เที่ยวต่างประเทศ

รวมรีวิวและสถานที่เที่ยวรอบโลก

45 วัน ผ่าน 17 ประเทศบนเส้นทางสายไหม จากไทยไปสุดสายที่อิตาลี

05 สิงหาคม 2019   14



แชร์ :

” Road Trip 45 วัน ผ่าน 17 ประเทศบนเส้นทางสายไหม … จากเมืองไทยไปสุดสายที่อิตาลี ระยะทางกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร "

 

 

 

นี่คือมหากาพย์คาราวาน Road trip ที่ไกลโคตรๆ คือขับรถจากกรุงเทพแล้วไปสุดสายยังอีกฝั่งของขอบโลกที่กรุงเวนิส ประเทศอิตาลี โดยมี Highlight คือ การผ่านเส้นทาง ” Silk road ” หรือ เส้นทางสายไหมแห่งประวัติศาสตร์และอารยธรรมตามรอย มาร์โค โปโล  แล้วลากยาวผ่านเอเชียกลาง ตะวันออกกลางที่อิหร่าน ต่อไปยังตุรกี แล้วเข้ายุโรป ผ่านเส้นทางสวยๆ และเมืองที่น่าสนใจอีกหลายเมือง จนไปถึงจุดหมายปลายทางที่กรุงเวนิส ประเทศอิตาลี รวมทั้งสิ้น 17 ประเทศ ระยะทางกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร!

และพาหนะที่จะพาเราไปสร้างประวัติศาสตร์กันครั้งนี้คือ Toyota Hilux Revo โดยเราจะเดินทางกันไปทั้งหมด 10 คัน ซึ่งผมได้มีโอกาสร่วมบันทึกความทรงจำในการเดินทางครั้งนี้  ต้องขอขอบคุณทาง Toyota Motors ประเทศไทยเป็นอย่างสูงกับโอกาสดีๆ แบบนี้ครับ ถือเป็นสุดยอดประสบการณ์การเดินทางอย่างแท้จริง 

ความพิเศษของทริปนี้ นอกจากเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์แล้ว เราจะไม่มีการนั่งรถไฟ ไม่มีล่องเรือสำราญ ไม่มีการทะยานด้วยเครื่องบิน แต่เราจะไปกันแบบติดดิน ฟินจากบนถนนหนทางและระหว่างทางต่างๆด้วยระกระบะ Hilux Revo ผ่านเส้นทางหลากหลายรูปแบบ และเรื่องราวของการเดินทางที่ไม่มีใครคาดเดาอะไรได้เลย .. นี่คือเสน่ห์ของการเดินทาง ... แน่นอนว่ามันจะต้องมีอุปสรรค มันจะต้องมีเรื่องสนุก มีความสุข ความวุ่นวาย ความฟิน และอารมณ์อินๆ อีกมากมาย

เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เพราะกระทู้นี้ยาวมากถึงมากที่สุด แต่หากได้อ่าน ได้ดูรูป ได้ออกเดินทางผ่านบันทึกการเดินทางฉบับนี้ไปพร้อมๆกัน ก็รับประกันว่าคุ้มค่าแน่นอน ...

รีวิวนี้จะมีทั้งหมด 2 ตอนจบ นี่คือช่วงที่ 1 ตั้งแต่ประเทศไทย ผ่านเส้นทางสายไหม เอเชียกลาง และไปจบตอนที่ประเทศอิหร่าน !!  คุณจะได้เห็นเส้นทางระหว่างทางต่างๆ มากมาย

ความฟินของตอนนี้จะพีคขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราถึงต้นทางของเส้นทางสายไหม ผ่านประเทศในดวงใจของครึ่งแรกอย่างคีร์กิซสถาน ต่อด้วยเอเชียกลางยาวไปถึงอิหร่าน !! ยาวแค่ไหนไม่ต้องถาม ตามมาดูคร้าบบ !! 

บทนำ 

ขอแนะนำให้รู้จักกับเส้นทางนี้กันแบบพอสังเขป

ก่อนอื่น ... ด้านล่างคือแผนที่คร่าวๆ ของเส้นทางสายไหมจากจีนผ่านทาง เอเชียกลางไปจนถึงอิหร่าน ก่อนจะผ่านไปจนถึงฝั่งตะวันตกและว่ากันว่าไปสุดทางที่จักรวรรดิโรมันในอดีต … เส้นแดงเข้มๆนั่นคือเส้นทางสายไหมดังกล่าว
 

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางสายไหมไม่ได้มีแค่เส้นนี้เส้นเดียว  มันมีทั้งเส้นทางสายไหมทางบก และเส้นทางสายไหมทางน้ำ แถมยังไปได้หลายทางไม่ว่าจะเป้นอินเดียหรือมองโกเลียก็มี เพราะคำว่าเส้นทางสายไหม ไม่ได้หมายถึงถนนเส้นเดียว แต่หมายถึงเส้นทางต่างๆ ทั้งถนน ภูเขา ทะเลทรายหรืออะไรก็ตามที่คาาราวาน พ่อค้า กองทัพใช้เดินทางจากจีนผ่านทะเลทรายโอเอซิส เข้าสู่เอเชียกลางจนไปถึงทางฝั่งตะวันตก ..

ว่าแต่อดีตนานแค่ไหน ? มีผ่านประเทศอะไรบ้าง ? แล้วทำไมถึงเรียกว่าเส้นทางสายไหม ? … สรุปมันใกล้กับลำลูกกามั้ย ? (ยังไม่จบ!) ซึ่งผมคงไม่ขอลงลึกจนเกินไป และจะเน้นไปที่เส้นทางที่เราจะใช้นะครับ เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะเอียนประวัติศาสตร์เสียก่อน คนเขียนก็เช่นกัน 5555 หากส่วนไหนคลาดเคลื่อนช่วยกันแจ้งได้เลยนะครับ ผมจะพยายามอธิบายภาพใหญ่แบบง่ายๆให้ฟัง

 

 

รู้หมือไร่ … ว่าเส้นทางสายไหมนั้นเริ่มตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 220) และมีจุดเริ่มต้นที่เมืองฉางอัน ผ่านไปยังเมืองตุนหวงที่เป็นทะเลทรายโอเอซิสจนไปถึงเมือง Kashgar ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเมืองหลักของเส้นทางสายไหม ผ่านชายแดนไปยังประเทศ Kyrgyzstan – Uzbekistan – Turkmenistan แล้วเข้าอิหร่าน ผ่านเปอร์เซีย ก่อนจะไปต่อยังตะวันตกแล้วไปสุดที่จักวรรดิโรมัน.. นี่คือเส้นทางที่พูดถึงกันบ่อยๆ

โดยมีผู้บุกเบิกเส้นทางที่มีนามว่า ” จางเชียน ”  

ในสมัยราชวงศฮั่นนั้น จางเชียน ได้รับบพระบัญชาจากพระเจ้าฮั่นหวู่ตี้ให้นำคณะทูตไปยังดินแดนตะวันตก โดยได้นำทั้งวัวกับแพะกว่าหมื่นตัวและสินค้าต่าง ๆ เพื่อไปกระชับความสัมพันธ์ รวมไปถึงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับทางตะวันตก ซึ่งการเดินทางของจางเชียนนั้นไม่ได้ส่งผลแค่กับทางตะวันตก แต่ยังรวมไปถึงประเทศในแถบเอเชียกลางที่คาราวานของจางเชียนได้ผ่าน … จึงทำให้เกิดเส้นทางสายไหมนี้ขึ้นมา

กองคาราวานของราชวงศ์ฮั่นได้นำสิ่งทอด้วยไหมจีนไปแลกเปลี่ยนกับชาวเปอร์เซีย ชาวอินเดียและชาวโรมัน และได้นำสินค้าต่างประเทศ เช่นวอลนัต องุ่น แครอท ฯลฯ กลับมายังประเทศจีน หลายศตวรรษต่อจากนั้น การแลกเปลี่ยนระหว่างจีนและโลกตะวันตกดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนมากก็ผ่านทางเส้นทางสายไหม นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมกับโลกซีกตะวันตกมากยิ่งขึ้น และมีส่วนช่วยให้พุทธศาสนาจากประเทศอินเดียแพร่เข้าสู่จีนในเวลาต่อมา

เรียกได้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นและหนึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของหน้าประวัติศาสต์โลกในการเชื่อมโยงโลกตะวันตกและจีนเข้าด้วยกัน และยังถือเป็นเส้นทางซูเปอร์ไฮเวย์แห่งประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนโฉมวัฒนธรรม การค้า แนวคิด เทคโนโลย นวัตกรรม  ข้อมูลสารสนเทศ บรรทัดฐานทางศิลปะระหว่างจีน ตะวันตกและเอเชียกลางในยุคนั้น ซึ่งบางเล่มได้บอกว่า ในความเป็นจริงแล้ว มีการซื้อขายกันผ่านเส้นทางนี้น้อยมาก หลักๆจะเป็นเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นเสียมากกว่า

อย่างไรก็ตามเส้นทางสายไหมทางบกได้ถูกยกเลิกไป เพราะมีการเกิดสงครามอยู่บ่อยครั้ง ทางพ่อค้าและคาราวานต่างๆ จึงแสวงหาเส้นทางอื่นมาใช้แทน เช่นทางเรือเป็นต้น … จนกระทั่งเส้นทางแห่งนี้มาดังเปรี้ยงปร้างอีกทีเมื่อ Marco Polo ได้ใช้เส้นทางนี้เดินทางจาก Venice ไปยังเมืองฉางอัน แล้วนำมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวจนโด่งดังไปทั่วโลก 

ส่วนที่มาของชื่อ ” เส้นทางสายไหม “ นั้น เพิ่งถูกเรียกอย่างเป็นทางการในกลางศตวรรษที่ 19 โดยนักปราชญ์ชาวเยอรมัน ชื่อว่า Baron Ferdinand von Richthofen เขาเป็นผู้บัญญัติชื่อนี้ขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับ  ถึงแม้จะมีคนพยายามเรียกเป็นอย่างอื่น อย่างเส้นทางหยก เส้นทางอัญมณี หรือเส้นทางพุทธศาสนา ..

ว่ากันว่าเพราะผ้าไหมได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในยุคนั้น และได้ถูกใช้แทน ” ระบบเงินตรา ” ในสมัยราชวงศถังอีกด้วย เนื่องมาจากช่วงนั้นท้องพระคลังไม่สามารถผลิตเงินตราได้ทัน จึงอนุมัติให้ใช้สิ่งของสามอย่างแทนเงินในการซื้อขายสินค้าและบริการได้ มีเหรียญทองแดง ธัญพืช แล้วก็ผ้าไหมนั่นเอง … โดยสองอย่างแรกนั้นขาดแคลนและมักจะมีปัญหา จึงมีการใช้ผ้าไหมกันอย่างแพร่หลาย

ซึ่งการได้เดินทางผ่านเส้นทางสายไหมนี้ มันเหมือนกับผมได้ไปเหยียบเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์สายหนึ่งของมนุษยชาติ ทุกอย่างอาจจะผ่านมานานแล้ว แต่มันยังมีร่องรอยของวัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ความคิด วิถีชีวิต ความเชื่อ อาหาร หรือสิ่งต่างๆ ที่ทั้งสามารถมองเห้นได้ หรือหากเห็นไม่ได้ เราก็รู้สึกถึงมันได้ … ประวัติศาสตร์อาจจะผ่านไป แต่ร่องรอยของมันไม่มีวันจากไป แถมยังเป็นเส้นทางที่มีความสวยงามแบบไม่ธรรมดา 

ปล.หากประวัติศาสตร์ส่วนไหนไม่ตรง ช่วยกันแก้ไขได้นะครับ ผมก็เรียบเรียงมาอีกที อาจจะผิดพลาดได้

เส้นทางการเดินทางทั้ง 45 วัน  

นี่คือเส้นทางที่เราใช้กันจากกรุงเทพไปจนถึงอิตาลี วิ่งบนถนนเท่านั้นน !! ผ่าน 17 ประเทศ บางจุดก็แวะ บางที่ก็แชะ หรือบางที่ก็ได้พบแค่เพียงผ่าน ตามสถานการณ์กันไป

Thailand  –  Lao – China – Kyrgyzstan – Uzbekistan – Turkmenistan –  Iran – Turkey –  Bulgaria – Romania – Hungary – Slovakia(ผ่าน) – Austria – Czech (ผ่าน) – Switzerland ( ผ่าน )  – Germany  – Italy  
 

 

 

ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าเราจะสามารถเดินทางกันขนาดนี้ด้วยรถเพียงอย่างเดียว มีทั้งเสียว ทั้งสุข ทั้งวุ่น ทั้งลุ้น ทุกอารมณ์จริงๆ ท้าพิสูจน์จากบันทึกการเดินทางฉบับนี้เลยย !

และในตอนนี้ผมจะพาออกเดินทางไปพร้อมๆกับ Toyota Hilux Revo จากกรุงเทพจนไปถึงอิหร่านครับ ^^ 

Day 1 

ออกศึกยังต้องดูฤกษ์ บางครั้งก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินทาง ที่ต้องดูวันที่ดี เวลาที่ใช่ และในทริปเส้นทางสายไหมครั้งนี้ทาง Toyota ได้เลือกวันที่ ..

3 เดือน มิถุนายน 2016 เป็นวัน D – day  

ณ.ด้านหน้า โรงแรมดุสิตธานี ในเวลา 8 โมงเช้า ได้มีการรวมพลคาราวานกันโดยมีสื่อมวลชน รวมไปถึงผู้บริหาร และพนักงานของโตโยต้า รวมไปถึงผม … และที่ขาดไม่ได้คือพะเอกของทริป

” Toyota Hilux Revo ” ทั้ง 10 คัน ที่เรียกว่า Revo คาราวานทริป กับบทพิสูจน์ระดับโลก กรุงเทพ – อิตาลี !! 

ที่จะพาสื่อมลวชนและนักเดินทางบ้าๆ คนนึง วิ่งข้ามประเทศไปเกือบๆ 20,000 โล ทั้งหมด 17 ประเทศ ดังที่ได้กล่าวไว้ ได้มาจอดรออกตัวกันที่จุดสตาร์ตของการเดินทางเป็นที่เรียบร้อย

โดยทั้งหมดนี้มีทั้งสิ้น 10 คัน ที่จะร่วมกันผูกพันธ์ผ่านการเดินทางครั้งนี้  ….  ไม่นานนัก ก็ได้เวลาอันสมควร ที่เวลา 9 โมงเช้า วันเลขสวยรวยโชค ทุกคนที่ร่วมเดินทางต่างพากันขึ้นรถและจากนั้นก็ได้เวลาปล่อยตัว ท่ามกลางบรรยากาศของความสุขของทั้งคนที่ได้เดินทาง และคนที่ยืนปรบมืออยู่ข้างๆ

เอาล่ะ ได้เวลาละ เลทสะโกววว !! 

 

 

อย่างที่บอกไปว่าทริปนี้ส่วนมาก พวกเราจะใช้ชีวิตกันในห้องโดยสารเป็นหลัก เรียกว่าอยู่กันนานจนโรงแรมชิดซ้าย ดังนั้นมันจึงสำคัญมาก และระยะทางในวันแรกนี้เริ่มต้นด้วย … อื่มม เบาๆ

900 กิโลเมตร สู่ด่านเชียงของง !! แล้วไปนอนที่นั่นกันคืนนึง ก่อนที่จะข้ามด่านลาวและจีนต่อไปในวันถัดไป

เราออกเดินทางจากกรุงเทพโดยใช้เส้นทาง กรุงเทพ นครสวรรค์ ตาก พะเยาว์ ดอกคำใต้ แล้วไปให้ถึงเชียงของ ซึ่งหนทางถือว่าไกลมาก ไม่รู้เลยว่าจะไปถึงกันตอนกี่โมง

ชีวิตในรถคันนี้มีความสบายในหลายๆ ด้าน ที่ผมชอบก็คือความกว้างกับที่เสียบชาร์จแบบไฟบ้านนี่แหละ เอาอยู่ทั้ง Laptop หรือ มือถือ ได้สบายยบรื๋อออ โดยการเดินทางเป็นคาราวานแบบนี้ เราต้องวิ่งต่อๆ กัน และใช้วิทยุเป้นสื่อกลางบอกทาง เตือนภัย คุยเล่นกันแก้ง่วงภายในรถ 

 

 

 

รถวิ่งไปตามเส้นทาง เวลาก็เดินไปเรื่อยๆ บรรยากาศสองข้างทางยังคงมีความเป็นไทย ( เอ้า ! ก็เมิงยังอยู่ไทยงี้ )  พรุ่งนี้วันใหม่ทุกอย่างจะค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แค่ได้คิดก็ตื่นเต้น

และในที่สุดเราก็มาถึงที่หมาย ซึ่งพอได้มองนาฬิกาตอนนี้ ตอนที่คาราวานได้เข้าสู่เขตเชียงของนั้น …. เห้ยยยยย !!

เที่ยงงคืนนแล้ว !! คือแค่วันแรกก็นั่งรถไกลโคตรๆ นี่ 900 โลกันเลยทีเดียว และคืนนี้เราพักกันที่ โรงแรมเชียงของ ทีค การ์เด้น ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงเลย ว่ากันว่าวิวริมฝั่งโขงที่นี่นั้นไม่ธรรมดา .. วันนี้อาจจะช้าไป พรุ่งนี้จะมาชมนะ ตอนนี้ขอตัวไปนอนก่อน ... คร่อก  

 

 

 

Day 2  ( เชียงของ -  เมืองสิบสองปันนา ) 

ไฮ่ แม่โขง เอ้ย แม่น้ำโขง !!

เช้าวันครึ้มๆ แต่บรรยากศดีสุดๆ บางทีในบางสถานที่หรือบางเวลา เราก็อาจจะไม่ต้องการฟ้าสวยหรือแดดใส ขอแค่ดูแล้วเป็นใจสุขใจก็พอ

เอาล่ะ วันนี้เราจะข้ามแดน 3 ประเทศจากไทย ไปลาว แล้วยิงยาวไปประเทศจีนที่เมืองสิบสองปันนา ซึ่งเป็นที่หมายปลายทางของเราในวันนี้ และสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อวานคือชีวิตเราจะไม่ได้แวะเที่ยวไหนสักเท่าไหร่ เพราะถึงแม้ระยะทางจะราว 460 กม. แต่มันมีขั้นตอนของการข้ามแดนทั้งลาวกับจีน จึงอาจจะเสียเวลาสักหน่อย

ผมตื่นเช้าขึ้นมา ทานข้าวเสร็จก็ออกไปเดินเล่นสูดอากาศอันสดชื่นริมฝั่งโขง  นี่เป้นบรรยากาศแถวๆ โรงแรม เชียงของ ทีค การ์เด้นในยามเช้าที่สุดแสนจะชิลลล  

 

 

 

เมื่อรวมพลได้ ก็ได้เวลาออกเดินทางกันต่อ … 
คาราวาน Revo เคลื่อนพลกันไปทางด่านพรมแดนเชียงของซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมทื่พัก ประมาณ 10 นาทีก็ถึง … และแล้วเราก็มาถึงด่านแรก บนการเดินทาวแบบ Overland Road trip ครั้งนี้ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก แค่ทุกคนทุกคันถือพาสปอร์ตให้ดี เตรียมเอกสารให้พร้อม จากนั้นก็ขับรถผ่านไปสวยๆ ได้อย่างสบายใจไร้ปัญหากับด่านแรก  

 

 

 

ซึ่งเมืองแรกที่เราผ่านเข้ามาคือเมืองห้วยทราย  อากาศยังคงชุ่มชื่นกับหน้าตาที่สดชื่นของแต่ละคน  โดยคาราวานจะใช้เส้นทาง R3A คุนหมิงเพื่อมุ่งตรงไปยังประเทศจีน ผ่านทางหลวงน้ำทาไปตามเส้นทางชนบท กับอากาศดีบ้าง ฝนตกปรอยๆบ้าง ผ่านไปตามทางเรื่อยๆ  ไมานานเราก็หอบหิ้วความสุขของการเดินทาง มาจนถึงเมืองสุดท้ายของฝั่งลาวที่เมืองบ่อเต็น ซึ่งเดี๋ยวเราจะข้ามแดนเข้าสู่ประเทศจีนกันแล้ว !!  

 

 

 

จุดข้ามแดนลาวไปสู่ด่านที่ฝั่งจีน 

 

 

ขาออกผ่านไปได้อย่างสบาย จากนั้นก็ได้เวลาข้ามฝั่งไปยังฝั่งจีนต่อ

การตรวจที่ฝั่งจีนนั้นถือว่าไม่ยากมากนัก แม้จะต้องไปยืนตรวจทีละคน แต่ก็ถือว่าทำเวลาได้ดี .. ระหว่างรอพี่ๆ ก็จะมีบรรดาคนพื้นที่มาเสนอให้แลกเงิน ในเรทที่ถือว่าถูกมากครับ ราคาถูกกว่าไทยอีก นี่ทำให้ผมเปรียบเทียบข้อดีได้หนึ่งอย่างระหว่างการเดินทางบนเครื่องบินกับรถยนตร์ ซึ่งหากนั่งเครื่องทั้งข้าวของ หรือแม้แต่แลกเงินราคาจะอัพไปหมด แต่การเดินทางบนดินแบบนี้มันตรงกันข้าม

เอาล่ะ ตอนนี้ทุกคันทุกคนผ่านเข้าประเทศจีนได้แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะจบขั้นตอนง่ายๆ เพาะการนำรถเข้ามาที่ประเทศจีนนั้น ต้องนำรถไปตรวจสมรรถนะหลายๆ อย่าง ทั้งช่วงล่าง ระบบเบรค และไฟหน้า ซึ่งระยะทางห่างออกไปจากด่านราวๆ 60 กิโลเมตร อันนี้สำคัญนะครับ เพราะการจะขับขี่รถในจีนต้องตรวจรถให้ได้มาตรฐานและมีใบอนุญาติให้เรียบร้อย และมีตราแม่ชะม้อยประทับ!! (อันหลังนี่ใช่หราเมิง)

จากด่านห่างไปอีกราวๆ 70 กว่ากิโลเมตรก็จะถึงจุดตรวจรถ 

มาถึงที่นี่ต้องเข้าตรวจทีละคัน  โชคดีที่เรามาถึงช่วงเวลาที่คนน้อยๆ ทำให้การตรวจใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิด รถกระบะ Hilux Revo ทุกคันผ่านการตรวจสมรรถนะไปได้อย่างราบรื่น 

และจากนั้นก็ได้เวลา มุ่งหน้าสู่เมืองสิบสองปันนา จุดหมายปลายทางของวัน .. จัดไปอีก 170 กิโล ผ่านวิวสวยๆ กันอีกครั้ง นี่แค่เริ่มต้น กับการเดินทางระยะไกล สู่เส้นทางสายไหมเท่านั้น 
 

 

 

และในที่สุดเราก็มาถึงเมือง ….

หนึ่งโหลปันนา …. สิบสองปันนา ( ชงเองเล่นเองซะงั้นนะเมิง! ) เมืองนี้คือเมืองที่อยู่ใต้สุดของมณฑลยูนนาน  ซึ่งคงจะไม่ขอกล่าวถึงเมืองนี้มากนัก เพราะมาถึงก็ค่ำ ไม่นานก็เช้า ไม่มีเวลาไปเดินเหงาๆ ถ่ายภาพ ซึมซับมากเพียงพอ ผมมีโอกาสไปเดินเก็บภาพที่สะพานเชียงรุ้งแค่นั้น จากนั้นก็กลับมานอนพักผ่อนที่โรงแรม Hua fa ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง

เตรียมเดินทางยาวๆ กันต่อไปในพรุ่งนี้ สลบบบบบก่อนนนดีกว่า!  

 

 


Copyright © 2019 All Rights Reserved. Designed By Golly-design