พาเที่ยว บุรีรัมย์ – สุรินทร์ … เมืองต้องห้ามพลาดพลัสกับสถานที่น่าสนใจ ทั้งที่เที่ยวที่กิน แล้วมาฟินไปตามๆกัน!

คำว่าา ” ต้องห้าม “ อาจจะดูเป็นความหมายในเชิงลบ ปฏิเสธ อย่า! ม่ายยย! หรืออะไรทำนองนี้ และคำว่า ” พลาด “ ซึ่งหากมันยืนเพียงลำพัง จะถูกแปลแบบพังๆว่า ” ไม่น่าเลยเมิง ” หรืออะไรทำนองนี้ …. แต่เมื่อเราเติมคำว่าพลาดลงไปหลังคำว่าต้องห้าม คำนิยามของทั้งวลี จะเปลี่ยนไปในทันที กับคำดีๆ ที่ว่า ” ต้องห้ามพลาด! “ หรือ ต้องไปนะเว่ยยย !! 

หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด ของการท่องเที่ยวไทยมาบ้าง และก็คงมีหลายๆคนเช่นกันอาจจะยังไม่รู้ว่าทั้งหมดมีจังหวัดอะไรบ้างง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ” จังหวัดบุรีรัมย์ “

และครั้งนี้มันมีคำว่า ” พลัส “ มาต่อแถวหลังสุดของ คำว่าเมืองต้องห้ามพลาด เลยรวมกันเป็น …

12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัส ซึ่งเป็นการนำทั้ง 12 เมืองต้องห้ามพลาดมาบวกเมืองใกล้ๆ กันที่น่าสนใจอีกหนึ่งเมือง ทำให้การเดินทางแต่ละครั้ง แต่ละทริปน่าสนใจและมีความหลกหลายมากขึ้น คือจากที่ได้เห็นแค่หนึ่งจังหวัด ทำไมเราไม่ไปอีกสักหนึ่งจังหวัดในทริปเดียวเลยล่ะ จะได้คุ้มค่าทั้งเวลา และค่าเดินทาง รวมไปถึงประสบการณ์ชีวิต สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์นั้น หากใครมาแล้ว ก็แนะนำว่าให้พ่วงจังหวัดสุรินทร์เข้าไปด้วย

และนี่จึงเป็นที่มาของทริปนี้ ” เมืองต้องห้ามพลาดพลัส บุรีรัมย์ – สุรินทร์ ” ….

IAM_9274

ซึ่งทริปนี้สร้างความฟินให้ผมตลอด 4 วันที่อยู่ละแวกนี้ได้เป็นอย่างดี บางทีในความมันมีอะไร มันก็มีอะไรซ่อนอยู่ ให้ดู ให้เสาะ ให้หา ให้ค้นคว้าเพื่อมาเจอเรื่องราวดีๆ เสมอ … และในความมีอะไร มันก็อาจจะมีอะไรกว่าเรารู้ว่ามันมี!

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาและเสียสายตา เราไปชมรีวิวสถานที่น่าสนใจ ภาพสวยๆ เรื่องราวๆสนุกๆ พร้อมๆกันเลยครับ! ^^

________________________________________________

อุปกรณ์

กล้อง Nikon D810

เลนส์ของ Nikon ทั้งหมดครับ
– เลนส์ Fix 58 , F1.4
– เลนส์ Wide 16-35 , F4
– เลนส์ Tele 70-200 , F2.8

________________________________________________

สามารถติดตามข่าวสาร ข้อมูล รีวิวการเดินทางโดนๆได้ที่

สองเท้า – เกาโลก

Fanpage : https://www.facebook.com/scratchdaworld

Instagram : https://www.instagram.com/scratch_da_world/

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCza3CAqJyecM2AGjxiV_pSQ

________________________________________________

” บุรีรัมย์ “

ขอเปิดรแถลงรีวิวด้วยการแนะนำตัวพะเอกคนแรกจากแดนอีสานใต้กันก่อน … จังหวัดนี้มีความดีงามที่ขนมหม้อแกงแสนอร่อย เขาวังคู่บ้าน …….. เดี๋ยวๆๆๆๆ นั่นเพชรบุรี !!!!

เริ่มใหม่ๆ ….

จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสานตอนล่าง มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่ 6 และมีพื้นที่กว้างเป็นอันดับที่ 17 ของประเทศไทย สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบสูง พื้นที่ลาดจากทิศใต้ลงไปทางทิศเหนือ พื้นที่มีลักษณะเป็นลูกคลื่นน้อย เป็นที่ราบขั้นบันไดช่องเขาและภูมิประเทศที่เกิดจากภูเขาไฟ ซึ่งงที่นี่มาร่องรอยของซากภูเขาไฟด้วยนะ เดี๋ยวจะพาไปดู และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัต์ศาสตร์ นำทีมโดยปราสาทหินพนมรุ้งและอื่นๆอีกหลายแห่ง

ว่าจะลากยาวสาวไปถึงประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา แต่เดี๋ยวคนอ่านจะเอียนตัวหนังสือกันตั้งแต่เริ่ม … ดังนั้นผมขอเริ่มเลยละกัน !

________________________________________________

DAY 1 

มุ่งหน้าสู่บุรีรัมย์

นอกจากการขับรถระยะไกลแล้ว การมาที่ง่าย เร็ว และราคาไม่แพงคงหนีไม่พ้นการลอยละล่องเหนือน่านฟ้าสยามประเทศหรือบินมานั่นเอง

ทริปนี้ผมเดินทางโดยสายการบินนกแอร์ เที่ยวบิน DD9602 จากดอนเมือง เครื่องออกตี 5.35 เช้ามาก !! ซึ่งผมเลือกไฟลท์นี้ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือจะได้มีเวลาเที่ยวเยอะๆ คุ้มค่าทุกนาที ไปทุกที่ที่อยากไป เพราะหยุดทั้งที ต้องเที่ยวให้ดีและเที่ยวมันให้คุ้ม  อย่างไรก็ตาม นอกจากไฟลท์เช้ามืดที่ผมมาแล้วยังมีอีกไฟลท์ดังนี้ Untitled

ส่วนนี่คือขากลับ ผมเลือกสี่โมงเย็น เวลากำลังดีครับ Untitled

ผมมาถึงสนามบินตั้งแต่ตี 3 เพราะไม่รู้อยู่บ้านทำอะไร นอนไปเดี๋ยวก็สาย 555 คิดถึงสนามบินนนด้วย เลยอยากไปเร็วๆ ไปถึงก็นั่งชิลที่ร้านกาแฟไม่นาน ก้ได้เวลาเชคอินขึ้นเครื่องง !! เดินทางแล้วนะ เดี๋ยวเจอกัน ” บุรีรัมย์ “IAM_8972 IAM_8976

เวลาประมาณ 6.30 นิดๆ เจ้านกปีกเหล็ก ก็มาจอดเทียบท่าอยู่ที่สนามบินประจำจังหวัดบุรีรัมย์เรียบร้อย IAM_8991

เที่ยวในเมืองยังไงดี ?

แน่นอนว่าการเดินทางท่องเที่ยวในต่างจังหวัดแบบนี้ การขับรถคือคำตอบของทุกอย่าง เพราะที่นี่ไม่มีรถไฟใต้ดินผ่าน ไม่มีรถขนส่งประจำทาง และจุดแต่ละจุดมันก็ไม่ใช่ติดๆ กัน … การเช่ารถขับเพื่อขยับความฟินจึงต้องมา

และครั้งนี้ผมใช้บริการรถเช่าของ Thai rent a car บริษัทรถเช่าสัญชาติไทย ซึ่งมีจุดรับรถเคาน์เตอร์ที่ทางออกเลย เห็นได้ง่าย ด้านล่างป้าย ” บุรีรัมย์เมืองต้องห้ามพล๊าดดด !!  ซึ่งผมจองไว้ก่อนแล้ว ทำให้ไปถึงก็แค่แจ้งชื่อ ยื่นบัตร แล้วก็อีเมลที่จอง เป็นอันจบ!

และการเดินทางไปยังจุดต่างๆ ผมขอแนะนำ GPS ในมือถือนี่แหละครับ ง่ายและสะดวกสุด มีทุกที่ทั้งที่กินที่เที่ยวที่แนะนำ ลองดูครับ ! ^^ IAM_8994

จากนั้นก็จะมีพนักงานเดินมาส่งคุณพร้อมคำแนะนำถึงที่รถ งวดนี้ผมได้ Toyota Vios ปี 2016 มาขับ จัดว่าดีครับ ซิ่งมันส์ สะดวกสบาย … เอาล่ะ พูดถึงซิ่งงง ไปซิ่งกันเลยดีกว่าา รออัลไลลล !! IAM_8997

อุทยานแห่งชาติปราสาทหินพนมรุ้ง

แต่เช้า !!

แน่นอน เพราะมาถึงพร้อมๆกับแสงแรกในวันที่ไม่มีแสงแต่เป็นวันแรก ถึงง่วงจนหนังตาจะแหกแค่ไหน ก็ยังไหว ผมก็เลยเริ่มที่แรกด้วยสถานที่ที่คนรู้จักเป็นอันดับแรกๆ เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดบุรีรัมย์ … แรกก ( พอ! )

เป้าหมายยแรก (นั่นน!) คือ ” อุทยานแห่งชาติปราสาทหินพนมรุ้ง ”  ซึ่งอยู่ไกลจากตัวเมืองออกไปราวๆ เกือบชั่วโมง วิธีการเดินทางในยุคนี้ คงไม่มีอะไรง่ายไปกว่า หยิบมือถือขึ้นมา เปิดโลเกชั่น แล้วพิมพ์ชื่อสถานที่มั่นลงไป แล้วก็ไปตามที่ GPS แนะนำมานาจาาา

ช่วงนี้ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มมาก วิถีชีวิตยามเช้าสองข้างทาง ยังคงน่าสนใจเสมอ แต่เผลอมองบ่อยๆไม่ได้ มาคนเดียวขับคนเดียว โดนชนโดนเฉี่ยวละเสียววเลย  555 IAM_9017

ถึงแล้วครับ !! ตามเวลา มาเป็นคนแรก น้อยคนนักจะบ้ามาเช้าขนาดนี้ แต่ข้อดีคือโล่งงงมาก อากาศดีด้วยย ^^

เอาล่ะ เสียค่าเข้า 30 บาท รวมถึงปราสาทเมืองต่ำที่เดี๋ยวเราจะไปกันเรียบร้อย ในบัตรหนึ่งใบ ( รูปล่าง )

ว่าแต่เจ้าปราสาทนี้มีที่มายังไง ขอแนะนำกันแบบพอสังเขป

ปราสาทพนมรุ้ง เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง  ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์  สร้างขึ้นโดยมีรูปแบบของศิลปะเขมรโบราณที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง ความงดงามและความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้ปรากฏให้เห็นได้ในรูปของงานสถาปัตยกรรม การจำหลักลวดลาย การเลือกทำเลที่ตั้งบนยอดเขามีแผนผังตามแนวแกนที่มีองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างต่างๆเรียงตัวกันเป็นแนวเส้นตรงพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางที่ปราสาทประธาน .. ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าคนโบราณสร้างสิ่งก่อสร้างที่สวยงามแบบนี้มาได้ยังไง

ประวัติของที่นี่ยาวมาก หากใครอยากรู้เพิ่มเติม ลองดูจากอากู๋ได้ 555

พอเดินเข้ามาถึง ก็จะเจอทางเดินที่ได้นำพาระดับสายตาไปยังตัวปราสาทหลักอีกฝั่ง ในวันที่ฟ้าใส แต่แสงยังบางเบาตามเวลา … จะว่าไปนี่เป็นครั้งที่สองของผมกับที่นี่ หลังจากครั้งแรกไปกับเพื่อนสมัยมหาลัยเมื่อนานมาแล้ว IAM_9037

เห็นเสาที่คุณหมาเดินเหงาอยู่ข้างๆมั้ย นั่นคือ  “เสานางเรียง” มีข้างละ 34 ต้นก่อนจะไปถึงอีกสเตป ลองนับกันดูนะ ผมยังไม่ได้นับ 5555

และถึงแม้มันจะเป็นครั้งที่สอง … ผมก็ยังสามารถมองสถานที่แห่งนี้ด้วยความรู้สึกที่ไม่เบื่อ หรือจำเจอะไรนะ คงเพราะมันสวยด้วยตัวของมันเองตั้งแต่ทางเดิน  IAM_9048

หรือแม้กระทั่งยามมองลงไปบนพื้น … เพราะเราไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นทั่วไป แต่นี่คือพื้นที่มีร่องรอยของประวัติศาสตร์ในอดีตIAM_9050 IAM_9057

ระหว่างที่ผมเดินมา ก็จะมีหมาตัวหนึ่งเดินนำมาตั้งแต่จุดขายตั๋ว จนอยู่ดีๆ มันก็มาหยุดนั่ง และทิ้งผมไว้ตรงนี้ 5555 เออๆ เอาที่แกสบายใจอะ ไปละ !! IAM_9062

หลังจากผมโดนทิ้งโดยเจ้าสุนัขท้องถิ่น … เดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงตัวปราสาทหลัก ซึ่งมีความวิจิตรสวยงามมาก ทั้งสองข้างยังมีบ่อขนาดย่อม ที่ให้เราสามารถไปเก็บภาพสะท้อนน้ำสวยๆได้อีก IAM_9078IAM_9082 IAM_9088

พอเข้ามาด้านในก็จะเจออาคารนี้ ที่มีความสำคัญตรงงานแกะสลักเหนือประตู  … นั่นคือภาพจำหลักพระศิวะนาฏราช หรือพระศิวะทรงฟ้อนรำ เป็นภาพพระศิวะเศียรเดียว สิบกร อยู่ในท่าฟ้อนรำ และถูกรายล้อมด้วยบุคคลต่างๆ โดยบุคคลที่อยู่ทางซ้ายมือสุดของพระศิวะ คือพระคเณศโอรสของพระองค์ ถัดมาน่าจะได้แก่พระวิษณุ พระพรหม ตามลำดับ และมีภาพเทวสตรี 2 องค์อยู่ทางด้านขวา IAM_9093

ซึ่งจริงๆ ถ้าใครที่ชอบเกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยของประวัติศาสตร์คงสนุก เพราะยังมีอีกหลายจุดให้ชม ให้ดม ให้มองกัน IAM_9095IAM_9098 IAM_9100 IAM_9108 IAM_9110

และหากใครจะมาที่นี่ ลองดูวันที่ให้ดี เพราะเจ้าปราสาทนี้จะมี  “งานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง”  ให้ทุกคนได้ชมมหัศจรรย์แสงแรกส่อง 15 ช่องประตูปราสาทพนมรุ้งกันทุกๆ ปี ส่วนวันที่้ท่าไหร่นั้นต้องลองเชคดูครับ  IAM_9121

เมื่อเดินเล่น ถ่ายภาพ อยู่กับประวัติศาสตร์จนพอใจ ก็ได้เวลาไปยังที่ต่อไป ซึ่งก็ไม่ใช่อะไร ไม่ไกล ยังคงอยู่ในแวดวงปราสาทเหมือนเดิม … ตามมา ! IAM_9132

ปราสาทเมืองต่ำ แต่ความงามสูง

จากปราสาทพนมรุ้ง เจ้า Vios ก็พาผมมุ่งหน้าสู่อีกหนึ่งปราสาทที่น่าสนใจ นามว่า ปราสาทเมืองต่ำกันต่อ ! 

ปราสาทเมืองต่ำ อยู่ห่างจากปราสาทพนมรุ้ง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพียง 8 กิโลเมตรเท่านั้น และคำว่าเมืองต่ำไม่ใช่คำดั้งเดิมหรืออะไร แต่เป็นชื่อที่ชาวพื้นเมืองเรียกโบราณสถานแห่งนี้เพราะทำเลที่ตั้งอยู่ในที่ที่ต่ำกว่าปราสาทพนมรุ้งนั่นเอง

อะ ถึงละ ลงได้ IAM_9135

ในส่วนของประวัติความเป็นมาของปราสาทเมืองต่ำยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด หรือใครเป็นผู้สร้าง มีลักษณะของศิลปะขอมแบบบาปวนและแบบคลัง ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ปราสาทเมืองต่ำถูกทิ้งร้างมานานนม จนปี พ.ศ. 2490 ก็เริ่มมีชาวบ้านมาตั้งถิ่นฐานที่นี่อีกครั้ง

จนกระทั่ง พ.ศ. 2503-2539 กรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจปราสาทเมืองต่ำจนเสร็จ และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน

จุดเด่นของปราสาทเมืองต่ำคือมี สระน้ำ 4 สระล้อมรอบปราสาท 5 ยอด แสดงถึงมหาสมุทรทั้ง 4 ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุตามคติพราหมณ์ สระน้ำดังกล่าวสันนิษฐานว่าใช้กักเก็บน้ำในการประกอบพิธีทางศาสนาในอดีต

ระเบียงคดและซุ้มประตูก่อด้วยอิฐและหินทราย พื้นของซุ้มประตูยกสูงขึ้นจากพื้นลานโดยรอบอย่างที่เห็นครับ นี่คือด้านนอก และความงดงามอีกระดับของที่นี่ อยู่ข้างใน …  IAM_9138 IAM_9140 IAM_9146

ไปครับ … ไปชมด้านในกันบ้างงง แต่เธอคนนี้ไม่ใชนางแบบหรือใครที่ไหน เพราะเธอเป็นใครไม่รู้ ที่อยู่ๆ ก็มาเข้าเฟรมแบบไม่เข้าใจ และก็คงไม่ตั้งใจ … แต่นั่นก็ทำให้ภาพนี้สมบูรณ์ขึ้นแบบตั้งใจ ^^  IAM_9148

ลอดช่อง ส่งอปราสาท ! IAM_9150

นี่แหละครับ .. ความงามจากภายใน  ดูๆไป บางมุมผมกลับชอบมากกว่าปราสาทพนมรุ้งเสียอีก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะสระน้ำรอบๆ ปราสาท ที่ทำให้ที่นี่ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น IAM_9160 IAM_9165 IAM_9174

เดินถ่ายรูปเพลินดีเหมือนกัน .. ฟ้าใส โดนใจ แต่ด้วยความที่ยังไม่ได้กินอะไร ตอนนี้กระเพราะและเซี่ยงจี๊ข้างใน มันร้องโวยวายว่าาา ” หิวแล้ววววเว่ยยย! ” IAM_9181

ขาหมูนางรอง ของดีต้องลอง!

เรื่องกินว่าสำคัญ .. ของกินก็สำคัญเหมือนกัน เพราะเรื่องเที่ยว เรื่องกิน คือเรื่องเดียวกัน วันนี้อุส่ามาถึงแถบนางรอง แล้วจะพลาดลองขาหมูนางรองอันขึ้นชื่อลือชาได้ยังไง จัดไปสิครับ

แนะนำว่าพอชมสองปราสาทเสร็จค่อยมาทานนะ เพราะจากที่นี่เราจะสามารถขับรถกลับเข้าไปยังฝั่งตัวเมืองได้ใกล้กว่าา ซึ่งหลักๆ ร้านดังๆ จะมีสองร้าน และสองร้านนี้คือตั้งอยู่ตรงข้ามกัน จัดว่าเลือกยากครับ หากอยู่คนละที่ ยังเลือกที่ใกล้ที่สุดได้ แต่นี่อยู่ตรงข้าม ผมจึงเลือกด้วยการขับรถไปถึงไหนก่อนก็จอดร้านนั้น

ร้านที่ผมแวะคือร้านขาหมูลักษณา … แล้วก็จัดการสั่งข้าวขาหมูหนังเยอะๆ กับยำขาหมูทอด มาลิ้มลองงง ไม่ผิดหวังงงนะ อร่อยยย แล้วก็มีเอกลักษณ์ดี ยำก็เจ้มจ้นน แต่เนื้อหมูที่ทอดนี่แข็งไปนิด

ส่วนอีกร้านที่ไม่ได้ลองชื่อว่าร้านจิ้งนำครับ หลายคนแนะนำเหมือนกัน ดูไว้เป็นทางเลือกได้ IAM_9184

อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด กับช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินที่ไม่ควรพลาด!

หลังจากอิ่มกับขาหมู ผมก็เข้าเมืองไปนอน ก่อนจะสะดุ้งเฮือกตื่นมาตอนเย็นๆพอดี ทันเวลาพระอาทิตย์ตก ซึ่งตั้งใจว่าจะไปเก็บภาพดูแสงสุดท้ายที่อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด !!

คือต้องบอกก่อนว่าอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดมีขนาดกว้างเหมือนกัน และผมก็ไม่แน่ใจว่าจุดที่ผมไป มันใช่จุดหลักมั้ย คือไปแล้วไม่มีคน แต่ที่แวะเพราะเห้นว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกและวิวมันได้

มาถึงก็จอดรถแล้วก็ลงไปเก็บภาพทันทีIAM_9205

สายน้ำ กับ สะพานไม้ … อยู่คู่กันที่ไหน ความงามที่ได้มักจะคูณสองงง และยิ่งได้นั่งมองพระอาทิตทิ้งตัวชัดๆ แบบนี้ด้วยแล้วก็ … ฟินสิคร้าบบบบ ! IAM_9207 IAM_9209 IAM_9211 IAM_9218 IAM_9224

พระอาทิตย์ก็ตกของมันที่เดิม
แต่ต่างสถานที่ ต่างเวลา ต่างอารมณ์
มันไม่มีวันเหมือนกัน
และภาพเหล่านี้…ส่งตรงจาก ” บุรีรัมย์ ” IAM_9233

นี่คือเพื่อนที่ไม่รู้จักคนเดียวของผมที่นี่ ไม่มีใครเลยนอกจากเรา 5555 IAM_9237 IAM_9240 IAM_9249 IAM_9254

เป็นวันที่ปิดวันอย่างสวยงาม แสงสุดท้ายที่นี่สวยจริงๆ .. บางทีความธรรมดา เมื่อเรามาถูกที่และถูกเวลา มันก็มากกว่าคำว่า ” ธรรมดา ” ….. IAM_9267

________________________________________________

DAY 2

บ้านเราก็เคยมีภูเขาไฟ   มาชมได้ที่วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง 

ห๊ะะะ !! ประเทศไทยเคยมีภูเขาไฟ !!??

ครับ … เอาจริงๆ ผมก็เพิ่งรู้ตอนหาข้อมูลมานี่แหละ ว่าสถานที่แห่งนี้มีร่องรอยของภูเขาไฟในอดีตอยู่ และการเดินทางมาที่นี่จากตัวเมืองนั้นค่อนข้างสะดวกและไม่ไกล

วนอุทยานเขากระโดง  ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นปากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วรอบ บริเวณปกคลุมด้วยป่าไม้ ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าขนาดเล็ก โดยเฉพาะนกนานาชนิด เดิมชื่อเดิม คือ “พนมกระดอง” เป็นภาษาเขมร แปลว่า ภูเขากระดอง (เต่า) เป็นภูเขาที่มีรูปลักษณ์คล้ายกระดองเต่า ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น “กระโดงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเป็นสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจและศึกษาประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา เพราะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่ยังคงปรากฏร่องรอยปากปล่องให้เห็นได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานกู่เขากระโดง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และมี “พระสุภัทรบพิตร” พระพุทธรูปองค์ใหญ่ คู่เมืองบุรีรัมย์บนยอดเขา

เช้าวันนี้ผมจึงตัดสินใจมาเริ่มต้นวันใหม่ที่เดิมที่นี่ … พิกัดก็ตาม GPS มาเลยเสิชไปว่า วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง ด้านหน้าทางเข้าจะมีป้ายอยู่พอมาถึงก็จอดรถด้านล่าง ( หรือจะขับรถขึ้นไปก็ได้ ) ส่วนผมเลือกจอดเพราะอยากเดินขึ้นบันได 297 ขั้น เพื่อบริหารกล้ามเนื้อน่อง และต้นขา ( หยั่มมา เมิงรู้ตัวช้าไป 5555 )

สารถาพครับ ว่าตอนนั้นไม่รู้จริงๆ ว่าขับรถขึ้นไปด้านบนได้ แต่จะว่าไปเดินก็ได้อารมณ์ดีเหมือนกัน IAM_9301IAM_9305

ที่นี่มีจุดน่าสนใจหลายจุด เริ่มด้วยรอยพระพุทธบาตรจำลองบริเวณด้านบนก่อนเลย IAM_9313

และพอเดินเลยไปอีกนิดก็จะเจอกับ …

พระสุภัทรบพิตร 
เป็นพระพุทธรูปคู่เมือง ภายในเศียรบรรจุพระธาตุ ประดิษฐานอยู่บนเขากระโดง เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐฉาบปูนขนาดใหญ่ หน้าตัก กว้าง 12 เมตร ฐานยาว 14 เมตร หันหน้าไปทางทิศเหนือ สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2512 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายสุรวุฒิ บุญญานุสาสน์ ในขณะนั้น ร่วมกับพ่อค้าประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในความคิดและโครงการต่างๆ ของหลวงพ่อบุญมา ปัญญาปโชโต อดีตเจ้าอาวาสวัดเขากระโดง ได้ร่วมกันจัดสร้างขึ้นบริเวณยอดเขากระโดง เพื่อให้เป็นที่สักการะบูชาของ พุทธศาสนิกชนทั่วไป จากจุดที่ตั้งขององค์พระสามารถมองเห็นทัศนียภาพของตัวเมืองบุรีรัมย์ได้อีกด้วย IAM_9318 IAM_9315

นี่ครับ วิวส่วนหนึ่งเมื่อมองลงไปยังด้านล่าง ตึกหลากสีสัน มีความคล้ายบางมุมที่สิงคโปร์อยู่นะ 5555 IAM_9320

เอาล่ะ ไหนว่าภูเขาไฟ … ทุกสิ่งล้วนมีมูล มีมูลก็ต้องมีที่มา .. งั้นตามมาเลยคครับ ไปดูกันว่าทำไมถึงบอกว่าที่นี่คือปล่องภูเขาไฟ IAM_9330

พอเดินลงมาก็จะพบกับเหล่าหินที่ถูกตั้งวางเรียงรายกันอย่างไม่เป้นระเียบ แต่ก็ดูเรียบร้อยแบบไม่เป็นระบบ ( ยังไงของเมิงเนี่ย )

ว่ากันว่าหินเหล่านี้คือหินที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟในอดีตนั่นเอง IAM_9335IAM_9338

และอย่าพลาดที่จะเดินไปขึ้นสะพานแขวนนี้ แล้วมองลงไปยังเบื้องล่างงง .. คุณจะได้พบกับหลักฐานนน !!! IAM_9343

นั่นคือ …

ปากปล่องภูเขาไฟเขากระโดง
ปากปล่องภูเขาไฟเขากระโดง มีอายุประมาณ 3 แสนถึง 9 แสนปี   และสูงจากระดับน้ำทะเล 265 เมตร ซากปากปล่องเป็นรูปพระจันทร์ ครึ่งซีก ยอดเนินเขาเป็นขอบปล่องด้านทิศใต้เรียกว่า เขาใหญ่ ส่วนยอดเนินเป็นขอบปล่องด้านทิศเหนือเรียกว่า เขาน้อย หรือ เขากระโดง ส่วนบริเวณที่เป็นขอบปล่องปะทุคือบริเวณที่เป็นหุบเขา ปัจจุบันมีสภาพเป็นสระน้ำเป็นซากภูเขาไฟที่ยังคงสภาพดีและมีอายุน้อยที่สุดในประเทศไทย …

จัดว่าอะเมซซิ่งเหมือนกัน ที่บ้านเรามีภูเขาไฟ ถือว่าคุ้มค่าที่ได้มาครับ IAM_9353

วัฒนธรรมของคนชอบเที่ยว .. เกือบทุกเมืองทั่วโลก ในทุกวันนี้ มันไม่ยากเลยที่คุณจะได้เห็นการคล้องกุญแจสื่อรัก ซึ่งได้กลายเป็นเรื่องปรกติที่น่ารักของการเดินทางไปเรียบร้อย ^^ IAM_9356 IAM_9357

และเมื่อผมลงมา ก็สวนกับแก๊งเด็กชุดใหญ่ ที่เรียกว่าน่าจะขนกันมาทั้งโรงเรียน ดีนะ ถ่ายภาพเสร็จแล้ววว 555 น่ารักดีเหมือนกัน ยกกล้องละอายกันใหญ่เลย ><IAM_9361

แวะไหว้ศาลหลักเมืองประจำจังหวัดบุรีรัมย์

จากภูเขาไฟ .. ผมก็ขับรถกลับเข้าเมืองอีกครั้ง เพราะโรงแรมที่พักก็อยู่ในเมืองนี่แหละ แนะนำครับ ว่าพักในเมืองสะดวกสุดแล้วขับรถเที่ยวเอาา

โดยเป้าหมายต่อไปคือที่นี่ ” ศาลหลักเมืองประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ” 

ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบุรีรัมย์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่เคารพสักการะบูชาและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของชาวบุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง  แต่เดิมเป็นเพียงศาลที่มีขนาดเล็กๆ แต่พอเริ่มชำรุดทรุดโทรม ทางกลุ่มข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวบุรีรัมย์ จึงเห็นควรให้สร้างศาลหลักเมืองขึ้นมาใหม่ ในปี พ.ศ. 2548 โดยให้ทางกรมศิลปากร ช่วยทำการออกแบบ ในรูปแบบศิลปะขอมโบราณที่เลียนแบบมาจากปราสาทหินพนมรุ้ง เพื่อเป็นการบ่งบอกเอกลักษณ์และตัวตนของคนชาวบุรีรัมย์ ได้อย่างชัดเจน  IAM_9364 IAM_9367

ภายในตัวศาลยังได้ตั้งเสาหลักเมือง ตรงกลางองค์ปรางค์ พร้อมกับอันเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเสื้อเมือง เทพารักษ์ และพระทรงเมืองเพื่อมาปกปักษ์รักษาคุ้มครอง ป้องกัน ให้บ้านเมือง อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขIAM_9373

ผมอยู่ที่นี่ไม่นาน ก็ไปยังอีกสถานที่ศักสิทธ์ใกล้ๆ กัน IAM_9375

วัดกลางพระอารามหลวง

นั่นคือ … วัดกลางพระอารามหลวง คืออยู่ติดกับศาลหลักเมืองเลย

เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองบุรีรัมย์มาแต่โบราณ มีประวัติเล่าว่าสมัยกรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึได้นำทัพไปปราบเจ้าเมืองนางรอง ซึ่งเป็นกบฏ และได้หยุดพักทัพที่บริเวณนี้ ซึ่งมีสระน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ปัจจุบันเชื่อกันว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ในวัดกลางบุรีรัมย์ และทางราชการได้มีประกาศยกวัดกลางบุรีรัมย์เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของบุรีรัมย์เมื่อปี พ.ศ. 2533

และถ้ามาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน จัดเก็บภาพวัดสะท้อนน้ำสวยได้อีกด้วย IAM_9383 IAM_9391 IAM_9398

ลองทานไก่ยางสีดา 

และในส่วนของอาหารมื้อถัดไป เป็นอีกร้านที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนจังหวัดบุรีรัมย์ นั่นคือ ” ไก่ย่างสีดา ” 

ผมได้ลองไก่ย่างต้นตำรับ ลาบเป็ด แล้วก็ส้มตำ รสชาติจัดจ้านสมเป็นอีสาน น้ำจิ้มไก่อร่อยครับ เนื้อไก่หอม แต่แข็งไปนิดนึง โดยรวมแล้วคือหากมีโอกาสก็ไม่ควรพลาดแหละ แนะนำ ! IAM_9409

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 

อิ่มแล้วก็ได้ผ่านอีกสถานที่สำคัญ นั่นคือ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

สร้างในปี พ.ศ. 2539 เพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์ เมื่อครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก พระบรมราชานุสาวรีย์มีขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ ฉลองพระองค์แบบนักรบตามขัตติยราชประเพณีโบราณ ประทับบนช้างศึก จากจดหมายเหตุประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 7 กล่าวว่า ใน พ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปปราบพระยานางรองซึ่งคบคิดกับเจ้าโอ เจ้าอินแห่งจำปาศักดิ์ ขณะเดินทัพพบเมืองร้างอยู่ที่ลุ่มน้ำห้วยจระเข้มาก มีชัยภูมิดีแต่ไข้ป่าชุกชุม ชาวเขมรป่าดงไม่กล้าเข้ามาอยู่อาศัย แต่ตั้งบ้านเรือนอยู่โดยรอบ จึงรวบรวมผู้คนตั้งเป็นเมืองแปะ และให้บุตรเจ้าเมืองพุทไธสมันซึ่งติดตามมาด้วยเป็นเจ้าเมือง ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยานครภักดี ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น เมืองบุรีรัมย์IAM_9413

ชิลๆ ที่ Buriram Castle กับ สวนศิวะ 12

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด คือบริเวณ Buriram Castle และสนามต่างๆ ทั้งไอโมบาย และสนามแข่งรถ ที่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ตั้งรกรากอยู่เคียงข้างกัน สามารถจัดโปรแกรมมัดรวมกันได้เลย

ผมเริ่มต้นที่ “บุรีรัมย์ คาสเซิล” ซึ่งว่ากันว่าได้ลงทุนไปกว่า 370 ล้านบาท เพื่อเนรมิตรอารยธรรมใหม่ สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยว และรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี ทั้งนักท่องเที่ยวที่มาชมการแข่งขันฟุตบอลที่สนามไอโมบายหรือชมการแข่งขันรถยนต์ที่สนามช้าง

ด้านในจะเป้นคอมมูนิตี้มอล เดินชิลๆ ตัวปลิวๆ หิวก็กิน ง่วงก็ดื่ม บรรยากาศดี มีหลายร้านให้เลือกสรรค์ ทั้งร้านพื้นเมืองหรือร้านเฟรนไชส์ดังๆ IAM_9416 IAM_9418 IAM_9420

เดินเข้าไปข้างในจะเจอกับ สวนศิวะ 12  ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจของคนเมืองก้ว่าได้ IAM_9449

เดินเข้ามาจะมีศิวลึงค์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มีทั้งทรายและของเล่นเด็กให้เด็กมาเล่นกัน IAM_9422

แต่อีกความแปลกของที่นี่คือ รูปปั้นแกะสลักกามสูตร โดยจำลองพฤติกรรมการร่วมเพศ !! เอ้าเด็กๆ ปิดตาก่อน !!

เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเคยเห็นข่าวกันมาบ้างแล้ว มีทั้งวิจารณ์และเห็นด้วย  ส่วนตัวผมขอไม่ออกความเห็น เพราะมาแล้วก็แค่อยากจะเห็น เลยไม่มีความเห็นใดๆ  ซึ่งจะมีรูปปั้นแนวๆนี้ตั้งเรียงรายอยู่รอบๆสวน พร้อมคำบรรยายฮาๆ และที่ฮากว่านั้นคือมีที่คล้องกุญแจในแต่ละรูปปั้น … ไม่อยากจะตีความนะ 5555

ในวันนี้มีเด็กมาเต็มไปหมด .. ในใจก็อยากจะรู้ว่าเด็กเล็กเห็นแล้วเป็นยังไง สรุปว่าคงยังไม่เข้าใจโลก เพราะไม่มีใครสนรูปปั้น ทุกคนตั้งใจเล่นกันเองบนทรายซะมากกว่า  แต่หากเด็กโตกว่านี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ><IAM_9425 IAM_9427 IAM_9429

และมองไปด้านบนก้จะเห็นปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง .. เดี๋ยวเราจะเข้าไปมองมันใกล้ๆ พร้อมๆกัน IAM_9438 IAM_9444 IAM_9448

ทางเดินขึ้นไปยังปราสาทพนมรุ้งจำลอง จะมีถ้วยแช้มฟุตบอลตั้งอยู่ เป็นการต้อนรับทุกท่านน !    IAM_9454

และนี่ครับ “ปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง” ที่ได้ใช้ช่างแกะหินฝีมือชั้นครู มาเก็บรายละเอียดให้เหมือนของจริงมากที่สุด ทั้งภายนอกและภายใน สวยสะดุดตาเลยทีเดียว แนะนำว่ามาตอนกลางคืนด้วยล่ะ เพราะมันจะมีการเปิดไฟ เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ  ^^ ซึ่งผมไปมาเมื่อคืนนี้ เลยเอาภาพมามาให้ชมทีเดียวครับ IAM_9452IAM_9289IAM_9290

บุรีรัมย์ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต  หรือ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

ใกล้ๆกัน ก็มีสนามแข่งรถมาตรฐานสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติในประเทศไทยให้เราได้เข้าไปเชยชมกัน  ที่นี่เป็นสนามแข่งรถยนต์ทางเรียบ และสนามแข่งมอเตอร์ไซด์ทางเรียบ ที่แรก และที่เดียวของไทยที่ได้มาตรฐานระดับโลก บนพื้นที่กว่า 1,000 ไร่  … สนามนี้นอกจากจะรถทั่วไปแล้ว ยังได้มาตรฐานในการแข่ง F1 ระดับโลกอีกนะจะบอกให้!

ไม่ธรรมดาครับ ไว้มีโอกาสอยากมีดุวันที่มีรถแข่งเหมือนกัน ว่าจะมันส์ในอารมณ์แค่ไหน ตอนนี้ก็ดูสนามแบบเหงาๆไปก่อนน >< IAM_9457 IAM_9459IAM_9285

สนามไอโมบาย

หากไปเที่ยวแมนเชสเตอร์ ต้องแวะเที่ยวสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ไปลิวเอร์พูล ต้องแวะไปดูแอนฟีลด์ หรือไปบาร์เซโลน่า ก็ต้องหาเวลาไปสนามคัมป์นู …

เช่นเดียวกัน .. ถ้ามาที่บุรีรัมย์ ก็ต้องแวะมาที่สนามไอโมบาย !!

ไอ-โมบายสเตเดียม (i-mobile Stadium) หรือ ธันเดอร์ คาสเซิล สเตเดียม (Thunder Castle Stadium) เป็นสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีความจุ  32,600 ที่นั่ง เป็นสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีลู่วิ่งคั่นสนาม ผ่านมาตรฐานฟีฟ่า เอเอฟซี เอเอฟเอฟ ผ่านมาตรฐานระดับเอคลาสสเตเดียมจากเอเอฟซี และผ่านมาตรฐานระดับเวิล์ดคลาสจากฟีฟ่า นอกจากนี้ยังได้บันทึกลงกินเนสบุ๊คว่าเป็นสนามฟุตบอลในระดับฟีฟ่าแห่งเดียวในโลกที่ใช้เวลาก่อสร้างน้อยที่สุดในโลกคือ 265 วัน … เป็นไงล่ะ

การเข้าชมที่นี่หากมาวันที่คนเยอะ ต้องตามเวลาที่เค้ากำหนด แต่ถ้าคนน้อยก็เดินตัวลอยเข้าไปได้เลย อย่างวันนี้เป้นต้น IAM_9467

เราจะถูกนำพาให้เข้ามาสู่ตัวสนามเป็นอย่างแรกผ่านทางอัฒจันทร์ด้านบน เพื่อมาชมสนามกันแบบเต็มๆตา  บรรยากาศคล้ายๆกับสนามฟุตบอลต่างประเทศอยู่เหมือนกัน … หากใครชอบดูบอลไทย ไม่ผิดหวังแน่นอน IAM_9479 IAM_9485

ภายในยังมีทั้งห้องแต่งตัว ห้องแถลงข่าวให้ได้เข้าไปชมอีกด้วยย  IAM_9489

ถือว่าทำได้ดีครับ กับการที่ปั้นสนามบอลในประเทศให้กลายมาเป้นจุดท่องเที่ยวประจำจังหวัดได้ … คือถ้าพูดกันตรงๆ ประวัติศาสตร์หรือคุณภาพอาจจะสู้สนามฟุตบอลระดับโลกที่ยุโรปไม่ได้ แต่ด้วยความเป็นไทยและเอเชีย เรามากันได้ถึงขนาดนี้ ต้องปรบมือให้ทุกฝ่ายจริงๆ  IAM_9293

ลูกชิ้นห้ามนั่งกิน 

อีกหนึ่งสิ่งต้องห้ามพลาด กับลูกชิ้นห้ามนั่งกิน หรือที่เค้าเรียกกันว่าลูกชิ้นยืนกิน !!

พิกัดตั้งอยู่ตรงสถานีรถไฟติดๆ กับหอนาฬิกาเลย หาไม่ยากครับ พอมาถึงจะเจอร้านลูกชิ้นทอดหลายร้านตั้งเรียงรายกันอยู่  ทุกร้านขายราคาเท่ากันคือไม้ละ 3 จัดว่าถูกมากกก น้ำจิ้มเข้มข้นโดนใจ แนะนำว่าลองกินหลายๆร้านครับ 555

ส่วนวิธีการกินนั้นก็หยิบเอง จิ้มน้ำจิ้มเอง แล้วยืนบรรเลงกินกันตรงนั้น เสร็จแล้วก็เอาไปจิ้มผักมากินต่อ เป็นการบริการตัวเองทุกขั้นตอน ยกเว้นการผลิตและการนำลงไปทอด ถือว่าเป้นประสบการณ์ที่ดีไม่น้อย นี่คือตัวอย่างการนำเรื่องธรรมดามาเพิ่มคุณค่าให้น่าสนใจ

นี่คือสถานีรถไฟ … IAM_9493IAM_9498

น่านแหละครับ เหล่าร้านลูกชิ้นที่มาเผปิดกันตั้งแต่บ่าย ยาวไปถึงหัวค่ำ IAM_9500

ต้องยืนกินเท่านั้นน ( ภาคบังคับ 555 ) และที่ร้านนี้พี่หนวดคนนั้นทำผมอึ้ง !! ตอนจ่ายเงิน แม่ค้าถามว่ากี่ไม้ พี่หนวดตอบอย่างภาคภูมิใจว่า ” 33 ไม้ ” !!

นั่นสาบานว่ากินใช่มั้ยครับลูกพี่ 5555 IAM_9501 IAM_9502

และที่นี่ … บุรีรัมย์ IAM_9518

แสงสุดท้ายที่ ” อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก “

และเย็นวันนี้ ยังคงแสวงหาความชิลของธรรมชาติเช่นเคย … จนมาลงเอยที่ อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก

ที่นี่อยู่ในท้องที่ตำบลเสม็ด บนเส้นทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นอ่างเก็บน้ำที่กว้างใหญ่ ร่มรื่นด้วยแมกไม้หลากหลายชนิด จึงเป็นสถานที่พักผ่อนแห่งหนึ่งของชาวบุรีรัมย์ และเป็นสถานที่จัดงานมหกรรมว่าวอีสาน ในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่สองของ เดือนธันวาคม ทุกปี

ผมมาถึงช่วงเย็นๆพอดี บรรยากาศชิลมาก แฝงไปด้วยกลิ่นของธรรมชาติที่แสนสดชื่น และอุดมร่มรื่นไปกับสีเขียวของมัน การเดินมาเดินเล่น ถ่ายภาพด้วยความชิลแบบนี้ ถือว่าเป็นการจบวันที่ดี เช่นเดียวกับเมื่อวานน IAM_9520 IAM_9532

อีกสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองและนักท่องเที่ยว IAM_9539

เดี๋ยวไม่รู้ว่าที่นี่ชื่อ ” ห้วยจระเข้มาก ” 5IAM_9542

ใกล้วันแม่แล้วนะ … อย่าลืมทำให้ท่านสบายใจและมีความสุข วันนี้ผมก็ได้เก็บภาพช่วงเวลาดีๆ ของแม่กับลูกที่นี่มาเป็นความทรงจำ

IAM_9546 IAM_9552

อยากมีแบบเค้าบ้างงง ><IAM_9559 IAM_9562 IAM_9564 IAM_9568

อาหารเย็นรสดี กับบรรยากาศดีๆที่ ร้านบ้านชายน้ำ

หลังปิดฉากแสงสุดท้าย ในวันที่พระอาทิตย์โดนบังแล้ว ก็ได้เวลามาหาอะไรเข้าท้อง วันนี้เลยได้ไปลองร้านอาหารท้องถิ่นบรรยากาศดี ที่มีนามว่า ” ร้านอาหารบ้านชายน้อย .. เดี๋ยวๆ ไม่ใช่บ้านทรายทองนะเมิงง 55 ”

ร้านนี้ชื่อว่าร้านบ้านชายน้ำครับ บรรยากาศชิลมากกก และอาหารที่ได้ลองก็มีน้ำพริกกุ้งจ่อม คืออร่อยมากกกก กับแกงคั่วปู นี่ก็โดน เป็นอีกร้านที่แนะนำ ราคาไม่แพงอยู่ใกล้ๆตัวเมืองครับ สามารถหาพิกัดใน GPS ตามชื่อได้เลยIAM_9576 IAM_9580

ชอบบมากจานนี้ กับน้ำพริกกุ้งจ่อม IAM_9582

แกงคั่วปู ก็ดูไม่ธรรมดา IAM_9586

________________________________________________

DAY 3 

ก่อนลาจากบุรีรัมยฺ์ แวะไปหม่ำ ” เป็ดย่างคูเมือง ” 

อีกร้านต้องโดน และมันอร่อยจริงๆ มีหลายสาขาครับ ซึ่งในช่วงสายๆ วันนี้ผมมีแพลนจะมุ่งหน้าไปยังเมืองสุรินทร์ แต่ก่อนจะไป เลยขอแวะทานร้านดังนี้เสียหน่อย IAM_9592

แน่นอนว่ามากินร้านเป็ดย่าง แล้วจะสั่งปลาดุกย่างก็ใช่เรื่อง อะจัดไปหนึ่งตัว เพราะเค้าขายเป็นตัวๆ นะ ครึ่งตัวไม่ขายยยจ้าาา 555 IAM_9593

นี่ครับ เป็ดย่างง ซึ่งจะมีตูดเป็ดแบบเสียบไม้ขายด้วย อร่อยช้ได้เลย เป็ดย่างที่นี่จะไม่ใช่แบบเป็ดเอมเค เพราะที่นี่จะออกกรอบๆ กรุบกริบ มาพร้อมกับน้ำจิ่มรสดี มีกลิ่นปลาร้าหน่อยๆ อันนี้ผมไม่กินปลาร้า แต่กับน้ำจิ้มอันนี้รู้สึกโอเค อร่อย เข้ากันได้ดี IAM_9596

ปิดท้ายด้วยส้มตำไทยอีกจานนนนน พุงบานนนนนเรียบร้อย

เอาล่ะ ได้เวลาไปจังหวัดสุรินตร์กันต่อ !! ( ห่างออกไปประมาณ 50 กิโล ) IAM_9599

________________________________________________

” สุรินทร์ ”  

จากบุรีรัมย์ขยับมาอีกนิดประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็คือจังหวัดสุรินทร์ถิ่นช้าง ที่ได้ถูกยกให้เป็นเมืองที่น่าสนใจคู่กับเมืองบุรีรัมย์ กับ สิบสองเมืองต้องห้ามพลาดพลัส !!

มารู้จักจังหวัดนี้กันคร่าวๆ ก่อนครับ

จังหวัดสุรินทร์ เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หรือ “อีสานใต้” มีชื่อเสียงระดับโลก ด้านการเลี้ยงช้าง การทอผ้าไหม ข้าวหอมมะลิ มีผู้คนหลายเผ่าและภาษา เช่น ไทยอีสานหรือลาว เขมร ส่วย หรือ กูย  โดยมีอาณาเขตคือทิศเหนือติดต่อกับจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดมหาสารคาม ทิศใต้ติดต่อกับประเทศกัมพูชา ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดศรีสะเกษ และทิศตะวันตกติดต่อกับจังหวัดบุรีรัมย์ คู่ขวัญแดนอีสานใต้ของโครงการนี้นั่นเอง

เอาล่ะครับจากบุรีรัมย์ ก็ได้เวลามุ่งหน้าไปสัมผัสกับจังหวัดสุรินทร์เป็นการปิดท้ายทริปนี้อย่างเป็นทางการ ตามมาเลย ! ^^

แวะศักการะศาลหลักเมืองประจำจังหวัด

จากบุรีรัมย์มาสุริทร์ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชั่วโมงดี ก็เข้าสู่เขตเมือง และก็ผ่านจุดที่ต้องแวะจุดแรกพอดี ที่นี่คือศาลหลักเมืองประจำจังหวัดสุรินทร์ที่โดดเด่นด้วยสีแดง ใครมาก็ต้องผ่าน ผ่านแล้วก็อย่าลืมเข้าไปกราบไหว้กันด้วยล่ะ ^^IAM_9600 IAM_9604

อนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง(ปุม) 

ถัดจากศาลหลักเมืองไปไม่ไกล จะเจอกับ อนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง(ปุม)  ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานการก่อตั้งเมืองสุรินทร์   ในสมัยอยุธยามีชาวไทยพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่าส่วยหรือกวยกรือกูย เป็นกลุ่มชนที่มีความรู้ความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งาน ได้แบ่งกลุ่มมาตั้งถิ่นฐานอยู่หกพวกด้วยกัน ในเขตจังหวัดสุรินทร์    ต่อมาในปี พ.ศ.2302 มีช้างเผือกแตกโขงออกจากเมืองหลวงหนีเข้าป่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์) แห่งกรุงศรีอยุธยาได้โปรดเกล้า ฯ ให้ติดตามช้างเผือก เชียงปุมซึ่งเป็นหัวหน้าชาวส่วยที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเมืองที่ได้ช่วยเหลือในการติดตามช้างเผือก เชียงปุมจึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้เป็นหลวงสุรินทรภักดี ให้ปกครองหมู่บ้านเดิมขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย

อนุสาวรีย์เป็นรูปหล่อทองเหลืองรมดำ สูง 2.2 เมตร มือขวาถือของ้าว อันเป็นการแสดงถึงความเก่งกล้าสามารถของท่านในการบังคับช้างศึกและเป็นเครื่องแสดงว่าสุรินทร์เป็นเมืองช้างมาแต่ดึกดำบรรพ์ รูปปั้นสะพายดาบคู่อยู่บนหลังอันหมายถึงความเป็นนักรบ ความกล้าหาญอันเป็นคุณสมบัติที่ตกทอดเป็นมรดกของคนสุรินทร์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2511 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงผู้สร้างเมืองท่านแรก ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของเมืองสุรินทร์นั่นเองง IAM_9606

ปราสาทศีขรภูมิ .. อีกหนึ่งปราสาทในเส้นทางอารยธรรม 

จากตัวเมือง ก็ได้เวบาไปต่อยังสถานที่นอกเมืองกันบ้าง ซึ่งที่นี่เป้นหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์เส้นทางอารยธรรมขอมโบราณ เช่นเดียวกับปราสาทพนมรุ้ง … หากจากตัวเมืองไป 3o กว่ากี่โล และขอต้อนรับเข้าสู้

ปราสาทศีขรภูมิ 

ตั้งอยู่ข้างวัดบ้านปราสาท บ้านปราสาท ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ว่ากันว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดในจังหวัดสุรินทร์

ปราสาทศรีขรภูมิประกอบด้วยปรางค์อิฐ 5 องค์ องค์กลางเป็นปรางค์ประธาน มีปรางค์บริวารล้อมรอบอยู่ที่มุมทั้งสี่บนฐานเดียวกัน ก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบันไดทางขึ้นและประตูทางเข้าเพียงด้านเดียวคือด้านทิศตะวันออกปรางค์ทั้งห้าองค์มีลักษณะเหมือนกัน คือ องค์ปรางค์ไม่มีมุข มีชิ้นส่วนประดับทำจากหินทรายสลักเป็นลวดลายต่างๆ ทั้งส่วนที่เป็นทับหลังและเสาประดับกรอบประตู เสาติดผนัง และกลีบขนุนปรางค์ ส่วนหน้าบันเป็นอิฐประดับลวดลายปูนปั้น องค์ปรางค์ประธานมีทับหลังสลักเป็นรูปศิวนาฏราช (พระอิศวรกำลังฟ้อนรำ) บนแท่น มีหงส์แบก 3 ตัวอยู่เหนือเศียรเกียรติมุข มีรูปพระคเนศ พระพรหม พระวิษณุ และนางปารพตี (นางอุมา) อยู่ด้านล่าง เสาประตูสลักเป็นลวดลายเทพธิดาลายก้ามปูและรูปทวารบาล

ที่นี่ค่าเข้าสิบบาทไทย เปิดแปดโมงเช้าถึงสี่โมงครึ่งครับ … แต่การมาที่นี่ มีสิ่งที่ผมไม่คาดคิดรออยู่ !! IAM_9608

อะไรจะไปถึงได้เวลาดีขนาดนี้ เมื่อน้องๆ หลายสิบคนกำลังเดินขึ้นไปยังตัวปราสาท … นี่คือส่วนหนึ่ง ด้านหลังยังมีอีกทั้งโรงเรียนที่มารอต่อคิวขึ้นไปทำพิธีอะไรกันซักอย่างง IAM_9610

แล้วก็จัดแถวแบบนี้ พร้อมกับร่ายรำประกอบจังหวะ ผมยืนรอประมาณ 20 นาที ก็ยังไม่ลงมาสักที IAM_9616

เลยไปนั่งกินก๊วยเตี๋ยวเรือฝั่งตรงข้ามซะเลยยย … อร่อยยยยยดีเหมือนกัน ใครมาที่นี่แล้วหิวลองดูนะครับ IAM_9618

วนอุทยานแห่งชาติพนมสวาย

จากนั้นระหว่างทางกลับ ก็แวะอีกหนึ่งสถานที่น่าสนใจ … ที่นี่คือ วนอุทยานแห่งชาติพนมสวาย 

สำหรับ“เขาพนมสวาย” ตั้งอยู่ในพื้นที่ “วนอุทยานพนมสวาย” ต.นาบัว อ.เมือง ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสวาย ประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2527 นับเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ เขาพนมสวายมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และศาสนสถานต่างๆ ที่ประชาชนให้ความเคารพศรัทธา โดยเขาพนมสวายจะเป็นภูเขาเตี้ยๆ มี 3 ยอด คือเขาชาย หรือ เขาพนมเปราะ, เขาหญิง หรือ เขาพนมสรัย, และเขาคอก หรือ เขาพนมกรอล ห่างจากตัวเมืองไปเียง 22 กิโลเมตร

พอขับมาตามเรื่อยๆ ก็จะมาถึงทางเข้าหลัก จะเลือกจอดรถที่นี่แล้วเดินไปเรื่อย ก็ได้ครับIAM_9629

ด้านขวาคือทางเดินจากจุดเมื่อกี้ ระหว่างทางจะมีป้านบอกจุดท่องเที่ยวย่อยๆ ซึ่งมีหลายจุดเหมือนกัน IAM_9630IAM_9632

และเดี๋ยวผมจะขึ้นไปบนนั้น ซึ่งเป้นที่ประดิษฐาน “พระพุทธสุรินทรมงคล” พระพุทธรูปประจำเมืองสุรินทร์ นี่ฝนตกเพิ่งหยุด ธรรมชาติเลยมีความบริสุทธ์ผุดผ่องมาก สดชื่นนนนนน >< IAM_9637 IAM_9639

ทางเดินขึ้นไปเป็นบันไดก่ออิฐถือปูนยาวเหยียดไปถึงด้านบนยอดเขา ระหว่างทางจะมีระฆัง 1,080 ใบ แขวนอยู่ตลอดสองข้างทาง ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2550 เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางจังหวัดสุรินทร์และคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์ ได้ร่วมกันจัดหาระฆังจากทุกวัดในจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 1,070 ใบ และได้รับมอบระฆังจากวัดสำคัญอีก 10 ใบ รวมเป็น 1,080 ใบมาไว้ที่นี่ IAM_9646

ถึงด้านบนแล้วววว ..

“พระพุทธสุรินทรมงคล” พระพุทธรูปประจำเมืองสุรินทร์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2518 โดย พล.ต.ต.วิเชียร ศรีมันตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ในขณะนั้น ได้จัดสร้างพระกริ่งจอมสุรินทร์ให้เช่า และมีรายได้ประมาณหนึ่งล้านห้าแสนบาท มีความประสงค์จะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ประดิษฐานไว้บนเขาพนมสวายบริเวณยอดเขาชาย จึงมอบให้พุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์เป็นผู้ดำเนินการ โดยกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ การสร้างพระพุทธรูปองค์นี้จึงได้เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2518 แล้วเสร็จในวันที่ 30 มกราคม 2520
       
ต่อมาในปี พ.ศ.2523 ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ในขณะนั้นได้ขอพระราชทานนามและได้รับพระราชทานนามพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดและอยู่สูงที่สุดในจังหวัดสุรินทร์ว่า “พระพุทธสุรินทรมงคล” และในปี พ.ศ.2527 ได้ประกอบพิธีเบิกพระเนตรองค์พระพุทธสุรินทรมงคลพร้อมทั้งได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุที่บริเวณพระนาภีIAM_9652

บนนี้ยังเป็นจุดชมวิวสวยๆ อีกด้วย IAM_9657

________________________________________________

DAY 4  

ไหว้พระที่วัดบูรพาราม 

วันนี้เตรียมตัวกลับบบ้านแล้วว วันชิลๆ สบายๆ ตื่นสายๆ เพราะเมื่อคืนนั่งปั่นงานจนดึกกกก ><

ผมเริ่มวันด้วยวัดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด ..

วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ที่ถนนกรุงศรีใน ตำบลในเมือง ใกล้กับศาลากลางจังหวัด เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาสูงสุดของจังหวัด คือ หลวงพ่อพระชีว์ (หลวงพ่อประจี) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 4 ศอก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดบูรพาราม นอกจากนี้ผู้มาเยือนยังได้แวะนมัสการรูปเหมือนหลวงปู่ดูลย์ อตุโลอีกด้วยวัดบูรพารามนี้เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี หรือในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีอายุประมาณ 200 ปี เท่ากับอายุเมืองสุรินทร์ สร้างโดยพระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม) และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดบูรพารามขึ้นเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2520

วันนี้ฟ้าใส อากาศดีงามมาก IAM_9660IAM_9664 IAM_9667

 

หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง 

แน่นอนว่ามาถึงถิ่นช้าง แล้วจะไม่ไปดูช้าง มันไม่ใช่ !! และคงเป็นที่ไหนไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่หมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง

ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง เป็นสถานที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมวิถีความเป็นอยู่ ความผูกพัน ของคนในชุมชนและช้าง รวมทั้งประเพณี และวัฒนธรรมที่น่าชื่นชมอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านตากลางแต่ละครัวเรือนจะมีช้างที่เลี้ยงไว้อาศัยอยู่รวมกันบ้านเดียวกัน เสมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของตน จึงก่อให้เกิดสายใยความผูกพันที่แน่นเฟ้นขึ้นระหว่างคนกับช้าง .. สิ่งมีชีวิตทั้งสองสิ่งนี้ต้องช่วยดูแลกันและกัน และช่วยกันทำมาหากิน

ชาวบ้านตากลาง ดั้งเดิมเป็น ชาวส่วย (กูย) หรือ กวย ที่มีความชำนาญในการคล้องช้างป่า ฝึกหัดช้าง และเลี้ยงช้าง ส่วนมากต้องเดินทางไปคล้องช้างบริเวณชายแดนต่อเขตประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย ปัจจุบันสภาวะการเมืองระหว่างประเทศทำให้ชาวบ้านตากลาง ไม่สามารถไปคล้องช้าง เช่นแต่ก่อนได้ แต่ชาวบ้านตากลางยังคงเลี้ยงช้าง และฝึกช้างเพื่อไปร่วมแสดงในงานช้างของจังหวัดทุกปี รวมไปถึงการแสดงรายวันที่นี่ ซึ่งจะมีวันละสองรอบคือ 10 โมง กับ บ่าย 2 .. ไม่ควรพลาดครับ แต่ผมพลาดนะ 555 ไปไม่ทันรอบ 10 โมง จะบ่าย 2 ก็ไม่ได้ต้องบินกลับตอน 4 โมงอีก อดเลย ><

เราเข้าไปดูกันดีกว่า ค่าเสียหายอยู่ที่ 50 บาท IAM_9671 IAM_9672

ที่นี่ถึงช้างจะอยู่ร่วมกันกับเรา แต่ก็ไม่ต้องกลัวไป เพราะมันจะถูกล่ามแบบบางเบาไว้กับต้นไม้บ้าง ที่ยึดบ้าง เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แล้วใครคิดจะเดินไปใกล้ๆ ก็อย่าลืมดูที่พื้นด้วย ระหว่างเหยียบ …. ล่ะ IAM_9673 IAM_9678

หมู่บ้านช้างทุกวันนี้ มีช้างถึงสองร้อยกว่าตัว ถือว่าเยอะมาก มีบ้านหลายหลังยาวไปจนถึงข้างใน IAM_9679

” We strong together “IAM_9680 IAM_9682

อ้อยที่วางขาย เพื่อให้เราเอาไปให้ช้างกิน IAM_9683

ช้างพวกนี้ มันอยู่นิ่งๆ เหมือนกำลังเต้นเลย ผมเพิ่งเคยเห้นพฤติกรรมแบบนี้เหมือนกัน ต้องไปดูด้วยตาครับ ^^ IAM_9688

ด้านในจะมีร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับช้างมาให้เลือกสรรค์IAM_9691

วิถีชีวิตที่เรียบง่าย กับเรื่องง่ายๆ ที่ทำให้มีความสุขแบบง่ายๆ … IAM_9699

ขอลาไปด้วยภาพการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างกับหมา … ดูแล้วอดยิ้มตามไม่ได้  ^^

สรุปนะครับ กับทริปบุรีรัมย์และสุรินทร์ สิบสองเมืองต้องห้ามพลาดพลัส ที่คุณสามารถมาแบบ 3 วันแน่นๆ หรือ 4 วันแล้วชิลๆ แบบผมก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์เอื้ออำนวย  บางคนอาจจะบินมาลงบุรีรัมย์แล้วยิงตรงไปเที่ยวที่สุรินทร์ก่อน แล้วค่อยมาเก็บบุรีรัมย์ก็ได้เช่นกัน จะไปไหนก่อนหลังลองจัดสรรค์ตามความชอบ ความสะดวก  และความสบายใจ ขอให้ฟินกันถ้วนหน้าในทุกกๆการเดินทาง

ซึ่งการเดินทางทุกวันนี้ด้วย GPS เป็นอะไรที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

สุดท้ายหวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์และสร้างความบันเทิงกับทุกคนไม่มากก็น้อย

ขอบคุณคร้าบบบ ^^  IAM_9702

Leave A Reply

Navigate