบสถ์แล้ว ฝั่งของพิพิธพันธ์ก็ได้เก็บสิ่งของสำคัญในอดีตมาจัดแสดงไว้หลายอย่าง เช่น โบราณวัตถุของฟิลิปปินส์ งานศาสนศิลป์ และเครื่องปั้นดินเผาของจีน สเปน และเม็กซิกัน

มาดูด้านในตัวโบสถ์กันบ้าง … 

และข้างๆ กันคือส่วนของพิพิธพัณธ์ .. งดงามจริงๆ กับมุมจากระเบียงชั้นสองเมื่อมองลงไปข้างล่าง

ด้านในพิพิธพันธ์ก้มีทั้งจุดที่แสดงสิ่งของและเรื่องราวสำคัญต่างๆ และที่พลาดไม่ได้เลยคือมุมสวยๆ ภายในนี้ หากไม่บอก ใครจะรู้ว่าเราอยู่ในอาเซียนนน ><

Place no.8  [ Casa Manila , Intramuros ]  

นับไปประมาณ 30 ก้าวจากวิหาร St.Agustin … ก็เป็นที่ตั้งของอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวน่าสนใจ ” Casa Manila “ 

Casa Manila เป็นตึกแถวทรงโบราณสุดคลาสสิกที่จำลองมาจากบ้านผู้ดีในยุคอาณานิคมสเปนครับ ตัวตึกสร้างด้วยหินภูเขาไฟและต่อเติมชั้นบนด้วยโครงสร้างไม้ ทางเข้าด้านหน้าก็เหมือนตึกแถวทั่วไป .. แต่พอเข้ามาด้านในก็เหมือนเวลาได้ย้อนกลับไปในยุคกลางอะไรแบบนั้น

ส่วนแรกจะเป็นส่วนของ Courtyard ลานกลางบ้าน ซึ่งจุดนี้เข้าฟรีได้เลย ตรงกลางจะเป็นน้ำพุขนาดย่อม มีพันธ์ไม้สีเขียวประดับตามจุดต่างๆ 

รูปซ้ายจะเป็นทางเข้านะ … 

นอกจากส่วนที่เป็น Courtyard แล้ว ก็ยังมีส่วนด้านใน ที่จะต้องเสียเงินเข้าชม … 

ภายในจะมี 3 ชั้น แต่ละชั้นจะจัดเป็นห้องหับต่างๆที่จำลองวิถิชีวิตผู้ดีในสมัยก่อน มีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร ห้องทานกาแฟ ห้องนอนใหญ่ ห้องนอนเล็ก ห้องสวดมนต์ ห้องครัวโบราณ จุดเด่นคือเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นของโบราณที่คลาสสิกมากๆ  ไหนจะโคมระย้าแก้วเจียระไน พัดลมแบบโบกติดตั้งบนเพดาน และฝ้าเพดานชั้นบนสุดยังเป็นโลหะดุนลายที่สั่งตรงมาจากอังกฤษ เรียกว่าทำออกมาได้ดีมาก

เราจะต้องเดินไปตามพรมแดงที่เค้าปูเอาไว้ครับ แล้วไปชมห้องหับต่างๆ ตามรูท ใช้เวลาไม่นานก็ทั่วแล้ว … คุ้มอยู่ 

Place no.9  [ Baluarte de San Diego , Intramuros ]  

หลังจากเดินชม Casa Manila เสร็จ ก็ยังมีอีกที่ที่อยากจะไป … จะว่าไปก็ไม่ได้ไกลมาก แต่ขี้เกียจเดินละ เลยขอใช้บริการนั่งรถม้าเอาฟีลดูบ้าง ราคาแพงใช้ได้ครับ แต่เพื่อบรรยากาศ ยอมมม .. ( ราคาครึ่งชั่วโมง อยู่ที่ 700 เปโซ ) 

และไม่ต้องกลัวโดนฟันนะ เพราะรถม้าทุกคันจะมีป้ายราคาระบุไว้ชัดเจนเป็นมาตราฐานเดียวกัน นี่คือหนึ่งจุดที่ดีมาก 

นั่งโยกหัวบนรถม้าเหมือนกำลังฟังดนตรีร้อคจากพี่ตูนบอดี้แสลมได้ไม่นาน ก็ถึงที่หมายย .. 

” Baluarte de San Diego ”  หนึ่งในป้อมปราการหินขนาดใหญ่ของกรุง Manila สร้างขึ้นในระหว่างปี 1586 ถึง 1587 โดยบาทหลวงนิกายเยซูอิตที่มีความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมทางการทหาร โดยมีจุดประสงค์ให้ทนทานต่อการยิงปืนใหญ่จากศัตรูได้ อย่างไรก็ตามป้อมแห่งนี้ได้ถูกกองทัพอังกฤษทำลายในช่วงทศวรรษ 1760 และถูกทำลายซ้ำสองด้วยแผ่นดินไหวในปี 1862 ก่อนที่จะถูกทำลายเกือบทั้งหมดจากระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เรียกว่าโดนตอกย้ำขนาดนี้ ต่อให้แข็งแรงแค่ไหนก็ผุพังได้เหมือน จากนั้นจึงได้รับการบูรณะในช่วงปี 1980 สภาพจึงกลับมาดูโอเคอย่างที่เห็น

ด้านบนนนี้มีส่วนที่เป็นป้อม และมีสนามหญ้าที่กว้างพอสมควร  แถมด้านหลังยังมีวิวเมือง เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องมาให้ได้ในเขตเมืองเก่า Intramuros ครับแนะนำเลย 

Place no.10  [ Rizal park ]  

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ยอมรับว่าเมื่อยบ้าง บางทีก็เหนื่อยบ้างที่ต้องปฏิเสธบรรดาสามล้อรับจ้างที่มาขอให้ใช้บริการ มีนั่งพัก นั่งชิล ดูวิวเป็นระยะ และจากป้อมปราการตะกี้ จะมีประตูทางเข้า-ออกอีกจุดนึง ..

ผมเดินออกประตูไป ข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง ก็จะถึงอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวสำคัญ แต่บอกตรงๆ ว่ามันอาจจะไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ไม่มีเวลาผ่านได้ แต่ถ้าสบายๆ เหมือนผม ก็แวะชิลได้เช่นกัน 

ที่นี่คือ ” สวนสาธารณะ Rizal park ”  สวนหย่อมขนาดใหญ่ของกรุง Manila และภายในสวนยังเป็นที่ตั้งของ “อนุสาวรีย์ โฮเซ่ ไรซาล” (Jose Rizal) บุคคลสำคัญเจ้าเก่าที่ผมได้พูดถึงไป อีกทั้งในบริเวณเดียวกันก็เป็นจุดที่ฟิลิปปินส์ประกาศอิสรภาพเหนือสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1941 และอนุสาวรีย์นี้ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นหลักกิโลเมตรสำหรับนับระยะถนนทุกสายในเกาะลูซอนอันใหญ่โตที่สุดของประเทศ 

เอาน่ะ ถึงบรรยากาศอาจจะดูเรียบๆ แต่ก็มีเรื่องราวของประวัติศาสตร์สุดเฉียบมาเพิ่มคุณค่าให้กับสถานที่แห่งนี้

Place no.11  [ City Hall , Manila ]  

บริเวณรอบๆ กำแพงเมืองของเขตเมืองเก่า Intramuros ยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่นที่นี่ครับ City Hall หรือศาลาว่าการเมืองประจำกรุง Manila โดยมุมนี้ถ่ายจากดาดฟ้าโรงแรม Bay leaf ที่ผมพัก คือไม่ต้องเดินไปไกล ถ่ายมันง่ายๆ จากโรงแรมนี่แหละ 

Place no.12  [ National Museum , Manila ]

ข้างๆ City hall ที่ถัดไปไม่ไกล ก็เป้นที่ตั้งของ National Museum หรือพิพิธพัณธ์สถานแห่งชาติประจำกรุง Manila ที่ซึ่งเก็บรวบรวมงานชิ้นสำคัญและมีคุณค่าในด้านต่างๆ ของประเทศไว้มากมาย ใครมีเวลาลองเข้าไปชมนะ .. อ่อ รูปนี้ก็ถ่ายจากดาดฟ้าโรงแรมเช่นกันน ><

Place no.13  [ Post office , Manila ]

และอีกฝั่งที่อยู่ติดริมแม่น้ำ .. ก็เป็นที่ตั้งของ Post office หรือที่ทำการไปรษณีย์ อาคารนี้ตั้งโดดเด่นสวยงามอยู่ริมแม่น้ำกับสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo Classical เป็นอีกหนึ่งอาคารที่ถ่ายรูปได้สวย ทั้งจากริมน้ำและด้านหน้าอาคาร สามารถเดินมาได้จาก Intramuros .. ซึ่งอาคารนี้ต้องเดินมาครับ ถ่ายจากบนโรงแรมไม่ได้ละ 555 

Place no.14  [ Barbara’s restaurant , Intramuros]

หลังจากเดินเล่นชิลๆ มาทั้งวัน ก็มาจบวันกันที่ร้านอาหารที่ขึ้นชื่อสุดใน Intramuros … กับร้านที่ชื่อว่า Barbara’s restaurant ซึ่งความดีงามของที่นี่คือมี Buffet dinner อาหารท้องถิ่นรสอร่อย มีทั้งคาวหวานของขึ้นชื่อหลายอย่าง และที่สำคัญคือมีโชว์พื้นเมืองสนุกๆ ให้ไดชมกัน บรรยากาศในร้านให้อารมณ์เหมือนอยู่ในวัง ทั้งโต้ะ เก้าอี้ เครื่องประดับต่างๆ ดูดีทีเดียว ช่วงก่อนการแสดงก็มีเปียโนมาขับกล่อม 

สรุปว่าควรมาาา ราคาก็ท่านละ 800 เปโซ กินได้ไม่ทั้น ท่านได้จนอิ่มพุงแตก  

[ Day 3 ] Manila – Airport 

Place no.15  [ American cemetery & Memorial ] 

ตัดภาพมาที่เช้าของอีกวัน … พอเข้าสู่วันสุดท้ายใกล้จะกลับ อากาศก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ให้มันดียังงี้ซิ อารมณ์เหมือนวันไหนซักผ้า แล้วฝนก็จะตก วันไหนไม่ซักกลัวฝนตก แดดแม่มก็จะออก 

โดยวันนี้ผมเหมารถยาวๆ ครับ เที่ยวตั้งแต่เช้าตรู่ยันให้รถไปส่งสนามบินตอนประมาณบ่ายสาม ราคาเหมาก็ราวๆ 2000 – 2500 เปโซ ถ้าคุณคารมดี อาจจะได้ราคาดีกว่านี้ก็ได้นะ 

ทานข้าวเช้าเสร็จ คนขับก็มาพอดี และสถานที่แรกของวันคือที่นี่ครับ ” American cemetery & memorial “ สุสานและอนุสรณ์สถานทหารอเมริกันประจำกรุง Manila ซึ่งเป็นที่ฝังศพของทหารอเมริกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

ยอมรับว่าก่อนจะมา ไม่คิดว่าจะสวย สงบ ร่มรื่น และสะอาดขนาดนี้ เรียกว่ามีการจัดการ ดูแลที่ดีมากๆ  ส่วนนี้จะอยู่เขตเมืองค่อนข้างใหม่ที่ชื่อว่า Fort Bonifacio นี่คือโซนพื้นที่สีเขียวที่ถูกรายล้อมด้วยอาคารสูงๆ หลายอาคาร 

สุสานแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1948 มีขนาดใหญ่กว่าที่คิด ด้วยพื้นที่กว่า 615,000 ตารางเมตร !!  โดยมีแผ่นป้ายหลุมศพที่วางยาวเป็นพรืดรวมกันทั้งหมดประมาณ  17,206 ป้าย แบ่งเป็นของทหารอเมริกัน 16,636 และของทหารฟิลิปปินส์ 570 จะเรียงตามตัวอักษรครับ 

รอบๆ สุสานก็มีจุดน่าสนใจ เช่นตรงพื้นทางเดินหินจะสลักสัญลักษณ์ของแต่ละรัฐเอาไว้ มีรายละเอียดของการสู้รบกันในแต่ละช่วง แต่ละจุด ที่เอามาใส่บนกำแพงอย่างที่เห็นในภาพ 

และมองไปอีกมุม ก็ยังเป็นจุดชมวิวที่สำคัญของเมืองอีกตะหาก .. 

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คุ้มค่าต่อการนั่งรถฝ่าด่านการจราจรมา 

Place no.16  [ Bamboo Organ ]  

เมื่อชมสุสานเสร็จ ลูกพี่คนขับเจ้าถิ่นหน้าตาเหมือนคนไทยผสมกับมาเลเซียก็ได้พาผมไปยังอีกที่ ซึ่งก่อนมาก็ไม่รู้จักเช่นกัน แต่พี่แกแนะนำให้มา เราก็เชื่อคนท้องถิ่นไว้ก่อน  … โดยสถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า ” Bamboo Organ ” 

ตอนได้ยินชื่อ ก็ยังนึกภาพไม่ออกว่ามันจะหน้าตาเป็นยังไง ให้กรูไปดูโรงงานการผลิตอะไร แล้วจบด้วยการขายของหรือเปล่า ก็เลยเสิชกูเกิ้ล พอเห็นภาพอาคารและข้อมูลคร่าวๆ ก็ตัดสินใจตกลงคอนเฟิร์มทันที เพราะมันไม่ใช่แบบที่เราคิดในตอนแรก และไม่นานเราก็มาถึงด้านหน้า 

โดยต้องไปซื้อตั๋วก่อนครับ 100 เปโซเท่านั้น ทางเข้าจะเป็นในส่วนของ Museum ที่บอกถึงประวัติต่างๆ ของที่นี่ก่อน จากนั้นเราจะถูกนำตัวโดยไกด์เจ้าถิ่นขึ้นไปชมตัวโบสถ์และออร์แกนขนาดยักษ์จากชั้นสอง 

” Bamboo Organ ”  ได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์ที่ใช้วัสดุทำจากไม้ไผ่ในการสร้างมากที่สุด ทั้งการตกแต่งภายใน เช่นเพดานก็จะตกแต่งด้วยไม้ไผ่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะออร์แกนลมซึ่งเป็นพะเอกของที่นี่ ก็ทำจากไม้ไผ่เช่นกัน และยังได้ชื่อว่าเป็นออร์แกนไม้ไผ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ตอนผมไปถึงก็มีสาวเจ้าถิ่นที่ดูแลสถานที่ไปเล่นเดี่ยวออร์แกนให้ฟังด้วยนะ เสียงเพราะมากกก 

โบสถ์นี้มีประวัติมาตั้งแต่ ปี ค.ศ 1795-1830 ในสมัยที่คริสตจักรเข้ามามีอิทธิพลแถบนี้ ได้มีการสร้างโบสถ์ขึ้น แต่เนื่องจากวัสดุในสมัยนั้นค่อนข้างหายาก และมีราคาสูง จึงคิดหาวัสดุอื่นมาแทน ในขณะที่บริเวณนั้นแต่ก่อนก็มีไม้ไผ่ค่อนข้างเยอะ ก็เลยนำเอาไม้ไผ่มาเป็นวัสดุหลักในการปลูกสร้างซะเลย และสร้างเสร็จ ในปี ค.ศ 1819 แต่ออร์แกนลมนั้นยังใช้ได้ไม่สมบรูณ์นัก จึงมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ จึงเสร็จสมบูรณ์ ในปี ค.ศ 1824

โดยในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของฟิลิปปินส์ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้โบสถ์ Las Pinas หรือ Bamboo organ  เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อ 11 มีนาคม 2004 

ตรงนี้เป็นบริเวณด้านหน้า .. 

และจุดนี้คือด้านใน .. ลองสังเกตุเพดาน กับเครื่องออร์แกนขนาดยักษ์ดูครับ จะเห็นว่าวัสดุสว่นใหญ่ทำมาจากไม้ไผ่ วินเทจมาก

Place no.17  [ Jeepney , Jeepney Factory ]

แน่นอนครับ .. ว่าถ้ามาฟิลิปปินส์ คุณต้องมีรูปเจ้านี่แน่ๆ กับรถขนส่งหลักของประเทศ ที่มีให้เห็นแทบจะล้นถนนในเมืองใหญ่ๆ 

รถหน้าตาคล้าย ตุ๊กๆ ฟิวชั่นกับสองแถวอันนี้ มีชื่อเรียกแบบน่ารักที่ดู contrast กับตัวรถว่า ” รถ Jeepney ” อารมณ์ก็เหมือนสองแถวบ้านเรา ขึ้นตรงไหนก็ได้ จะมีป้ายบอกพื้นที่ที่แต่ละคันจะวิ่งไป คิดราคาตามระยะทาง มีสีสันคัลเลอฟุลสุดๆ แต่ละคันก็มีดีไซน์ล้ำ(แบบพี่ปิน)ที่ไม่ซ้ำกันเลย 

คำว่า Jeepney เนี่ย มันเกิดจากการผสมคำศัพท์ในภาษาอังกฤษ คือ “จี๊ป” (Jeep) กับ “นีย์” (Knee) ที่หมายถึง “หัวเข่า” เนื่องจากรถจี๊ปนีย์ในสมัยก่อนจะมีผู้โดยสารนั่งกันแออัด จนหัวเข่าชนหัวเข่า เค้าก็เลยเรียกกันว่ารถ Jeepney สะอย่างนั้น 

ส่วนความเป็นมาของมันโดยคร่าวๆ คือ … ว่ากันว่าเมื่อตอนที่กองทัพอเมริกันจะถอนตัวออกจากฟิลิปปินส์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น มีรถจี๊พเหลือใช้เยอะมาก และด้วยความที่ขนกลับบ้านไม่หวาดไม่ไหว คันก็ไม่ใช่เล็กๆ จะแบกขึ้นหลังเหมือนแบกเป้ก็ไม่ได้ เลยโละขายให้คนพื้นเมืองซะเลย บรรดาผู้ซื้อไว้ก็นำมาดัดแปลงเพื่อเป็นรถโดยสารอย่างที่เห็นในปัจจุบันครับ 

เสียดายที่ผมไม่ได้ขึ้นนนะ .. แต่ก็เห็นจนตาแฉะ แรกๆ ก็ตื่นเต้น หลังๆ ก็ชิน เหมือนเห็นตุ๊กๆ วิ่งผ่าน ลวดลายที่เตะตาที่สุดคือ Jeepney กับ Kitty สีชมพู ให้ตายเถอะ Contrast สุดๆ 555 

และแน่นอนครับ .. ไหนๆ ก็ไหนๆ เลยขอไปชมโรงงารผลิตรถ Jeepney หรือ Jeepney Factory กันหน่อย 

จริงๆ มีโรงงานผลิตอยู่หลายเจ้า และโรงงานที่ผมได้ไป มีชื่อว่า Sarao Motors เป็นบริษัทประกอบรถ”จี๊ปนี่ย์” ชั้นนำ มีคนงานประมาณ 50 คน แบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน ขนาดไม่ใหญ่มากครับ จะมีโอกาสดีๆ ได้ถ่ายรูปคูลๆกับรถ Jeepney ก็ที่นี่นี่แหละ เพราะลำพังจะไปขอลุงคนขับตามท้องถนนถ่าย ก็ดูจะเพี้ยนๆ ไป ใครเค้าจะจอดให้เมิงถ่ายอะไอย่างนั้น 

Place no.18  [ University of Santo Thomas ]

ถ่ายรูปกับรถ Jeepney เป็นที่เรียบร้อย .. ลูกพี่คนขับก็พาผมไปยังอีกหนึ่งอาคารสวย 

ที่นี่คือย่านมหาวิทยาลัย University of Santo Thomas เป็นมหาวิทยาลัยภาคเอกชนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งใน Manila และอาคารด้านหน้าของมหาลัย ก็ไ้ด้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในอาคารสวยของ Manila ครับ มาแล้วก็ห้ามพลาดด

Place no.19  [ Binondo , China town ]

คนจีนมีอยู่ทุกพื้นที่ในโลก .. Manila ก็เช่นกัน 

จาก Intramuros ถ้าเราเดินข้ามสะพานไปทางซ้ายเรื่อย ๆ เราจะเข้าเขตที่คนพื้นที่เรียกว่า Binondo ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คือย่าน China town นั่นเอง 

Binondo หรือ Chinatown นี่มีประวัติศาสตร์มายาวนานและไม่ธรรมดา  เพราะเป็นไชน่าทาวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก!!  เจริญรุ่งเรืองก่อนการมาถึงของสเปนในปี 1571  เดิมเป็นศูนย์กลางธุรกิจการเงินของเมือง เป็นย่านขายส่งและขายปลีก ที่มีตั้งแต่เพชรพลอยจนถึงเครื่องหอม ทุกวันนี้ก็ขายของที่เป็นจีนจริงๆ มีคนจีนอยู่เพียบ 

และหนึ่งในแลนด์มาร์คของย่านนี้คือ ” Binondo Church ” ที่สร้างเมื่อปี 1596 เป็นการผสมผสานรูปแบบบารอคสเปนและศิลปจีน อย่างหอระฆังที่มีรูปทรงแบบเจดีย์ .. เออก็แปลกดีเหมือนกัน ไม่ค่อยได้เห็นโบสถ์คริสต์ในย่านคนจีน แถมสถาปัตยกรรมก็มีลูกผสมอีก ส่วนด้านในผมว่าเฉยๆ ครับ ด้านนอกนี่สวยพอตัวเลย 

Place no.20  [ Makati & 2 cafe น่านั่ง ] 

เที่ยวเมืองเก่าก็แล้ว ธรรมชาติก็แล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาไปดูย่านที่เจริญและทันสมัยที่สุดในเมืองกันบ้าง .. ย่านนี้อารมณ์ก็สีลม สุขุมวิทบ้านเรา กับย่านที่มีชื่อว่า ” Makati ” 

ย่าน CBD Makati ได้ถูกคนท้องที่ตั้งฉายาว่า Wall Street of the Philippines !! อื้อหือตั้งฉายาไม่เกรงใจพี่กันเลย 

ถ้าเทียบกับกันแล้ว ถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นหลักในการดำเนินธุรกิจ การค้า การตลาดหุ้น การธนาคาร และเป็นแหล่งบริการ Outsource ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (Call Center บริษัทระดับโลกมาสุมที่นี่เยอะครับ เพราะนอกจากจะจ้างแรงงานได้ถูกแล้ว แรงงานก็ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีอีกด้วย ) บรรยากาศก็เหมือนบ้านเราในย่านที่ผมบอกไป มีความเจริญผิดกับย่านอื่นๆ ในประเทศอย่างเห้นได้ชัด ผู้คนใส่สูท ผูกไทด์ดูดี ร้านอาหารชิคๆ เพียบ ห้างก็เยอะ มีตั้งแต่ห้างแบบแบรนด์ทั่วไป จนถึง Highend 

ว่ากันว่าในสมัยก่อน ถนนเส้นนี้เคยเป็นรันเวย์สนามบินในการขนส่งอาวุธและอาหารหลักของประเทศ แล้วผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสมัย จนมาถึงยุคฟื้นฟู เขาก็ได้เลือกเส้นทางนี้เป็นชัยภูมิด้านทางการค้ามาตั้งแต่ปี 1950 เพราะนอกจากทำเลจะตั้งอยู่บนพื้นที่สูง น้ำท่วมยากแล้ว  ก็ยังได้รับออกแบบจากสถาปานิกซึ่งน่าจะคนเชื้อสายสเปนนิชผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ของโลกมาออกแบบให้  จนทำให้ถนนหนทางในย่านเศรษกิจของที่นี่ดูดีมีชาติสกุลสไตล์ Western 

จุดสนใจในย่านนี้หลักๆ มีสองจุด .. จุดแรกชื่อว่า ” Ayala Triangle ( รูปแรก ) ” กับอีกจุดคือย่าน Greenbelt ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เป็นศูนย์กลางของห้างทันสมัยประจำพื้นที่ 

และในย่าน Makati นี่มีร้านกาแฟชิคๆ หลายร้าน

ผมแปะลิ้งร้านน่าสนใจในย่านนี้ไว้ให้เป็นทางเลือกครับ >> http://ph.phonebooky.com/blog/work-spots-makati/  , https://www.spot.ph/eatdrink/the-latest-eat-drink/73280/top-10-hidden-coffee-shops-2018-edition-a198-20180329-lfrm2

Place no.21  [ ย่าน Bonifacio Global City (Taguig City) และ Street art แนวๆ  ] 

ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอไปส่องย่านทันสมัยกันอีกสักจุด .. ย่านนี้มีชื่อว่า ย่าน BGC หรือชื่อเต็มๆ ว่า Bonifacio Global city ซึ่งจริงๆ ก็คล้ายๆ กับย่าน Makati ครับ คือเจริญๆ ตามแบบฉบับคนเมือง แต่ไฮไลท์อย่างนึงของเมืองนี้ที่ค่อนข้างขึ้นชื่อคือ ” งาน Street Art ” ตามจุดต่างๆ ของเมือง 

จริงๆ ในเมือง Manila ก็มี Street Art หลายจุดนะ อย่าง Intramuros ก็มี แต่ที่นี่ฝรั่งจะชอบ เพราะพวกงาน Street art ต่างๆ มันไม่ได้ถูกเพ้นตามบ้านร้าง หรือกำแพงเก่าๆ เหมือนทั่วไป แต่มันถูกเพ้นตามอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ อาคารที่ยังทันสมัย ในย่านที่มีความเจริญ ความสนุกและความเพลินคือเดินตามหาพวก Street art ต่างๆประหนึ่งเก็บ RC ซึ่งมีอยู่หลายจุดกระจายกันไป ผมมีชื่ออาคารบางส่วนที่มีงาน Street Art มาฝาก  One global place , Icon plaza , Fully booked , BGC Corporate center , Timezone , B1 Building , Smoking are high , The W fifth Avenue 

ลองดูครับ งานก็มีทั้งสวยและธรรมดา บางงานก็ดูมีความหมาย บางงานก็แอพสแตรกซะดูไม่รู้เรื่อง หรือผมเข้าไม่ถึงก็ไม่รู้ 555   แต่รวมๆ ก็โอเคอยู่นะ 

Place no.22  [ Tagaytay ] 

อันนี้จะขอแนะนำสถานที่ที่ผมไม่ได้ไป เพราะฝนกระหน่ำในช่วงแรกครับ นั่นคือ Tagaytay 

โดยเจ้าเมือง Tagaytay เนี่ย มันอยู้ห่างจาก Manila ไปประมาณ 60 กว่ากิโลเมตร ถามว่าคนเค้าไปทำอะไรกัน หลักๆ เลยคือเค้าไปดูภูเขาไฟขนาดเล็กที่สุดในโลกที่ยังคงประทุ ที่มีชื่อว่า ” Taal Volcano ” 

และการจะไปชมนี่ จะมีอยู่สองจุดครับ ซึ่งทางที่ดีที่สุด และสะดวกที่สุดคือซื้อทัวร์จากโรงแรมไปเลย ราคาก็อยู่ที่ว่าจะรวมอะไรบ้าง หลักๆ เหมารถคันนึงก็ 5-6,000 เปโซ รวมค่าเรือข้ามฟากแล้ว จะไม่รวมไปจ่ายหน้างานก็ได้ 

  1. แบบแรกคือไปดูวิวจากจุดชมวิวต่างๆ ที่อยู่บนเขาที่ Tagaytay โดยจะมีจุดน่าสนใจคือ Picnic groove , จุดชมวิวภูเขาไฟ The Cliff house , Sky ranch , pink sisters
  2. เมื่อชมวิวเสร็จ ก้สามารถไปลงเรือข้ามฟาก เพื่อเทรคไปยังปากปล่องภูเขาไฟได้ ( สามารถเดินเท้าไป หรือใช้บริการรถม้าเพื่อความสบาย ) 

อย่างที่บอกว่าส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้ไปครับ เพราะฝนตกวันที่จะไป ส่วนใครสนใจก็ลองดุนะ 

หลังจากชมงาน Street Art เสร็จ … พี่คนขับก็พาผมบึ่งไปสนามบินทันที เพราะการจราจรที่นี่คือต้องเผื่อ! ดีนะไปถึงทันเวลาเที่ยวบินของ Air Asia พอดี เครื่องออกราวๆ 18.25 กำลังดี ไปถึงไทยก็ค่ำๆ ไม่เกินสามทุ่มม 

เป็นอีกทริปที่ดีกว่าที่หวัง .. สนุกกว่าที่คิด ถึงจะไม่ได้ไปยังจุดพีคที่อื่นๆ ของประเทศ แต่ด้วยเวลาที่มี งบพอดีๆ  อยากเที่ยวชิลๆ .. คือรูทนี้ตอบโจทย์มากกกกก 

สรุปว่าแนะนำครับ และขอยืนยันว่า รูปที่คุณเห็น .. ของจริงดีกว่าในรูปแน่นอน  

ขอบคุณครับ 🙂