เที่ยวต่างประเทศ

รวมรีวิวและสถานที่เที่ยวรอบโลก

สัมผัสสีสันริมแม่น้ำคงคาที่ " พาราณสี "

12 สิงหาคม 2019   59



แชร์ :

สัมผัสสีสันริมแม่น้ำคงคาที่ " พาราณสี " 

Fanpage : https://www.facebook.com/scratchdaworld/

Instagram : https://www.instagram.com/scratch.da.world/

 

ผ่านไปสองตอนสำหรับ รีวิว อินเดียฉบับนี้ ที่สองตอนแรกผมได้รีวิว ในส่วนของ หน้า A ที่เมืองเลห์ ลาดัค จนตอนนี้หมดหน้า A  และเป็นจุดเริ่มต้นของหน้า B กับอินเดียตอนกลางแล้วครับ ไปชมพร้อมๆ กันเลย กับความแตกต่างอย่างสุดขั้ว และความรั่ว มั่ว มึน ตลอดทริป ! 

ในส่วนของหน้า B นั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ผมจากเมืองแสนงามอย่างเลห์ลาดัค มาสัมผัสกับอินเดียขนานแท้ ดั้งเดิม ในการเดินทางเส้นเดิม แต่เรื่องราวๆต่างๆ ไม่มีอะไรเหมือนเดิม เท่านั้นยังไม่พอ มันยังพกความแตกต่างอย่างสุดขั้วมาให้ผมได้ลิ้มลอง 

จากอุณหภูมิระดับติดลบ ต้องมาพบกับความร้อนละดับโลกที่ 40 กว่าองศา 
จากความสูงเหนือน้ำทะเล 3 พันกว่าๆ  กลับมาสู่ระดับปกติ 
จากความงดงามและความอลังการของธรรมชาติ  ต้องมาเจอสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง 
จากผู้คนที่น่ารัก เมืองที่แสนสงบ ต้องมาบรรจบกับความเกรียนของแขกบางคน ความอลวนของทั้งคน ทั้งสถานที่ต่างๆ ที่ถึงแม้มันจะต่างกันสุดๆ แต่มันก็มีสเน่ห์เหมือนกันสุดๆ เช่นกัน มาเที่ยวประเทศนี้ ต้องคิดบวก แล้วคุณจะฟินเข้าเส้น !

ในหน้า B ตอนนี้ ผมจะพาไปฟิน แบบเพลียๆ ถึกๆ กันที่เดลี และจัดเต็มกับเมืองพาราณสีครับ รูปจัดเต็ม !!
 

 

นี่คือเส้นทาง ภาพรวมการเดินทางของผมสำหรับตอนนี้ครับ 

โดยผมจะนั่งเครื่องจากเมืองเลห์ เพื่อจะไปลงที่เดลี แล้วมีแพลนไปพาราณสีตอนค่ำๆ กันในวันนั้นเลย 

สำหรับข้อมูลของทั้งสองเมือง เพื่อไม่ให้เปลืองพื้นที่ ท่านสามารถหาได้จาก google ครับ มีให้เลือกสรรค์มากมาย 

 

Day 8 

จอห์นมาตรงเวลา 6 เป๊ะๆ เช่นเคย เพราะต้องไปส่งผมที่สนามบิน 
วันนี้จะเป็นวันสุดท้าย ที่ผมจะได้เจอจอห์น 
และเป็นวันที่ได้นอนหนาวๆ ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม 2 ผืนหนาๆ เป็นคืนสุดท้าย  
ก่อนผมจะบ๊ายบาย เมืองเลห์ กับวิวเท่ห์ๆที่นี่   
เพื่อที่จะไปเซย์ฮาโหล กับอากาศร้อนตับแตก แขกสายท่องเที่ยวสุดเกรียน 
และรวมไปถึงบทเรียนชีวิตดีดี ที่อินเดียตอนกลาง บริเวณ ราชสถาน 
ซึ่งประกอบไปด้วย เดลี อักรา จัยปูร์  และ ยังมีโอกาสได้ไปพาราณสีอีกด้วย 

อารมณ์ตอนนี้มันเป็นอะไรที่แปลกๆ  อาลัยเมืองเลห์ลาดัคมากๆ   รู้สึกผูกพันกับที่นี่ อย่างบอกไม่ถูก  
แต่ตอนนี้สิ่งที่ถูกคือหาไรกระแทกปากก่อน 
หิวมาก  จนสายตาเหลือบไปเห็น บะหมี่คัพ ยี่ห้อ Maggi ดูดี เลยไปจัดมาซะ ละก็ไม่ผิดหวัง อร่อยเหาะ !  

 

การจากลา .. เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต  หลากหลายความทรงจำกับสถานที่แห่งนี้ 
ทุกนาทีมันมีความหมายมากๆ และยากที่จะลืมเลือน 
ทั้ง เพื่อนของผม  3 คน จอห์น  , นาวัง และเจ้าของ รร ที่ผมลืมถามชื่อแกเฉย 
รวมไปถึงมิตรภาพระหว่างทางดีดี ที่อาจจะไม่ต้องคุยอะไรกันเยอะ 
แค่ทักทาย แค่ยิ้มให้ แค่กำลังใจ ผมก็จะจำพวกคุณไปตลอดกาล 
เพราะผมได้บันทึกหน้าพวกคุณผ่าน เจ้ากล้องผู้น่ารักไปเรียบร้อย  

 

หิมาลัย ประมาณหัวใจ ... ที่ผมได้มาอยู่ใกล้ และสูดลมหายใจเข้าออกในอ้อมกอดของหิมาลัย มาตลอด 7 วัน 
นับเป็นช่วงเวลาและความรู้สึกที่มหัศจรรย์มากๆสำหรับนักเดินทางคนนึง 
และนี่จะเป็นภาพสุดท้ายของทริป กับยอดเขาหิมาลัย ที่ไม่ใช่ภาพสุดท้ายของชีวิตแน่ๆ เพราะเราจะต้องเจอกันอีก !  

 

หลังจาก landing ที่สนามบินประจำกรุงเดลีแล้ว ผมก็เดินตามทางไปที่ Metro ในตัวสนามบินต่อเลย 
เพื่อนั่ง Metro เข้าตัวเมือง ไปที่ New delhi station ในราคาสบายกระเป๋าที่ 100 รูปี ที่นั่งก็สบายสุดๆ   
และผมมีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ ต้องทำที่นั่น 
เนื่องจาก คืนนี้เวลา สองทุ่มครึ่ง ผมได้จองตั๋วรถไฟเพื่อไปยังเมืองพาราณสี มาจากบ้านแล้ว 
แต่ดันติด Waiting list คิวที่ 4 ฉะนั้นผมต้องการไปเพื่อ Confirm ชีวิตผมในค่ำคืนนี้ให้ได้ก่อน 
จะได้ไปลัลล้าในกรุงเดลีระหว่างวัน อย่างสบายใจ หายห่วง  

 

ถึงแล้วครับ สถานีรถไฟ New Delhi train station ระวังจะไปผิดนะครับ
จะมีสถานีรถไฟเดลี กับ นิวเดลี ตอนจองตั๋วรถไฟ ต้องดูให้ดี  ( วิธีการจองดูได้จากตอนที่ 1 ครับ >>   )
ภาพแรกที่ผมได้สัมผัสกับอินเดีย คือภาพนี้ และทำให้ผมรู้สึกว่า “ เออ นี่สินะ อินเดีย “ 

 

ตอนนี้ผมมีภาระ อยู่ 1 อย่าง นั่นคือเป้สะพายหลัง ที่บรรทุกน้ำหนักเสมือนรถขนหมู อยู่ที่ 15 กิโลกรัม 
มีคอมพ์ด้วย เลยหนักหน่อย  โดยผมทราบมาว่า ที่นี่มี จุดรับฝากกระเป๋า  และก็ได้เจอ
แต่ดูจากสภาพและคิวที่ยาวแล้ว ....กรูแบกมันไปด้วยก็ได้ >< 

 

ผมเดินหา พวก Tourist info ก็หาไม่เจอ ยังงงงวยอยู่ ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เดินไปหนักไป  
จนต้องหาที่นั่งพักกับพื้น ทำตัวเหมือนคนในพื้นที่ จริงๆ ที่เค้านั่งกับพื้น 
ไม่ใช่อะไรนะครับ เก้าอี้ มีน้อยมาก เทียบกับจำนวนผู้โดยสารที่นี่แล้ว มันไม่เพียงพอจริงๆ  

 

และแล้วก็มีชายหนุ่ม ร่างอ้วน รูปร่างใจดี มาเสนอช่วยพาผมไป 
โดยลุงอ้วนพูด พร้อมกับรอยยิ้มที่แสนจริงใจ กับคำใสๆ ว่า hello my friend (ผมไปเป็นพี่ตอนไหน)

“ ที่นี่ไม่มีทำ confirm ตั๋วให้นะ ต้องไป ที่ IRTC office ของรัฐบาล นั่ง AR ไปแค่ 10 นาที เอง “ 

แต่ผมมั่นใจในข้อมูล ว่ามันต้องอยู่ในสถานนี นี่แหละ 
จึงบอกลุงอ้วนว่า “ ไม่เป็นไรๆ “ อารมณ์ประมาณ กรูดูแลตัวเองได้
ลุงอ้วนเลยเสนอให้ลองไปถามที่ช่อง Inquiry ตรงนั้นดู ... 
ผมก็ลองไปดู เพราะถามหา Tourist office ก็ไม่มีคนบอกทางผมได้เลย 
พอไปถึงช่อง Inquiry  ก็มีผู้ชายคนนึงยืนจัดระเบียบแถว ขอดูเอกสารคนนั้น คนนี้ 
ผมก็มั่นใจแล้วว่า อ่อ นี่เจ้าหน้าที่แน่นอน กรูรอดแล้วๆ 

“ ขอดูตั๋วหน่อย “ ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาขอดูด้วยมาดสุขุม นุ่มลึก 
“ นี่คุณติด waiting list นี่ ตรงนี้ทำไม่ได้นะ ต้องไปทำอีกที่  ที่ IRTC office ของรัฐบาล “ เอาแล้วไง เมิงพูดสถานที่เหมือนลุงอ้วนเด้ะเลย  moment นั้น ด้วยกระเป๋าที่หนัก และอยากจะจัดการให้เสร็จสรรพ เลยลองดูสักตั้ง 

ผู้ชายมาดสุขุม พาผมเดินไปส่งที่ AR พร้อมต่อรองราคาที่ 30 RP เท่านั้น ถูกมาก นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมลองดู 
นี่คือโฉมหน้าชายหนุ่มมาดสุขุม กับวิวตาที่จริงใจ  นี่มันหนึ่งมิตรชิดใกล้ชัดๆ ใจดีขนาดนี้ !  

 

ผ่านไป10 นาที AR มาจอดส่งผมที่ตึกแถวขนาด 1 คูหา ติดป้ายซ่าๆ ว่า “ IRTC tourist bureau “ 

ง่อววว ป้ายดูน่าเชื่อ แต่สถานที่แม่มอะไรเนี่ยย ผมเดินแบกเป้เข้าไป ชนคนนั้น ทีคนนี้ที มันแคบมาก 
พอไปถึง มี ชายหนุ่ม ลักษณะเหมือน วิน ดีเซล เวอร์ชั่นภารตะ พาผมขึ้นไปยังห้องทำงานส่วนตัว 
พร้อมกับเปิดคอมพ์ มาดเมิงสุขุมอีกแล้ว บอกเลยว่าตอนนั้น ผมเริ่มรู้สึกประหลาดตั้งแต่ สถานที่แล้วครับ แต่ก็ลองมาฟังดู 
ตาวิน ดีเซล ก็ทำเป็นดูในเนท  ละบอกว่าตอนนี้ยากมากที่จะหารถไฟไปพาราณสี เพราะที่นั่งเต็มมหมด !! 
คือ เมิงยังไม่ได้ลองทำอะไรเลยครับ ไอวินนี่  เอะอะจะรื้อแพลนผมทั้งหมด แล้วให้จองกะมันใหม่ ..เมิงบ้าแล้วว
สักพัก พอเห็นหน้าตาผมหวาดระแวง  วินนี่ ก็พูดขึ้นมาว่า 

“ เอางี้ เดี๋ยวผมจะโทรไปที่สถานี  แล้วเดี๋ยวเรามาลองดูกัน “ วินนี่พูดเสร็จ ก็หยิบโทรศัพท์มากดเบอร์  อะไรสักอย่างยาวๆ หน่อย 
“ %$^%&^* no ticket %£”$££$% “ วินนี่ พูดภาษาอินเดีย แต่จะหลุดคำว่า no ticket มาหลายครั้ง เป้นการย้ำให้ผมทำใจ

จากนั้น วินนี่ ก็ส่งโทรศัพท์ให้ผมคุยกับ จนท คนนั้นบ้าง 
“ ฮาโหล “
“ ขอโทษจริงๆครับ ตอนนี้ ไม่มีตั๋วจากเดลี ไปพาราณสีแล้ว ที่นั่งเต็มหมด เนื่องจากตอนนี้มีเทศกาล “  จนท ในโทรศัพท์พูดขึ้นมา 
“ เทศกาลอะไรครับ “  ผมถามไปตามระเบียบ 
“ ก็ที่คนใส่ชุดส้มๆ ไปรวมตัวกันไงครับ คุณเคยเห็นใช่มั้ย “  สลัดผัก นั่นปกติป่ะ  เค้าก็ไปกันอยู่แล้วป่ะ 
เทศกาลบ้าอะไรไม่เคยได้ยิน นี่มัน คุณหลอกดาวแล้ว !!!!!!! 

ผมวางสายแล้ว ลุกขึ้น พลางพูดอย่างโคตรเท่ห์กับไอวินนี่ว่า 
“ It’s ok , I will take my luck ! “ 
และเดินจากไป เหมือนพะเอกหนังฮ่องกง พร้อมกับกระตุกเสื้อยืดแรงๆ หนึ่งที (เพื่ออออ..)

สรุปคือนี่มันเป้นขบวนการเลยย ตั้งแต่ตาลุงอ้วนนแล้วมั้งนั่นนน แยบยล หักมุม มารุมกรูได้นะ ! ฮึ่ยย
ยังดีไม่โดนอะไร แต่เสียเวลาไปเต็มๆ 3 ชม เอาน่ะ คิดบวกๆ อย่างน้อยก็ไม่โดน 
จริงๆเรื่องราวมันยาวกว่านี้ครับ ช่วงนี้ แต่ผมพยายามเขียนให้สั้น จะได้ไม่รบกวนพื้นที่มากไป

ผมเรียก AR เพื่อกลับไปวัดดวงที่ New delhi train station พอไปถึง ก็ประหลาดใจเล็กน้อย 
ว่าเอ๊ะ นี่มันดูละม้ายคล้ายกับที่แรกที่ไป แต่ก็ไม่ใช่นี่  ลองลงไปเดินดู เห็นป้ายโตๆ ว่า “ Foreign tourist office “ อยู่ชั้นสอง !!
เห้ย สรุปคือนี่กรูพลาดเองใช่มั้ย ที่ตอนแรกโผล่ขึ้นมาจาก Metro แล้วเป็นอีกฝั่ง 
ซึ่งเป็น platform เท่าไหร่ไม่รู้ ตอนนั้นไม่คิดว่า มันจะแยกตึกกันแบบนี้ 

จำไว้เลยนะครับ ว่า  Foreign tourist office ของสถานีรถไฟ อยู่ที่ชั้น 2  Platform ที่ 1 
คุณต้องมา confirm หรือ ซื้อตั๋วที่นี่เท่านั้น จะปลอดภัยและใช่ที่สุด  ผมนี่จำไม่มีวันลืมเลย

เมื่อเข้าไปติดต่อ เจ๊ผู้หญิงบอกให้มาตอน 6 โมงเย็นอีกที แต่ก็ยังไม่แน่นอน 
ผมจึงออกไปเปรี้ยวก่อน พร้อมกับสัมภารกบนหลัง และชีวิตที่ยังแขวนอยู่ระหว่างเส้นด้ายกับเส้นยาแดง
ผมมีเป้าหมาย สองที่ ในวันนี้ นั่นคือ Red fort กับ Jama masjid ที่อยู่ใกล้ๆกัน 

เรียก AR จาก New delhi train station ไป Red fort อยู่ที่ 150 RP แทบไม่ได้ต่อเลยครับ 
เอาราคาที่รับได้ เพราะหนักหลัง + เหงื่อชุ่มไปหมดแล้ว หลังโดนแขกพาทัวร์มา 
ถึงแล้วครับ Red fort ซึ่งเป็น 1 ในมรดกโลกประจำกรุงเดลี ด้านหน้าดุโอ่อ่า สวยงามมาก  

 

ผมเดินไปที่ช่องซื้อตั๋ว โดยนักท่องเที่ยวทั่วไปนั้น ต้องเสีย 250 รูปี สำหรับค่าเข้า 
แต่หากคุณมี passport สัญชาติไทยแล้ว คุรจะเสียแค่ 10 รูปี หรือ  5 บาททท เท่านั้น !!! 
ตรงข้างๆ ที่ซื้อตั๋ว มีจุดรับฝากกระเป๋านะครับ ซึ่งผม need มาก และ เอาไปฝาก โดยค่าฝากแล้วแต่จะให้ครับ 

 

ฝากกระเป๋าสเสร็จก็ได้เวลา ไปลุย Red fort กัน  ชักภาพเป็นที่ระลึกสักรูป 

 

บรรยากาศ ภายใน Red fort  เอาจริง ด้านในอาจจะไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ 
หากคุณมองหาความสวยงาม หรือ อลังการแบบสุดๆ คงยาก  เพราะที่นี่คงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ ที่งดงามมากกว่าครับ  

 

 

 

 

เรื่องเล่าน่าถีบเล็กๆ หนึ่งในหลายๆเรื่อง ที่ผมเจอครับ

ระหว่างทีผมกำลังเดินออกมาจาก Red fort เพื่อจะไปข้ามไปอีกฝั่ง
ก็มีเด็กชายวัยรุ่นชาวอินเดีย อายุประมาณ 15-16 ตัวลีบๆ ท่าทางอ้อยอิ่ง 
เดินมาข้างๆผม แล้วชวนคุยว่า ( แปลอิ๊งเป็นไทย )

แขกตัวลีบ : มาคนเดียวหรอครับ
ผม : ครับ กำลังรีบน่ะครับ ไว้คุยกันนะ( นึกว่ามาขายของผมเลยจ้ำอย่างงไว ) 
แขกตัวลีบ : ( แม่มสปีด 9 ตามมา ) ผมถามอะไรหน่อยได้มั้ยครับ
ผม : อะไรครับ 
แขกตัวลีบ : " สนใจนอนกับเด็กผู้ชายมั้ย ? " 
-
-
ผม : WTF !! I like woman and stay away from me ! สะบัดบ๊อบ 3 ที แล้วเดินหนี อย่างไว !

โดนเกย์เด็กลูบคมเข้าให้เป็นการต้อนรับ กับก้าวแรกที่ได้สัมผัสกรุงเดลี 
อยากจะโบกกบาลซักที สองทีจริงๆ จะได้ไม่ทำตัวเกรียนๆกับนักท่องเที่ยวแบบนี้ 55

ผมเดินออกมาแถวๆหน้า Red fort โชคดี ที่ AR คันที่ผมนั่งมา 
ชี้ให้เห็นทางเดินทะลุไป Jama masjid ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม Red fort 
ทำให้ ไม่ต้องเสียค่า AR ที่มันจะพาเราอ้อมไปอีกทาง 
เนื่องจากทางนั้นรถเข้าไม่ได้ จึงประหยัดไปได้พอสมควร 
นี่ครับ เดินไปตามทาง ดูชีวิตของจริงที่อินเดียไปพลาง  

 

ออกมาจากซอยเล็กก็เจอถนนเส้นนี้ เดินไป ถามทางไปเรื่อยๆ  ไม่ต้องกลัวหลงครับ 
หาง่ายมาก หากมีใครมาขอพาไป ก็อย่าไปสนใจ 
เดินไปถามชาวบ้านทั่วไป ว่า “ Jama masjid “ เดี๋ยวเค้าจะชี้ทางสว่างให้คุณเอง 

 

ถึงล้าววววว “ Jama masjid “ 
นี่คือ มัสยิด ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียครับ สร้างในยุคสมัยของพระเจ้า ชา จาฮาน  
เช่นเดียวกับ ทัชมาฮาล และ Red fort  อลังการดีครับที่นี่  แต่ค่าเข้าโหดอยู่ ที่ 300 รูปี 
ตอนออกมีการจะเก็บค่าฝากรองเท้าอีก 100 รูปี  ผมเดินหนีเลย แล้วบอกว่า 300 รูปีมันเยอะพอแล้ว 

 

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบที่นี่มากกว่า Red fort อีก มันดูดี มีชีวิตชีวา 
และสีสันของชาวอินเดียที่ หลายๆ คนมาพักผ่อนกันเป็นครอบครัว 
มีเด็กๆ วิ่งเล่น ผู้ใหญ่นั่งเสวนากันบ้าง มานอนกันบ้าง  ทุกคนดูมีความสุขกับวันที่กำลังจะผ่านไป 
โดยไม่ต้องมีอะไรหรูหรามากมายให้ชีวิต 

 

ลอด...ช่อง.....อินเดีย 

 

ที่นี่เค้าว่าพระอาทิตย์ตกสวยงามมากครับ เสียดายผมอยู่ไม่ถึง 
ต้องบึ่งกลับไปที่ Tourist office ไปลุ้นตั๋วรถไฟกันต่อ 

 

คนทั่วไปจะเข้ามาได้แค่ตรงนี้  

 

อีกหนึ่งสเน่ห์ของที่นี่ คือ นกที่บินกันว่อนภายในมัสยิด 
สร้างสีสันให้กับนักท่องเที่ยวและคนที่นี่ ได้ดีเลยทีเดียว  

 

Recent Post

Copyright © 2019 All Rights Reserved. Designed By Golly-design