เที่ยวต่างประเทศ

รวมรีวิวและสถานที่เที่ยวรอบโลก

" Larung Gar - A'ba - อู่หลง - ฉงชิ่ง "

06 สิงหาคม 2019   13



แชร์ :

" Larung Gar - A'ba - อู่หลง - ฉงชิ่ง "

 

Fanpage : https://www.facebook.com/scratchdaworld/

Instagram : https://www.instagram.com/scratch.da.world/

 

" เห้ยย ที่ไหนนฟะ !! " ... นั่นคือคำอุทานแรกของผมหลังจากได้เห็นภาพของสถานที่แห่งหนึ่งบนเวบบอร์ดมือวางอันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่าง pantip เมื่อสามเดือนที่แล้ว

ภาพที่ผมเห็นคืออาคารรูปทรงสี่เหลื่ยมสีแดงมากมาย เรียงรายลดหลั่นอยู่ตามทิวเขาอันกว้างใหญ่ บางยอดเขาด้านบนปกคลุมไปด้วยปุยนุ่นสีขาวโพลนของหิมะ ท่ามกลางแสงเช้าและหมอกฟุ้งๆ ที่ดูแล้วสวยงามและแปลกตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต  วิวภูเขากว้างไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา กับบ้านสีแดงตรงหน้ามากมาย จนน่าจะกลายเป็นเมืองๆนึง ได้เข้ามาจู่โจมผมอย่างจัง!

หลังจากเสพย์รูป จนเหมือนถูกดูดวูบเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้น .. ผมก็เพิ่งจะรู้ว่า ที่นี่คือ

" Larung Gar " 
หรือ สถาบันสงฆ์ แม่ชี และฆราวาสที่ใหญ่ที่สุดในโลก! ที่อยู่บนความสูงกว่า 4000 เมตร

 

 

ว่าแต่มันอยู่ที่ไหนของโลกบวมๆใบนี้กันนะ ทำไมภูมิประเทศมันถึงช่างดูแปลกตา จนน่าแปลกใจ และดึงดูดใจขนาดนี้ หัวใจผมเริ่มเต้นไม่เป้นจังหวะ  รู้สึกกระสับกระส่าย อารมณ์ไม่เข้าจังหวะอย่างบอกไม่ถูก  จนอยากจะถูกส่งตัวไปที่นั่นแบบฉับพลัน!!

อ่านไปอ่านมา มันอยู่ใกล้ๆกับเมือง Sertar ระหว่างจีนและธิเบต ซึ่งสามารถไปจากจีนได้ และใช้แค่วีซ่าจีน... จะยากแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ รู้แต่กูอยากไปโว่ยยย 

จากครั้งแรกที่ได้รู้จัก เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนผมก็รวบรวมสมาชิคมาได้ 7 ชีวิต ที่เรามีเป้าหมายเดียวกันคือ " กรูอยากเดินทาง " บางคนมาเพราะแค่อยากไปไหนก็ได้ ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าจะต้องเจออะไร บางคนออกเดินทางไป ตปท ครั้งแรก บางคนไปกับแฟน บางคนก็เพิ่งรู้จักกัน แต่นั่นจะไปสำคัญอะไร หากเรามีเป้าหมายเหมือนกัน

รออัลไลล่ะ ... ลุยย !!! 

แผนการเดินทาง

" ดอนเมือง - ฉงชิ่ง - เฉิงตู - Kangding - Sertar : Larung gar - Aba - เฉิงตู - ฉงชิ่ง - ดอนเมือง "

การเดินทางไปรูทนี้ โดยมีจุดหมายที่ Larung Gar นั้นผมเลือกที่จะไปรูท Kangding ซึ่งจริงๆ มีอีกเส้นทางคือไปทาง Ma 'er kang แต่จะใช้เวลานานกว่า

โดยผมบินแอร์เอเชียไปลงฉงชิ่งก่อน จากนั้นก็นั่งรถไฟความเร็วสูงปรี๊ดแตกไปลงที่เฉิงตู ( หากใครอยากประหยัดเวลา สามารถบินไปลงเฉิงตูได้เลย ส่วนผมไปฉงชิ่งเพราะตั๋วโปรกับอยากเที่ยวอู่หลงด้วยครับ ) และจากเฉิงตูก็นั่งรถบัสไปลงที่ Kangding บนความสูง 2,000 เมตร ค้างที่นั่นคืนนึงเพื่อปรับสภาพ แล้วจึงเดินทางต่อไปที่ Larung Gar เที่ยวที่นั่น พักหนึ่งคืน จึงเดินทางต่อมายังเมือง Aba เพื่อเที่ยวที่ Mt.Nyenbo Yurtse แล้วจึงกลับเฉิงตู เพื่อต่อมายังฉงชิ่ง แล้วก็ไปซิ่งที่อู่หลง ตามรูทในแผนที่ครับ 

รีวิวนี้รูปเยอะมาก ข้อมูลแน่น เรื่องราวมาเต็ม วีดีโอก็มี 
หากนี่คืออาหารชนิดหนึ่ง ก็เรียกได้ว่าครบถ้วนทุกหมู่เหล่าละครับ ^^  

 

เอาล่ะ เพื่อให้เห้นภาพ มาดูแพลนเป็นรายวันกันดีกว่า ซึ่งนี่คือแพลนที่ผมใช้ ทุกคนสามารถไปปรับตามความเหมาะสมได้เลย แนะนำว่าอาจจะเพิ่ม Larung gar อีกสักวันครับ หรือจะไปทาง Xinluhai - Yarchen ก็ได้ ดูไว้เป็นแนวทางครับ

Day 1 ( ดอนเมือง - ฉงชิ่ง : Airasia ) 

ผมเลือกบินหางแดงไฟลท์เช้าสุดมาลงฉงชิ่ง ถึงตอนเกือบๆ 11 โมง จากนั้นรีบจับรถไฟไปเฉิงตูแล้วค้างเฉิงตู แนะนำ " Chengdu traffic hotel " เพราะใกล้สถานีรถบัสมาก ห้องดี ถูก

Day 2 ( เฉิงตู - ไป Kangding )

ไปขึ้นรถบัสที่สถานี Xinnanmen ( ซินหนานเหมิน เฉ่อจ้าน ) เพื่อนั่งยาวไป Kangding ใช้เวลาราวๆ 7-9 ชั่วโมง ค่ารถบัสราวๆ 130 หยวน นอนที่ Kangding บนความสูง 2000 เมตร เพื่อปรับสภาพ .. ผมนอนที่ 7 days inn เยื้องๆ กับสถานีรถบัสส ถูกและดีครับ

Day 3 ( Kangding - Sertar - Larung Gar ) 

นั่งรถบัสจากสถานีที่ลงไปยังเมือง Sertar ใช้เวลา 9 ชั่วโมง ค่ารถราวๆ 130-140 หยวน จากนั้นเหมารถไป Larung Gar ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน แต่เดินไม่ได้นะแจ้ะ แนะนำพักที่ Larung gar Hotel ที่อยู่ด้านบน ควรจะยื่นรูปให้พี่โชวเฟอร์ดูเลย แล้วให้ไปส่งที่นั่น ( รูปโรงแรม เดี๋ยวดูในรีวิวครับ ) ปล.รร ภาษาจีนเรียกว่า " จิ่วเตี้ยน "

Day 4 ( Larung gar - Sertar ) 

เที่ยวใน Larung Gar ทั้งวัน ตกเย็นหลังชมวิว เหมาพี่แทกไปส่งเมือง Sertar แล้วนอนในเมือง เตรียมหารถเหมาไป Mt.Nyenbo Yurtse และ Aba  ( ค่ารถราวๆ 180 หยวน ต่อคน หากไป 6-7 คน )

Day 5 ( Sertar - Mt.Nyenbo Yurtse - เมือง Aba ) 

ออกแต่เช้าเพื่อไปให้ถึง Mt.Nyenbo Yurtse ให้เร็วที่สุด แล้วเที่ยวถ่ายภาพที่นั่น จากนั้นเข้าเมือง Aba หาที่พัก นอนที่นั่น และเตรียมหารถกลับเฉิงตูในวันถัดไป ราคารถกลับเฉิงตูราวๆ 180 หยวนต่อหัว ใช้เวลา 7 ชั่วโมง

Day 6 ( Aba - เฉิงตู ) 

ออกจาก Aba แล้วกลับมานอนเฉิงตู เที่ยวเล่นในเฉิงตู นอนที่เดิมจ้ะ

Day 7 ( เฉิงตู - ฉงชิ่ง )

นั่งรถไฟด่วนกลับฉงชิ่ง แล้วเที่ยวเล่นฉงชิ่ง นอนฉงชิ่ง

Day 8 ( Day trip อู่หลง ) 

เดย์ทริปไปเยือนมรดกโลกที่อู่หลงกับ หลุมฟ้า 3 สะพานสวรรค์ สวยมาก การเดินทางดูในรีวิว แล้วกลับมานอนฉงชิ่ง

Day 9 - 10  เก็บตกฉงชิ่ง 

แล้วบินกลับบ้านไปกินกระเพราแล้ว เยสส !! " 

** ตั๋วบินราคาโปรโมชั่น ดอนเมือง - ฉงชิ่ง ราวๆ 6000 บาทครับ 

**** เบ็ดเสร็จค่าใช้จ่ายทั้งทริปคนละ ไม่เกิน 25,000 บาทครับ *** 

การเตรียมตัว 

อุปกรณ์ 

กล้อง Nikon D810

เลนส์ของ Nikon ทั้งหมดครับ
– เลนส์ Fix 58 , F1.4
– เลนส์ Wide 16-35 , F4
– เลนส์ Tele 70-200 , F2.8

ขาตั้งกล้องจาก Fotopro รุ่น X4i-e ไซส์กระทัดรัดพกพาสะดวก 
ขอบคุณทาง Fotopro Thailand ไว้ด้วยครับ 


---------------------------------------------------------------------

A.) รวมพล คนเดินทาง !! 

เส้นทางนี้ไปคนเดียวได้ครับ แต่ไปหลายคนดีกว่า สะดวกกว่า และถูกกว่า แนะนำว่าควรรวมพลให้ได้ 4-6 คนและไม่เกิน 7 คน เพราะรถเหมาส่วนมากนั่งได้ 6 - 7 คนเท่านั้น และบางเส้นทางต้องเหมารถ และบางทีต้องนั่งรถนาน หากคุณขี้เหงา ก็จะได้มีเพื่อนคุยระหว่างกันไป และไปพื้นที่ที่เค้าไม่พูดอังกฤษกัน หากพูดจีนกันไม่ได้ จะได้ช่วยกันแก้ปัญหาได้

B) อาการแพ้ความสูง ( AMS ) 

นี่คือเรื่องที่ต้องระวัง และเป็นสาเหตุนึงที่ผมต้องไปแวะปรับสภาพที่เมือง Kangding เพราะถึงแม้เราจะเคยผ่านมา แต่สมาชิคท่านอื่นๆ ยังไม่เคย ปลอดภัยไว้ก่อนครับ เพราะเมื่อขึ้นถึงความสูงที่ 4000 เมตร อากาศจะเบาบางมาก เหนื่อยง่าย ใครแพ้จะมีอาการมึนหัว อาจจะอาเจียนและหอบได้ เตรียมร่างกายไปให้ดี ยา Diamox ก็เตรียมไปด้วย กินเช้าครึ่งเม็ด เย็นครึ่งเม็ด เริ่มกินตอนถึง Kangding ครับ

C) วีซ่า 

วีซ่าจีนคับ จบปิ๊ง

D) ที่พักและอาหารการกิน 

ที่พักมีแนะนำไปแล้วด้านบนครับ ที่ Larung gar - Sertar - Aba ต้องวอคอินเอา จองล่วงหน้าไม่ได้คับ แต่สองที่หลังมีที่พักเยอะมาก หายห่วงง

ในส่วนของอาหารการกินนนั้น ราคาตกมื้อละไม่เกิน 20 หยวน ส่วนมื้อเช้า ที่เราต้องตื่นเช้า แนะนำซื้อมาม่าไปตุนไว้ตอนกลางคืน ตื่นเช้ามาก็ต้มกินซะ ก่อนออกเดินทาง ^^

E) โลก social 

อย่างที่ทราบกันดีว่าพี่จีนเค้าบล๊อก FB Line IG Youtube อากู๋ ดังนั้นทางเลือกที่ผมใช้คือการเปิด Roaming ไป โดยทริปนี้ ขอขอบคุณ Dtacroaming  ที่สันบสนุนโรมมิ่งสัญญาณแรงๆ ตลอดการเดินทาง แม้กระทั่งที่ Larung Gar ก็ยัง 4G ขอบคุณค้าบ 

Day 1  ( ดอนเมือง - ฉงชิ่ง - เฉิงตู ) 

สามเดือนก่อนเพิ่งจะรู้จัก  ... สองเดื่อนก่อนก็จองตั๋ว .... วันนี้ออกเดินทางแล้วเว้ยย !!

หากเปรียกสถานที่แห่งนี้เป็นผู้หญิงสักคน คงเป้นใครสักคนที่ไม่ต้องใช้เวลาศึกษานิสัยใจคอกันนาน แค่เห็นเธอเดินผ่านก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง ก่อนจะเข้าไปทำความรู้จักกันนิดหน่อย แล้วก็ถอยแหวนหมั้นมาขอหมั้นเสียเลย!!

ทริปนี้ผมและเพื่อนๆบินแอร์เอเชียไปลงที่เมืองฉงชิ่งก่อน ไฟลท์ FD 556 ออกตั้งแต่ไก่กำลังบริหารลูกคอรอเวลาขันในตอน 6.20 เช้าา .. คือก่อนจะถึงวันนี้ เมื่อสองวันที่แล้ว ผมเพิ่งเดินทางกลับมาจากญี่ปุ่น จัดของเมื่อคืนเงินยังไม่ได้แลก ต้องมาแลกสนามบิน ลืมของบางอย่าง ชีวิตการเดินทางมันเหนื่อยนะ .. แต่โคตรมีความสุข

หลังจากผ่านทุกด่าน ทุกม่านประตูเพื่อออกไปสู่โลกกว้างในสนามบินจนครบ ก็ถึงเวลาบอดดิ้งพอดี เที่ยวบินนี้กำลังจะนำผมไปสู่เส้นทางที่ไม่เคยไปมาก่อนทั้งตื่นเต้น ฟิน จนหัวใจดิ้นตั้งแต่เมื่อคืน ... เอาล่ะ ได้เวลา เพื่อนๆพร้อม เราพร้อม หัวใจไม่ต้องพูดถึง ... ส่วนร่างกายน่ะเหรออ เดี๋ยวยิ้มก็เดินตามหัวใจมาเอง

บินนนนน !!! 

 

 

พวกเราเดินทางมาถึงฉงชิ่งในตอน 10 - 11 โมง .. สองมือรับกระเป่า สองเท้าเดินก้าวเดิน เพื่อไปยังสถานีรถไฟ Metro หรือที่นี่เค้าเรียกว่า  Chongqing Rail Transit (CRT) โดยมีเป้าหมายคือไปจองตั๋วรถไฟด่วน แล้วรอเวลาไปป่วนเฉิงตูเลย  จากสนามบินนั่งรถไฟ CRT สาย 3 แล้วมาลงที่สถานี  " Chongqing North railway station "

เมื่อมาถึงอย่าคิดว่าถึง .. เช่นเดียวกับความคิดถึงที่ยังไปไม่ถึง! ( ยังไงวะ )

เนื่องจากตอนที่ผมไป รถไฟด่วนได้ย้ายไปอยู่อีกสถานีที่ " Chongqingbei railway station " และที่นั่นยังไม่มีรถไฟวิ่งทำการไปถึง แต่จากที่นี่สามารถไปขึ้นรถบัสด้านหน้าฝั่งสถานีเพื่อไปยัง Chongqing bei ได้ครับ สาย 663 ถามคนขับด้วยว่า " ฉงชิ่งเป่ย ? "  .. พวกเราแบบสัมภารกอันรุงรังกระเตงกันขึ้นรถบัสอย่างชุลมุน โดยมีพี่จีนมาฟีเจอริ่งสร้างความวุ่นวายอีกทาง 5555

รถบัสวิ่งมาตามทางไม่นาน ก็มาจอดที่ด้านหน้าอาคารนี้ หากเห็นแล้วเตรียมตัวได้เลย ... จากนั้นก็เดินเข้าไปในสถานี ซึ่งพี่จีนเค้าจะตรวจกระเป่าเข้มมาก ตั้งแต่รถไฟใต้ดินก็ครั้งนึง ที่นี่ก็ครั้งนึง แล้วก็ไปจองตั๋วรถไฟไปเฉิงตูทันที อ่อ ตอนซื้อตั๋วต้องใช้ passport ด้วย ค่าตั๋วราวๆ 150 หยวน ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง !! ถามชานชะลาให้ดี ดูที่นั่งให้แม่น แล้วรีบวิ่งแจ้นไปขึ้นรถไฟโลด !! ( บนรถไฟมีน้ำร้อน ใครหิวซื้อมาม่าไปจ้วงได้ ) 

 

 

สวัสดี " เฉิงตู ( Chengdu ) "  

รถไฟมาถึงตามเวลา .. พวกเรารีบเข้าไปเชคอินที่โรงแรม " Chengdu traffic hotel " ทันที จากนั้นก็จัดการวางของ มองกระจก สบตากับชักโครก แล้วก็เคลื่อนพลออกจากที่พักเพื่อไปจัดการเรื่องตั๋วรถบัสไป Kangding ในวันถัดไปให้เสร็จสิ้น โดยต้องไปจองที่สถานี " Xinnanmen bus station " หรือสามารถถามทางเป็นภาษาจีนคาราโอเกะว่า " ซินหนานเหมินเฉ่อจ้าน "  พอเดินเข้าไปก็บอกกับคนขับไปว่า " คังติง " หากพูดจีนไม่ได้ แนะนำว่าให้เปิดโปรแกรมตั้งปลุกจากมือถือ แล้วกดเวลาที่เราต้องการไปสัก 6 - 8 โมงเช้า กำลังดีครับ พร้อมกับจ่ายเงินไป 130 หยวน

ได้ตั๋วแล้วก็ได้เวลาไปเดินเล่นกันที่ถนนคนเดินเส้นหลักเส้นนึงของเมืองเฉิงตู นั่นคือ

" ถนนโบราณจินหลี่ (Jinli Street) " 

ที่นี่ไม่มีสถานีรถไฟที่ใกล้ๆ  ต้องเดินกันเล็กน้อย พวกผมคนเยอะเลยตัดสินใจไปแทกซี่ น่าจะคุ้มและประหยัดเวลาได้มากกว่า โดยพี่แทกพาเรามาจอดด้านหน้าทางเข้าเลย

ถนนจินหลี่คือถนนคนเดินสไตล์โบราณที่มีร้านค้าแขนงต่างๆมากมาย ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม งานถัก งานเคลือบ ของจุกจิก แต่จะเน้นไปที่ของกิน มีทั้งหมูเสียบไม้หมาล่า ข้าวเหนียวสัปปะรดที่โคตรฮิต แต่ผมลองแล้วไม่โดนอย่างแรง หรือลองไม่ถูกร้านก็ไม่รู้ การเดินเล่นที่นี่เป็นอะไรที่เพลินดีเหมือนกัน เราจะได้เห็นชีวิตของชาวจีน ว่าเค้ากินอะไร แต่งตัวแบบไหน ดื่มอะไร มีของอะไรขายบ้าง ซึ่งหลายๆเรื่องราวของแต่ละพื้นที่เราสามารถสังเกตุแบบพอสังเขปได้จากพฤตฺกรรมของคนซื้อและคนขายว่าเค้าขายอะไร ซื้ออะไรกัน .... และไม่น่าเชื่อว่าแทบทุกคนจะกิน

" ข้าวเหนียวสัปปะรด!! " ซึ่งพวกผมโหวตเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ผ่านจ้า 

 

 

 

กลิ่นอายของอาคารสไตล์จีนโบราณ ที่มีให้เห็นตลอดสองข้างทาง 

 

item สุดฮิตตตต ใครมาแล้วต้องลองง !! แต่ลองแล้วต้องมาอีกมั้ย ก็อีกเรื่อง 555  

 

ทีมงานประจำทริป ณ.ถนนโบราณจิงหลี่.. ขาดต้องกล้องอีกคนน  

 

จากนั้นเราก็ไปปิดค่ำคืนแรกของทริปกันที่ " Tianfu Sqaure "  
สามารถนั่ง CRT ลงที่สถานี Tianfu sqaure ได้เลย ขึ้นมาก็จะเจอกับวงเวียนลานกว้าง ถัดไปด้านหลัง ข้ามถนนก็จะเห็นท่านเหมายืนชูมืออยู่ฝั่งตรงข้าม คล้ายๆกับกำลังโบกมือทักทาย และต้อนรับพวกเราว่าหนีห่าววมาา ... สวัสดีครับท่านเหมาาา

แล้วก็ ... ฝันดีครับ ! 

 

Day 2 ( เฉิงตู - Kangding ) 

เมื่อการหลับนอนเป็นไปอย่างสบาย ... วันนี้ผมจึงตื่นขึ้นมาตามเวลา ทันอาหารเช้าด้วย โดยเมื่อวานผมจองรถรอบ 8.25 เอาไว้ สาเหตุที่จองเวลานี้ก็เพื่อจะได้มีเวลากินอาหารเช้าที่โรงแรมนั่นเอง ฮ่าๆ

เมื่อถึงเวลาเราก็เดินไปที่สถานีรถบัสเมื่อวาน " Xinnanmen "  และเช่นเคยกับการแสกนกระเป๋าว่ามีปลาเก๋าหรืออาวุธสงครามโลกซ่อนไว้หรือเปล่า พอผ่านมาพวกเราก็ทำหน้าที่เป้นแรงงานตัวเองแบกหามกระเป่าไปขึ้นรถบัส ซึ่งเน้นครับ ว่าต้องถามย้ำคันให้ดีว่า " คังติง ใช่มั้ย คันนี้ใช่มั้ย " เอาให้ชัวร์

นี่คือหน้าตาของสถานีรถบัส Xinnanmen  

 

จับจองที่นั่งกันเรียบร้อย รถบัสก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากชานชะลา พาพวกเราผ่านเมืองเฉิงตู ไม่นานก็ออกจากความเป็นเมือง แล้วเคลื่อนที่เข้าสู่ชนบท อีกสักพักก็เริ่มลัดเลาะผ่านขุนเขาท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวชอุ่มตลอดเส้นทาง อากาศไม่หนาว ยังงี้ความหวังที่จะได้เห็นหิมะที่รักของผมคงต้องพังทลาย

รถบัสจะมีแวะให้เข้าห้องน้ำตลอดนะครับ ทิ้งช่วงประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง ก็จะจอดที่จุดแวะพัก เพื่อมาพบรักกับห้องน้ำสุดคลาสสิค สไตล์จีนนอกเมือง ที่เห็นแล้วต้องเคืองขนานแท้แบบดั้งเดิม!! แนะนำว่าอย่ากินของแสลงก่อนมา ไม่งั้นเตรียมเผชิญหน้ากับเจดีย์ทองคำ และห้องน้ำซีทรูรูเบ้อเริ่มได้เลยย  เรียกได้ว่านั่งอึกันจะจะ แค่เดินเข้าห้องน้ำ คุณจะสามารถสบตากับทุกคนที่กำลังนั่งปล่อยทุกข์ได้อย่างสดชื่น 5555  

 

จับจองที่นั่งกันเรียบร้อย รถบัสก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากชานชะลา พาพวกเราผ่านเมืองเฉิงตู ไม่นานก็ออกจากความเป็นเมือง แล้วเคลื่อนที่เข้าสู่ชนบท อีกสักพักก็เริ่มลัดเลาะผ่านขุนเขาท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวชอุ่มตลอดเส้นทาง อากาศไม่หนาว ยังงี้ความหวังที่จะได้เห็นหิมะที่รักของผมคงต้องพังทลาย

รถบัสจะมีแวะให้เข้าห้องน้ำตลอดนะครับ ทิ้งช่วงประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง ก็จะจอดที่จุดแวะพัก เพื่อมาพบรักกับห้องน้ำสุดคลาสสิค สไตล์จีนนอกเมือง ที่เห็นแล้วต้องเคืองขนานแท้แบบดั้งเดิม!! แนะนำว่าอย่ากินของแสลงก่อนมา ไม่งั้นเตรียมเผชิญหน้ากับเจดีย์ทองคำ และห้องน้ำซีทรูรูเบ้อเริ่มได้เลยย  เรียกได้ว่านั่งอึกันจะจะ แค่เดินเข้าห้องน้ำ คุณจะสามารถสบตากับทุกคนที่กำลังนั่งปล่อยทุกข์ได้อย่างสดชื่น 5555 NIK_7267

วิวสองข้างทางก็สดชื่นมากครับ หลับบ้างตื่นบ้าง แต่ก็พยายามจะตื่นให้มากที่สุด เพราะจะได้เห็นความงดงามของระหว่างทาง จริงๆ หลายครั้งที่ตื่นก็เพราะเสียง " ขาก " อันน่ารักของเจ้าถิ่นนี่เอง 555  

 

ผ่านไป 7 ชั่วโมง หลับๆ ตื่นๆ งงๆ จนมาถึงเมือง Kangding ที่ความสูง 2,600 เมตรจากระดับน้ำทะเลโดยสวัสดิรูป ซึ่งเราจะค้างกันที่นี่คืนนึง เพื่อปรับสภาพ ก่อนจะค่อยๆขึ้นที่สูงในวันถัดไป จนไปถึงระดับ 4000 เมตร !!

Kangding เป็นเมืองในหุบเขาเล็กๆ อยู่บนความสูง 2,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่มีทั้งความเป็นจีนและธิเบต จะว่าไปที่นี่คือเมืองด่านสุดท้าย ก่อนจะเข้าสู่ความเป็นหุบเขาอันอลังการของธิเบต

พอเดินออกมาจากสถานี สิ่งแรกที่พวกเราต้องทำคือการหาที่พักให้ได้ก่อน ซึ่งบริเวณสถานีรถบัสมีหลายเจ้าให้เลือกสรรค์ สายตาผมก็ไปป๊ะกับโรงแรมเฟรนไชส์ชื่อดังของจีน ที่มีอยู่ทุกซอกทุกมณฑลอย่าง " 7 days inn " เลยลองไปดูห้องและถามราคาดู ปรากฎว่าห้องดีงาม ราคาก็ดีตาม คืนละประมาณ 150 หยวน นอนได้สองคน จัดไป !

นี่คือรูปห้องนอน 

 

วางของ สัมภาระกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาไปทำภารกิจต่อไปซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการจองรถชัสไปเมือง Sertar สำหรับวันพรุ่งนี้ สามารถไปจองได้ภายในสถานี รู้สึกจะมีรอบเดียวคือตอน 6 โมงเช้า ราคา ราวๆ 130 หยวน

ได้ตั๋วแล้ว ที่พักก็แล้ว ความกดดันได้ถูกปลดปล่อย เมือง Kangding กำลังจะคืนความฟินกลับมา แต่สิ่งที่ผมรู้คือจริงๆ เมืองนี้มีภูเขาที่น่าไปหลายจุด และมีวัดสวยๆสไตล์ธิเบตอยู่ด้วย แต่เนื่องจากเวลาที่ไม่อำนวย เราจึงทำได้แค่เดินทอดน่องมองเมืองนี้อย่างชิลๆ ในละแวกที่พัก เพราะนี่ก็เย็นมากแล้ว

นี่คือถนนเ


Recent Post

Copyright © 2019 All Rights Reserved. Designed By Golly-design