เที่ยวต่างประเทศ

รวมรีวิวและสถานที่เที่ยวรอบโลก

The canyon of UTAH

07 กันยายน 2019   14



แชร์ :

The canyon of UTAH

 

Fanpage : https://www.facebook.com/scratchdaworld/

Instagram : https://www.instagram.com/scratch.da.world/

 

แค่ก้าวแรกที่เข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทันตา!
ขอต้อนรับทุกคนสู่ “ รัฐ UTAH “ , สหรัฐอเมริกา

ดินแดนแห่งแคนยอนอันสวยงามแปลกตา
แวะเที่ยวกระจายเช่นเคยย
ทั้งเมืองหลวงของรัฐอย่าง Salt lake city
สองอุทยานที่มีคนมาเยือนมากที่สุดของรัฐ
เรียกว่าถืงเวลาจะน้อย
แต่ก็ไม่ปล่อยให้หลุดลอยไปแม้เพียงเสี้ยวนาที
ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ใน ..
.

EP.6 บันทึกการเดินทางขับรถลุยเดี่ยวข้ามประเทศอเมริกา 26 วัน

ตอน “ ประตูสู่ดินแดนแห่งแคนยอน .. “ UTAH “
.

หลังจากฟินสุดๆ ไปกับ Yellowstone เมื่อตอนที่แล้ว
ตอนนี้ก็ขับรถอีกกว่าสี่ร้อยกิโลเมตร
ข้ามจากรัฐ Wyoming แล้วซิ่งมาจาถึง รัฐ UTAH
กับเวลาที่มีคือสองวันสองคืน ถามว่าพอมั้ย .. ไม่เลย
.

แต่ก็พยายามเก็บสถานทรี่เที่ยวให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
1 เมือง 2 อุทยานใหญ่ กับอีก 1 อุทยานย่อย
ด้วยเวลาที่มี จะปล่อยชิลแบบเต็มๆ ก้คงยาก
อันไหนพีคก็นาน อันไหนข้ามได้ก็ข้าม
.

และตอนนี้ก็ข้ามไปอ่านเรื่องราวดีๆ
ต่อในรีวิวได้เลย

 

EP.6 บันทึกการเดินทางขับรถลุยเดี่ยวข้ามประเทศอเมริกา 26 วัน

ตอน “ “ ประตูสู่ดินแดนแห่งแคนยอน .. มลรัฐ “ UTAH “ “

Content & Photography : Fluke Wathakul [ สองเท้าเกาโลก ]

Fanpage : www.facebook.com/scratchdaworld

Website : www.scratchdaworld.com

Instagram : scratch.da.world [ Link : https://www.instagram.com/scratch.da.world/ ]

 

ถ้าถามว่าภูมิประเทศแบบไหน ที่แปลกตา แต่ก็อาจจะคุ้นตาเรามากที่สุดเมื่อพูดถึงธรรมชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา .. ?

แน่นอนครับว่าหนึ่งในนั้นต้องมี “ Canyon “

ที่ดังที่สุดก็คือ Grand Canyon แห่งรัฐ Arizona .. แต่บอกเลยครับ ว่าส่วนตัวผมกลับชอบหนึ่งในอุทยานจากรัฐนี้มากกว่า .. มันเป็นยังไง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

พูดถึงรัฐ Utah กันแบบคร่าวๆ ..

รัฐ Utah ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาร็อกกี้ อยู่ทางด้านตะวันตกของประเทศ มีเมืองหลวงชื่อว่า Salt lake city ซึ่งเดี๋ยวจะให้ดูว่าสวยใช้ได้อยู่เหมือนกัน โดยชื่อของรัฐก็มาจาก ชื่อของเผ่าอินเดียนแดง เผ่ายูท (Ute) ซึ่งหมายถึง “คนบนเทือกเขา “ และยังเป็นรัฐต้นกำเนิดของศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอน

ในส่วนของพื้นที่นั้นถือว่าใหญ่มาก เพราะมีพื้นที่กว่า 131,430 ตารางกิโลเมตร มีประชากรรวมกว่าสามล้านคน เป็นคนผิวขาวไปซะ 91.2% เอเชียก็มาที่ 2.5% ที่แหลือก็เป็นชาวพื้นเมืองอินเดียนและชาวอแลสกา 1.5 % ชาวแอฟริกันอเมริกันหรือชาวผิวดำ 1.3 % 

 

กว่าจะมาถึงนี่นอกจากจะแวะกินข้าวแล้วก็แวะกินวิวนี่แหละครับ

จุดนี้คือส่วนหนึ่งของวิวระหว่างทางที่ชื่อว่า “ Bear lake “ สวยมาก นึกว่าทะเลสาบปันกองที่เลห์ลาดัค!

 

ให้ธรรมชาติโอบกอดบ้างก็ดีเหมือนกัน …

และขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่ดินแดนแห่ง Canyon “ มลรัฐ UTAH “ แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา! 

 

ทางผ่านที่เมือง Afton

วันดีๆ มักจะมาพร้อมกับกาแฟดีๆ ..วันนี้ก็เช่นกัน

“ วันที่ 16 ของการเดินทาง “

เช้าวันใหม่ กับบรรยากาศของสองข้างทางที่กำลังจะเปลี่ยนไปในอีกไม่นานนี้ ..

อาบน้ำแต่งตัวเก็บของ แล้วก็บึ่งรถออกตัวทันที เพราะวันนี้มีระยะทางกว่าสีร้อยกิโลรออยู่ แถมยังต้องแวะระหว่างทาง และยังต้องไปจบด้วยการเที่ยวในเมืองปลายทางให้ทัน

ภารกิจรัดตัวเป็นเกลียวขนาดนี้ .. กาแฟดีๆ จึงต้องมา เจ้าประจำนั่นเองครับ “ Starbuck “ กับลาเต้เย็น

ได้กาแฟแล้วก็ออกเดินทาง โดยเมืองแรกที่แวะคือเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่าเมือง Afton ซึ่งจุดหนึ่งและเป็นเพียงจุดเดียวที่สร้างชื่อเสียงให้เมืองนี้ก็คือประตูเมือง หรือ Arch ที่ทำจากเขากวาง Elk จริงๆ และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตรงนั้น .. เข้าใจสร้างจุดขายนะพี่ ถือว่าดีๆ 

 

“ ว่าด้วยเรื่อการเติมน้ำมัน “

สิ่งหนี่งที่สำคัญมากของ Road trip ระยะไกลและยาวนานแบบนี้คือเรื่องการเติมน้ำมัน .. ถึงแม้ว่าประเทศพี่เค้าจะมีปั๊มอยู่ตามรายทางตลอด แต่ก็ต้องคอยตรวจสอบเกจน้ำมันอยู่เสมอ เมื่อใกล้หมด ก็ควรจะเติมทันทีเมื่อเจอปั้ม

โดยการเติมน้ำมันของประเทศนี้ที่ผมเจอนั้น จะเป็นระบบเติมเองทั้งหมด สามารถแบ่งการชำระเงินและเติมเองได้เป็นสองแบบใหญ่ๆ ดังนี้ครับ

คือรูดบัตรเครดิตที่ตู้เติมน้ำมัน .. วิธีการคือสอดบัตรเข้าไป แล้วดึงออกทันที เครื่องจะให้ใส่ Pin code เมื่อ Approved แล้วก็เติมได้เลยครับ เอาให้เต็ม

อีกวิธีคือจ่ายด้วยเงินสด .. ก็ไปจอดรถที่ตู้ แล้วดูเบอร์ตู้ไว้ จากนั้นก็เดินเข้าไปเคาน์เตอร์ด้านใน แจ้งพนักงานไปว่าจะเติมเท่าไหร่ บอกเบอร์ตู้ แล้วก็เดินออกไปเติมครับ

หลักๆจะประมาณนี้ …ราคาต่อแกลลอนจะประมาณ 3-4 USD ( 1 แกลลอน = 3.785 ลิตร ) ดังนั้นเมือเทียบราคาเป็นลิตรจะไม่ต่างจากบ้านเรามากนัก

และปั้มทุกปั้มจะมีห้องน้ำอยู่ด้านใน ดังนั้นสามารถ 3 in 1 ได้เลนคือ เติมน้ำมัน ซื้อของกิน และเข้าห้องน้ำ one stop center :)) 

 

วิวสวยๆจากรัฐ Wyoming ที่กำลังจะเข้าสู้รัฐ Utah เริ่มมีความเปลี่ยนสีของใบไม้ ..

ภาพนี้ถ่ายระหว่างขับรถนะ คือเห็นวิวสวยๆ ก็เอามือขวาหยิบกล้องที่วางอยู่เบาะทางขวามาถ่าน มือซ้ายก็จับพวงมาลัยไป บางทีก็ต้องเหล่ตามอง GPS อีกทาง หิวก็หยิบอะไรมากิน .. ชีวิตขับรถคนเดียวนี่ต้อง Multifuntion สุดๆ 

 

ทะเลสาบระหว่างทางแสนสวย “ Bear lake “

ช่วงที่กำลังจะข้ามไปยังรัฐ Utah .. ก็มีอีกที่นึงที่สวยสะดุดตามาก กับทะเลสาบสีเทอร์ควอย ที่ตั้งคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างพรมแดนของสองรัฐ นั่นคือ Utah กับ Idaho ที่ชื่อว่า Bear lake ทะเลสาบธรรมชาติที่ได้ชื่อว่ามีน้ำที่ใสสะอาดที่สุดแห่งนึงของประเทศ โดยมีขนาดใหญ่ประมาณ 280 ตารางกิโลเมตร คือกว้างจริงๆ และเจ้าทะเลสาบสีสวยแห่งนี้มีอายุกว่า 250,000 ปีละ แก่ทีเดียว

ระหว่างที่ขับรถอยู่สายตาก็เหลือบไปเห็นคนเล่นน้ำในทะเลสาบบ .. พลางเห็นประตูรั้วเปิดอยู่ ลักษณะเหมือนพื้นที่สาธารณะ เท่านั้นแหละ เลี้ยวสิครับ!

เข้าไปจอดด้านในข้างๆ รถอีกคัน สักพักเจ้าของบ้านเดินมาบอกว่าบ้านอั๊ววว! จบกัน

ยังดีที่เค้าใจดี ให้ถ่ายภาพได้อีกสิบห้านาที .. แล้วก้ทำให้รู้ว่า ทะเลสาบแสวนสวยแห่งนี้เราสามารถลงไปเล่นน้ำใกล้ชิดกับมันได้ครับ

Bear lake ในทุกวันนี้ถือว่าขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวเหมือนกัน ด้วยทัศณียภาพและกิจกรรมต่างๆ ทำให้คนแวะเวียนมามากขึ้น บรรดารีสอร์ทที่พักก็เลยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถ้าใครผ่านมาก็ขอแนะนำจากใจ 

 

4. แวะชะโงกทัวร์ด้านหน้า กับสถาปัตกรรมสวยๆ
ที่ Natural History Museum of Utah

ขับรถมาตามทาง ... ไม่นานก็เดินทางมาถึงอีกหนึ่งเมืองสำคัญที่ชื่อว่า Salt lake city

แต่ก่อนจะเข้าเมือง .. ก้มีสถานที่นึงให้แวะ

“ Natural History Museum of Utah “ หรือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งรัฐ Utah

จุดเด่นอย่างแรกที่เห็นคือสถาปัตยกรรมด้านนอกนอกนั้นถือว่าแปลกตาทีเดียว ตัวอาคารถูกหุ้มด้วยทองแดงจากเหมืองบิงแฮมแคนยอน โดยมีส่วนที่ถูกออกซิไดซ์หลายเฉดสีตั้งแต่สีส้มไปจนถึงสีเขียว แถมยังตั้งอยู่บริเวณเนินเขาในเขตพื้นที่ของ University of Utah อีก

ส่วนด้านในจะจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติที่มีตั้งแต่ กระดูกไดโนเสาร์และสายพันธุ์ต่างๆ ที่มีจัดแสดงว่า 30,000 สายพันธุ์ รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ก็มีเรื่องราวของมนุษยชาติ ทั้งข้าวของเครื่องใช้และความเป็นมา ที่พี่เค้าย้อนเวลาไปให้ถึวช่วง 11,500 ปีก่อนคริสตกาลกันเลยทีเดียว และยังมีทั้งวัตถุโบราณ พืชพัณธ์ต่างๆ หินจากวาซาต์ช ฟรอนต์ เรียกว่าดูกันให้แฉะไปเลยครับ

บ่นสะยาว ผมไปถ่ายมุมนี้แล้วก็ไปต่อเลยครับ เวลาน้อย 555 

 

5. Salt lake city .. เค็มแต่ดี

เมืองนี้ไม่ได้เกียวกับโฆษณายาสีฟันแต่อย่างใด … ตั้งชื่อไปงั้น

จากเมือง victor ในรัฐ Wyoming ขับแวะไปแวะมาตั้งแต่เช้ากว่าสี่ร้อยกิโล จนในที่สุดก็มาถึงปลายทางที่เมือง Salt lake city เมืองหลวงของรัฐ Utah แล้วก็ขอต้อนรับตัวเองสู่รัฐใหม่ของทริปนี้อย่างเป็นทางการ

จาก Natural history museum ก็มาแวะจุดชมวิวก่อนเลยครับ …

จะว่าไปถึงเมืองนี้จะเป็นเมืองหลวงของรัฐ แต่ก็ไม่ได้มีอาคารหรือตึกระฟ้าเหมือนเมืองใหญ่อย่าง New York หรือ Chicago

เอาล่ะ ขอพูดถึงเมืองนี้กันหน่อยนะ

Salt lake city เนี่ย เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ Utah ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง Great salt lake ซึ่งเป็นหนึ่งในทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกกับเทือกเขา Wasatch และยังเป็นจุดหมายปลายทางอันโด่งดังสำหรับกีฬาฤดูหนาวตั้งแต่เมืองนี้ได้จัดแข่งกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อปี 2002

ว่ากันว่า นักบุกเบิกผู้นับถือนิกายมอร์มอนเป็นผู้ก่อตั้ง Salt lake city ในปี 1847 ในสมัยนั้นบริเวณนี้ยังเป็นของเม็กซิโก และต้องบอกว่านอกจากเป็นเมืองหลวง เมืองสกี และเมืองท่องเที่ยวแล้ว Salt lake city ยังเป็นที่รู้จักในด้านที่เกี่ยวกับนิกายมอร์มอนอีกด้วย [ ชาวมอร์มอนคือป็นคริสต์ศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อเป็นของตนเอง และมีฐานหลักอยู่ในแค้วน Utah ] 

 

7. แลนด์มาร์คสุดคลาสสิกประจำเมือง “ Utah State Capitol Building “

ได้เวลาพาตัวเองเข้ามาสู่ใจกลางเมืองบ้าง และสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า เห็นได้ตั้งแต่ไกลจากหลายๆ มุม ก็คือที่นี่

“ Utah State Capitol Building “ หรืออาคารรัฐสภาแห่งมลรัฐ Utah

จะว่าไปอาคารจำพวก State capital นี่หน้าตาจะคล้ายกันเกือบหมดในแต่ละรัฐ นั่นคือจะเป็นอาคารสีขาวแล้วมียอดโดมตรงกลาง ..

โดยอาคาร Utah State Capitol Building เริ่มสร้างตั้งแต่ 1912 จนเสร็จเมื่อปี 1916 แล้วก็เปิดใช้งานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลักๆ ก็เป็นออฟฟิสของบรรดาสมาชิกแห่งรัฐ Utah เป็นที่ประขุม และแน่นอนว่ายังเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของเมือง

ขอบอกว่าข้างนอกว่าสวยแล้ว .. ข้างในสวยไม่แพ้กันเลยครับ 

 

นี่ไงล่ะ งานตกแต่งภายในอันหรูหราฟู่ฟ่าดูมีดีชาติตระกูลของ Utah State Capitol โดยจะมีบันไดแบบนี้ถึงสองฝั่ง 

 

สวยอยู่นะ มีมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันด้วย ถ่ายแบบก็มี 

 

8. ชมย่าน Temple Sqaure

จากนั้นผมก็ขับรถเข้ามากลางเมือง ไปจอดในห้าง .. แล้วเดินออกมายังจัตุรัสที่สำคัญที่สุดของเมือง โดยจัตุรัสแห่งนี้มีชื่อว่า

“ Temple Square “ คือจัตุรัสเก่าแก่ในย่านกลางเมืองที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 3 ช่วงตึกโดยมีสวนสาธารณะและอาคารที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองรายล้อมจัตุรัสอยู่

ที่ตั้งของจัตุรัส Temple Square นี้เป็นส่วนสำคัญของศรัทธานิกายมอร์มอนมาตั้งแต่ปี 1847 เมื่อนักบุกเบิกนิกายมอร์มอนจาก Illinoise เดินทางมาถึง Utah ภายใต้การนำของ Brigham Young ประธานโบสถ์ และได้เลือกให้สถานที่นี้ให้เป็นศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาใน Utah ทันที

จุดแรกที่ได้เห็นคือ Salt Lake Assembly Hall .. ห้องประชุมของกลุ่มมอร์มอนประจำเมืองครับ กับสถาปัตยกรรมสไตล์ Victorian Gothic ซึ่งเห็นเล็กๆ แบบนี้ จุคนได้กว่า 1400 คนเลยนะ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ 1877 และยังใช้งานมาจนถึงทุกวันนี้

8. ชมย่าน Temple Sqaure

จากนั้นผมก็ขับรถเข้ามากลางเมือง ไปจอดในห้าง .. แล้วเดินออกมายังจัตุรัสที่สำคัญที่สุดของเมือง โดยจัตุรัสแห่งนี้มีชื่อว่า

“ Temple Square “ คือจัตุรัสเก่าแก่ในย่านกลางเมืองที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 3 ช่วงตึกโดยมีสวนสาธารณะและอาคารที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองรายล้อมจัตุรัสอยู่

ที่ตั้งของจัตุรัส Temple Square นี้เป็นส่วนสำคัญของศรัทธานิกายมอร์มอนมาตั้งแต่ปี 1847 เมื่อนักบุกเบิกนิกายมอร์มอนจาก Illinoise เดินทางมาถึง Utah ภายใต้การนำของ Brigham Young ประธานโบสถ์ และได้เลือกให้สถานที่นี้ให้เป็นศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาใน Utah ทันที

จุดแรกที่ได้เห็นคือ Salt Lake Assembly Hall .. ห้องประชุมของกลุ่มมอร์มอนประจำเมืองครับ กับสถาปัตยกรรมสไตล์ Victorian Gothic ซึ่งเห็นเล็กๆ แบบนี้ จุคนได้กว่า 1400 คนเลยนะ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ 1877 และยังใช้งานมาจนถึงทุกวันนี้ 

 

เดินต่อมาตามทาง ออกมาอีกประตู ก็มายืนอยู่ด้านหน้าของหนึ่งในหารประจำเมือง ..

“ Salt lake Temple “ กับสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo – Gothic สวยเรียบ แต่เฉียบเหลือกิน เอาเป้นว่าดี มีบ่อน้ำอยู่ด้านหน้าสะด้วย ซึ่งด้านในนี่จะเดินโฉ่งฉ่างเข้าไปไม่ได้นะ ต้องมีจดหมายเชิญหรือติดต่อเข้าไปอย่างเป็นทางการเท่านั้น ผมจึงทำได้เพียงแค่มองจากภายนอก กับภาพสะท้อนน้ำ

และวิหารแห่งนี้ถือว่าก่อสร้างลากยาวมาก โดยใช้เวลาประมาณ 39 ปีกว่าจะเสร็จ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิหารแรกๆ ของ Church of Jesus Christ แห่ง Latter-day Saints (LDS) และมีความโดดเด่นที่สุดในจัตุรัส Temple Square

ยิ่งไปกว่านั้นนะครับ … บรรดาผู้นับถือนิกายมอร์มอนจากทั่วโลก ก็มักจะเดินทางมาที่นี่ เพื่อทำพิธีสักการะ มาเป็นเวลายาวนานกว่า 120 ปี แต่กี่คนต่อปีนี่ข้อมูลไม่ได้บอกไว้ครัย เลยไม่รู้เลย >< 

 

9. The Church of Jesus Christ of Latter-day Saints conference center

ข้ามถนนมาก็จะเจอกับอาคารสีขาวเทาขนาดใหญ่ ตรงนี้คือ The Church of Jesus Christ of Latter-day Saints conference center

ถึงชื่อจะมีคำว่า Church แต่ไม่ใช่ Churh สะทีเดียว เพราะไฮไลท์ของที่นี่คือหนึ่งใน Theatre หรือโรงละคร ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บนความจุกว่า 21,000 ที่นั่ง มีพื้นที่จอดรถใต้ดินกว่า 1,400 คัน จัดแสดงหลายอย่างครับ ทั้งการแสดง Orchresta คอนเสิร์ตหรือโชว์ต่างๆ

ด้านใน Theatre เป็นยังไง ไปดูรูปถัดไปได้เลย.. 

 

นี่แหละครับ จุดที่ทำให้ที่แห่งนี้มีชื่อเสียง .. ผมซูมเอานะ เพราะถ้าจะเข้าไปดูใกล้ๆ รวมถึงดูจุดอื่นๆ ภายในนี้ทั้ง Rooftop Garden สวนด้านบนที่ชมวิวเมืองได้สวยๆ รวมไปถึงห้องหับต่างๆ จะต้องซื้อทัวร์เข้าไป

แต่ดูเวลาแล้ว … เดี๋ยวจะมี Fasion show ที่ห้างเลยต้องรีบกลับไปครับ >< 

 

แต่ก็ไม่ให้เสียเที่ยวว …

ถึงจะขึ้น Rooftop garden ไม่ได้ แต่ก็สามารถขึ้นบันไดมาได้สองชั้น ซึ่งก็จะได้วิวของ Temple square ประมาณนี้ครับ .. เอาน่ะ ยังดีกว่าไม่ได้เห็น 55 

 

10. ห้างประจำเมือง “ City Creek center “

ภารกิจ Window shopping แต่กินจริงจัง รวมไปถึงมา Fashion show เป็นอาหารตาก็ต้องมา

จาก Temple square ผมเดินกลับมายังห้างที่จอดรถไว ซึ่งถือว่าเป็นห้างหลักประจำเมือง โดยห้างนี้มีชื่อว่า City Creek center และเป็นที่ตั้งของห้างดังอย่าง Macy

ภาพในก็จะมีร้านค้าแบรนด์เนมมากมาย วันที่ผมไปมีงานเดินแบบด้วยนะ แวะมาเติมอาหารตา ก่อนจะได้เวลาไปต่ออาหารจริงๆ เพราะ Food court ที่นี่ใหญ่มาก

จัดไปกับอาหารจีนจานยักษ์ … ราดสอง 2 อย่าง 8 USD เท่านั้น

อิ่มแล้วก็เข้าที่พัก พักผ่อนชิลๆ พรุ่งนี้ยังมีอีกสองอุทยานสำคัญที่ต้องไป

 

11. ระหว่างทางกำลังจะเปลี่ยนไป

หนึ่งในความตื่นเต้นของการเดินทาง มักจะมาจากเรื่องราวและสิ่งต่างๆ ที่ต่างไปจากที่เคยสัมผัส .. วิวสองข้างและบรรยากาศของธรรมชาติรอบๆ ตัว ดูจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด

เช้าวันใหม่ๆ .. ผมกำลังออกเดินทางไปยังอีกเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอยู่หลายจุด 

 

จากภูเขาและทุ่งหญ้าโล่ง .. สองข้างทางก็ค่อยๆ เผยโฉมแท่งหินแคนยอนขนาดมหึมา ที่ออกมายืนต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่เต็มสองข้างทาง อลังการมาก ขนาดยังไม่ถึงจุดท่องเที่ยวนะ 


Copyright © 2019 All Rights Reserved. Designed By Golly-design